หรือโลกเดิมมันอยู่ยาก? สำรวจค่านิยมที่อาจกำลัง ‘สูญพันธุ์’ ไปพร้อมกับการเติบโตของ Gen Z

หรือโลกเดิมมันอยู่ยาก? สำรวจค่านิยมที่อาจกำลัง ‘สูญพันธุ์’ ไปพร้อมกับการเติบโตของ Gen Z

สำรวจค่านิยมที่อาจจะหายไปพร้อมกับคน Gen Z เพราะการเลิกทำตามกรอบเดิมๆ ไม่ใช่ความขี้เกียจ แต่คือ 'กลไกเอาตัวรอด' ในโลกยุคใหม่

SHORT CUT

  • Gen Z ปฏิเสธวัฒนธรรมการทำงานหนักเพื่อองค์กร (Hustle Culture) และให้ความสำคัญกับสมดุลชีวิตและการทำงาน (Work-Life Balance) มากกว่าความภักดีต่อบริษัทเดียว
  • การสื่อสารแบบดั้งเดิมอย่างการโทรศัพท์โดยไม่แจ้งล่วงหน้าถือเป็นการเสียมารยาท ขณะที่การเปิดใจและเข้ารับการรักษาสุขภาพจิตกลายเป็นเรื่องปกติที่ได้รับการยอมรับ
  • กรอบเรื่องเพศสภาพและมาตรฐานความงามแบบเดิมๆ กำลังถูกท้าทาย โดย Gen Z เปิดรับความหลากหลาย ความลื่นไหลทางเพศ (Gender Fluidity) และแนวคิด Body Positivity
  • วัฒนธรรมการดื่มแอลกอฮอล์อย่างหนักในวงสังคมกำลังลดความนิยมลง และเปลี่ยนสู่การเดตที่สื่อสารความต้องการอย่างตรงไปตรงมาเพื่อรักษาเวลาและสุขภาพจิต

สำรวจค่านิยมที่อาจจะหายไปพร้อมกับคน Gen Z เพราะการเลิกทำตามกรอบเดิมๆ ไม่ใช่ความขี้เกียจ แต่คือ 'กลไกเอาตัวรอด' ในโลกยุคใหม่

หากคุณเคยได้ยินประโยคเหล่านี้ผ่านหูอย่าง "ทำไมเด็กสมัยนี้ไม่อดทนเลย" หรือเผลอตั้งคำถามเหล่านี้ในใจ นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนชั้นดีว่า คุณกำลังยืนอยู่บนรอยต่อของ ‘แผ่นดินไหวทางวัฒนธรรม’ ที่กำลังสั่นสะเทือนค่านิยมเดิมๆ ที่สังคมเคยเชื่อและยึดถือกันมาอย่างยาวนานนับทศวรรษ
 

เมื่อกลุ่มคนเจเนอเรชันซี (Gen Z - ผู้ที่เกิดระหว่างปี 1997 - 2012) เริ่มเติบโต ก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานอย่างเต็มตัว และกลายเป็นผู้บริโภคกลุ่มหลักที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจของโลก พวกเขาไม่ได้พกมาแค่ความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีที่เหนือกว่า หรือเป็นแค่ผู้นำเทรนด์ไวรัลชั่วข้ามคืนบนหน้าฟีด TikTok แต่พวกเขากำลังเข้ามา ‘รื้อถอน’ โครงสร้างทางสังคมบางอย่างที่ตกทอดกันมา

ในฐานะพลเมืองที่ลืมตาดูโลกและเติบโตมาท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจแฮมเบอร์เกอร์ การระบาดใหญ่ของโควิด-19 สภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนจนเข้าขั้นวิกฤต และความตื่นรู้ทางสังคมที่เข้มข้น Gen Z จึงมีมุมมองต่อโลกที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง การที่พวกเขาเลิกทำตาม 'สูตรสำเร็จ' เดิมๆ ที่คนรุ่นก่อนวางไว้ให้ จึงไม่ใช่ความดื้อรั้น ความขี้เกียจ หรือความอ่อนแอ แต่มันคือ ‘กลไกการเอาตัวรอด’ ในโลกที่ไม่ได้การันตีความมั่นคงให้กับพวกเขาอีกต่อไป

มายาคติ และค่านิยมดั้งเดิม ที่กำลังจะถูกกวาดล้างและหายไปจากสังคม เมื่อเจเนอเรชันนี้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้กำหนดทิศทางของโลก

หมดยุคทำงานถวายหัว เมื่อ ‘ความภักดี’ ไม่ใช่ตัวชี้วัดคุณค่า

ในยุคเบบี้บูมเมอร์หรือ Gen X การทำงานหนักจนดึกดื่น การไม่กล้าใช้วันลาพักร้อน และการฝากชีวิตไว้กับบริษัทใดบริษัทหนึ่งตั้งแต่เรียนจบจนเกษียณอายุ ถือเป็น ‘เหรียญตราแห่งเกียรติยศ’ ที่พิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นและความจงรักภักดี แต่สำหรับ Gen Z สิ่งเหล่านี้คือความล้มเหลวในการจัดการชีวิตและเป็นสัญลักษณ์ของการถูกเอาเปรียบ

หรือโลกเดิมมันอยู่ยาก? สำรวจค่านิยมที่อาจกำลัง ‘สูญพันธุ์’ ไปพร้อมกับการเติบโตของ Gen Z

รายงาน Global 2024 Gen Z and Millennial Survey โดย Deloitte สำรวจคนรุ่นใหม่ทั่วโลก ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า คนรุ่นนี้ให้ความสำคัญกับ Work-Life Balance มาเป็นอันดับหนึ่ง พวกเขาปฏิเสธวัฒนธรรม Hustle Culture หรือการบ้างานจนเสียสุขภาพอย่างสิ้นเชิง และนี่คือจุดกำเนิดของปรากฏการณ์สะท้านวงการ HR อย่าง ‘Quiet Quitting’ (การทำงานตามขอบเขตหน้าที่ ไม่ทำเกินเงินเดือน) และการทำงานให้สมกับค่าจ้าง
 

Gen Z มองว่าการทำงานคือส่วนหนึ่งของชีวิต เพื่อหาเงินไปใช้ชีวิต ไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต หากองค์กรมีสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษ หรือให้ผลตอบแทนที่เติบโตไม่ทันค่าครองชีพพวกเขาก็พร้อมที่จะเปลี่ยนงานทันทีโดยไม่รู้สึกผิด ความจงรักภักดีสำหรับพวกเขา ไม่ใช่สิ่งที่บริษัทจะได้ไปฟรีๆ แต่ต้องแลกมาด้วยความเคารพในฐานะมนุษย์ สวัสดิการที่ตอบโจทย์ และความโปร่งใส ไม่ใช่การกดทับแล้วบอกให้อดทน

การล่มสลายของการโทรหาโดยไม่บอกล่วงหน้า
จำความรู้สึกตอนที่เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นโดยไม่คาดคิดได้ไหม? สำหรับคนรุ่นก่อน มันคือการติดต่อสื่อสารปกติที่สะดวกรวดเร็วที่สุด แต่สำหรับ Gen Z การโทรหาใครสักคนโดยไม่ส่งข้อความมาถามก่อนว่า “สะดวกคุยไหม?” หรือ “โทรหาได้หรือเปล่า?” ถือเป็นการล้ำเส้นและเสียมารยาทอย่างรุนแรง

หรือโลกเดิมมันอยู่ยาก? สำรวจค่านิยมที่อาจกำลัง ‘สูญพันธุ์’ ไปพร้อมกับการเติบโตของ Gen Z

ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้คิดไปเอง แต่มันมีชื่อเรียกว่า Telephobia หรืออาการกลัวการคุยโทรศัพท์ ซึ่งไม่ได้แปลว่าคนรุ่นนี้มีปัญหาในการเข้าสังคมแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะพวกเขาเติบโตมากับการสื่อสารแบบ Asynchronous Communication (การสื่อสารที่ไม่จำเป็นต้องโต้ตอบทันที เช่น การส่งข้อความ การคอมเมนต์) ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้รับสารมีเวลาประมวลผลและเลือกที่จะตอบรับเมื่อสภาพจิตใจหรือสถานการณ์อำนวย

การโทรศัพท์หากันแบบปุบปับ ถูกมองว่าเป็นการบังคับให้ผู้รับต้องมอบความสนใจแบบเรียลไทม์ ซึ่งเป็นการรุกล้ำพื้นที่ส่วนตัวและเวลาชีวิตของผู้อื่น วัฒนธรรมการยกหูโทรหากันง่ายๆ จึงกำลังถูกแทนที่ด้วยมาตรฐานมารยาทใหม่ นั่นคือ Text-First, Call-Second (ส่งข้อความมาก่อนเสมอ ถ้าจำเป็นจริงๆ ค่อยนัดเวลาโทร)

 

การทุบทำลายกำแพงเรื่องสุขภาพจิต
“อย่าคิดมากไปเลย” “ออกไปสูดอากาศเดี๋ยวก็หาย” หรือ “เป็นวัยรุ่นมันก็อารมณ์แปรปรวนแบบนี้แหละ” คือประโยคปลอบใจที่คนรุ่นก่อนมักใช้ ซึ่งไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา ในอดีต การยอมรับว่าตนเองมีปัญหาทางจิตใจมักถูกตีตราว่าเป็นคนอ่อนแอ ขาดความอดทน หรือเป็นเรื่องน่าอายที่ต้องปิดบังเอาไว้ไม่ให้ใครรู้

แต่ Gen Z คือเจเนอเรชันที่ทุบทลายกำแพงเรื่องนี้จนราบคาบ ข้อมูลจากรายงาน Stress in America Report ของสมาคมจิตวิทยาอเมริกัน (American Psychological Association - APA) ระบุว่า Gen Z เป็นกลุ่มประชากรที่รายงานว่าตนเองมีปัญหาสุขภาพจิต (เช่น ซึมเศร้า วิตกกังวล) มากที่สุดเมื่อเทียบกับทุกเจเนอเรชัน แต่ในขณะเดียวกัน สิ่งที่น่ายินดีคือ พวกเขาก็เป็นกลุ่มที่กล้าและเต็มใจที่จะเข้ารับการบำบัดกับผู้เชี่ยวชาญมากที่สุดเช่นกัน

สำหรับพวกเขา สุขภาพจิต มีความสำคัญเท่าเทียมกับสุขภาพกาย การไปพบนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์กลายเป็นเรื่องปกติ เหมือนการไปหาหมอฟันเมื่อปวดฟัน  นอกจากนี้ การเรียกร้องให้องค์กรมีนโยบายให้พนักงานลาป่วยด้วยเหตุผลทางสุขภาพจิต ก็กำลังจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่องค์กรยุคใหม่ต้องมี

ลาก่อนกรอบเพศสภาพ บิวตี้สแตนดาร์ด
ถ้าคุณยังอยู่ในลูปความเชื่อที่ว่า ผู้ชายต้องแข็งแกร่งห้ามร้องไห้ ผู้หญิงต้องอ่อนหวานเรียบร้อย หรือมาตรฐานความสวยคือการต้องมีผิวขาว รูปร่างผอมบางแบบนางแบบ คุณอาจกำลังถูกทิ้งไว้ข้างหลังแบบ เพราะ Gen Z โอบรับและเฉลิมฉลองให้กับแนวคิดเรื่อง ความหลากหลายและ ความลื่นไหล ในแบบที่คนรุ่นก่อนไม่เคยทำได้

ศูนย์วิจัย Pew Research Center ได้เผยแพร่รายงาน Generation Z Looks a Lot Like Millennials on Key Social and Political Issues มีข้อมูลว่า Gen Z มีแนวโน้มที่จะเปิดกว้าง รู้จักคนที่เป็น Non-binary หรือคุ้นเคยกับการใช้สรรพนามที่ไม่ระบุเพศ มากกว่าคนรุ่นอื่นๆ แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ของพวกเขาจึงก้าวข้ามเส้นแบ่งทางเพศสภาพ แบรนด์แฟชั่นและเครื่องสำอางยุคใหม่จึงต้องปรับตัวสู่ความเป็น Genderless

มากไปกว่านั้น ขบวนการขับเคลื่อนสังคมอย่าง Body Positivity ได้เข้ามาทำลายล้างมาตรฐานความงามแบบดั้งเดิม พวกเขาปฏิเสธโฆษณาที่รีทัชรูปจนผิวเนียนกริบผิดมนุษย์ และเรียกร้องเสียงแข็งให้แบรนด์ต่างๆ นำเสนอผู้คนในทุกรูปร่าง ทุกสีผิว ทุกความบกพร่องทางร่างกาย เพราะพวกเขาเชื่อว่า ‘ความสมบูรณ์แบบ’ ไม่มีอยู่จริงบนโลกใบนี้

ปาร์ตี้ของ Gen Z ไม่จำเป็นต้องพึ่งแอลกอฮอล์เสมอไป
ในอดีต การสังสรรค์ ปาร์ตี้ หรือการเข้าสังคมเพื่อสานสัมพันธ์มักต้องขับเคลื่อนด้วยแอลกอฮอล์ การเมาจนภาพตัด อาเจียน หรือทำเรื่องน่าอาย มักถูกนำมาเล่าขานเป็นเรื่องตลกขบขันในวงสนทนา แต่สำหรับ Gen Z วัฒนธรรม Binge Drinking หรือการดื่มอย่างหนักหน่วงจนขาดสติ กำลังเสื่อมความนิยมลงอย่างมีนัยสำคัญ

รายงานวิจัย Gen Z's changing drinking habits จากบริษัท Berenberg ชี้ให้เห็นว่า Gen Z ดื่มแอลกอฮอล์น้อยกว่า Gen Y และ Gen X ในช่วงอายุเดียวกันถึง 20% พวกเขาคือเจเนอเรชันที่เป็นผู้นำเทรนด์ 'Sober Curious' หรือกลุ่มคนที่เลือกจะลด ละ หรือเลิกดื่มแอลกอฮอล์ โดยไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นคนเคร่งศาสนา แต่เป็นทางเลือกเพื่อ ‘สุขภาพองค์รวม’ ทั้งกายและใจ

ปัจจัยสำคัญอีกประการคือ การเติบโตมากับยุคสมาร์ทโฟนที่ทุกคนพร้อมจะเป็นปาปารัสซี่ การเมาไร้สติอาจจบลงด้วยการถูกถ่ายคลิปเป็นไวรัล และกลายเป็นรอยด่างพร้อยบนโลกอินเทอร์เน็ตไปตลอดกาล พวกเขาจึงให้ความสำคัญกับการควบคุมตัวเอง การมีสติอยู่กับปัจจุบัน และมองว่าการสูญเสียเวลาในวันหยุดไปกับอาการแฮงก์โอเวอร์นอนซมอยู่บนเตียง เป็นต้นทุนที่แพงเกินไป

จุดจบของ ‘Situationship’ สู่ยุคแห่งการเดตแบบ ‘พูดตรงๆ’
วัฒนธรรมการจีบกันแบบดั้งเดิมที่มีสเต็ปชัดเจน (คนคุย -> แฟน -> แต่งงาน) ถูก Gen Z รื้อทิ้งไป ด้วยการสร้างเทรนด์ Situationship หรือความสัมพันธ์แบบมากกว่าเพื่อนแต่ไม่ใช่แฟน ไม่มีข้อผูกมัด ขึ้นมาแทนที่ เพราะคนรุ่นใหม่เหนื่อยล้าจากความกดดันทางเศรษฐกิจและไม่อยากเอาตัวเองไปผูกมัดกับใคร

แต่ในวันนี้ สถานการณ์ได้เปลี่ยนไปอีกครั้ง เมื่อพวกเขาพบว่าความสัมพันธ์ที่ไม่มีสถานะนั้นทำลายสุขภาพจิตยิ่งกว่าเดิม การต้องมานั่งเดาใจอีกฝ่าย นำไปสู่อาการเหนื่อยล้าจากความคลุมเครือ

ข้อมูลจาก Tinder’s Year in Swipe สะท้อนให้เห็นว่า ปัจจุบัน Gen Z กำลังสวิงกลับมาหาความสัมพันธ์ที่เรียกว่า Intentional Dating คือ การเดตแบบมีจุดประสงค์ชัดเจน โดยใช้การพูดตรงๆ และบอกความต้องการตั้งแต่วันแรกที่คุยกัน ว่าตัวเองต้องการอะไร (เช่น หาแฟนจริงจัง, หา FWB หรือแค่คนคุยแก้เหงา) ไม่มานั่งเสียเวลาเดาใจ กลายเป็นการเซ็ตขอบเขต เพื่อเซฟทั้งเวลา เซฟเงิน และปกป้องสุขภาพจิตของตัวเอง หากเป้าหมายไม่ตรงกัน ก็แค่แยกย้ายโดยไม่รู้สึกผิด

หากมองแบบผิวเผินผ่านเลนส์ของคนรุ่นก่อน การล่มสลายของวัฒนธรรมและค่านิยมเหล่านี้อาจดูเหมือนการที่เด็กยุคใหม่ ‘หัวกบฏ’ ‘ไม่เคารพ’ หรือมุ่งหวังจะ ‘ทำลาย’ รากฐานที่คนรุ่นก่อนอุตส่าห์สร้างและรักษามา

แต่ถ้าเราเปิดใจและมองลึกลงไปถึงแก่น จะพบว่าปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่การทำลายล้าง ทว่ามันคือ วิวัฒนาการทางสังคม ที่กำลังปรับตัวเพื่อตอบสนองต่อโลกที่บิดเบี้ยว Gen Z เติบโตมาในโลกที่ทุนนิยมบีบคั้นจนหายใจไม่ออก โลกที่เผชิญวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่คนรุ่นก่อนทิ้งไว้ให้ และโลกที่เต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำ สิ่งที่พวกเขาพยายามทำ ก็แค่การเลือกที่จะโยนสัมภาระที่หนักอึ้งและไร้เหตุผลของคนรุ่นก่อนทิ้งไป เพื่อให้ชีวิตก้าวเดินต่อไปได้

วัฒนธรรมเก่าๆ ที่สูญพันธุ์ไป อาจเป็นเพียงการหลีกทางให้กับการสร้างสรรค์สังคมรูปแบบใหม่ สังคมที่มนุษย์ยอมรับความเปราะบางของกันและกัน สังคมที่เคารพพื้นที่ส่วนตัวและขอบเขตของผู้อื่น สังคมที่ให้ความสำคัญกับความสุขในปัจจุบัน มากกว่าอนาคตที่ไม่มีวันมาถึง และที่สำคัญที่สุด คือสังคมที่มองเห็น ‘คน’ เป็นคน อย่างเท่าเทียมกันมากขึ้นก็เท่านั้นเอง
 

 

 


 

related