
SHORT CUT
วัยทำงานไทยเครียดหนัก โดยเฉพาะกลุ่มอายุ 20-29 ปี พบความเครียดระดับสูงถึง 28% ขณะที่อีก 27% ยังฝืนไปทำงาน แม้เผชิญปัญหาสุขภาพจิต
คนวัยทำงานไทยกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และรูปแบบการทำงานที่ซับซ้อนขึ้น จนปัญหาความเครียดและสุขภาพจิตกลายเป็นอีกโจทย์ใหญ่ของโลกการทำงาน
ข้อมูลการประเมินตนเองผ่านระบบ Mental Health Check In ของกรมสุขภาพจิต ปี 2568 พบว่า คนวัยทำงานอายุ 20-59 ปี มากกว่า 11% มีความเครียดอยู่ในระดับสูง โดยกลุ่มที่น่าจับตาคือวัยทำงานตอนต้น อายุ 20-29 ปี ซึ่งพบความเครียดระดับสูงถึง 28%
ขณะเดียวกัน ผลสำรวจของ TIMS ยังสะท้อนอีกมุมของปัญหา เมื่อพบว่าคนวัยทำงานกว่า 27% ยังคงฝืนไปทำงาน หรืออยู่ในภาวะ Presenteeism แม้กำลังเผชิญปัญหาสุขภาพจิต สะท้อนว่าการมาทำงานไม่ได้หมายความว่าคนคนนั้นพร้อมทำงานหรือมีสุขภาพใจที่แข็งแรง
ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบขึ้นมาพูดถึงในการประชุมเชิงปฏิบัติการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และถอดบทเรียนการดำเนินงานเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาสุขภาพแบบองค์รวม Holistic Health Advisor : HHA เมื่อวันที่ 10 ก.ย. 2569 ที่โรงแรมทีเค พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น ซึ่งกรมสุขภาพจิตร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. และภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน จัดขึ้นภายใต้แนวคิด Connecting People • Empowering Well-being • Building Healthy Organizations หรือ เชื่อมพลังคน สร้างสุขภาวะ ขับเคลื่อนองค์กรแห่งอนาคต
นพ.จุมภฏ พรมสีดา รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรวัยทำงานกว่า 38.66 ล้านคน ซึ่งต้องเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ สังคม และรูปแบบการทำงานที่ซับซ้อน ส่งผลกระทบต่อสุขภาวะ ทั้งความเครียด ภาวะหมดไฟ และปัญหาสุขภาพจิต
กรมสุขภาพจิตจึงร่วมกับ สสส. พัฒนา Holistic Health Advisor หรือ HHA เพื่อสร้างบุคลากรภายในองค์กรให้ทำหน้าที่เป็นเพื่อนคู่คิด ดูแลใจ ให้คำปรึกษาเบื้องต้นครอบคลุมทั้งด้านกาย ใจ และการเงิน พร้อมคัดกรองและเชื่อมโยงผู้ที่มีปัญหาเข้าสู่ระบบช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที
ที่ผ่านมา โครงการสามารถขยายเครือข่ายไปยังสถานประกอบกิจการและองค์กรแล้ว 222 แห่ง และดูแลประชาชนวัยทำงานรวมกว่า 1.2 ล้านคน
ด้าน นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. กล่าวว่า องค์การอนามัยโลก หรือ WHO พบว่า กลุ่มโรคด้านสุขภาพจิตทำให้เกิดการสูญเสียปีสุขภาวะสูงถึง 13% ของความสูญเสียที่เกิดจากความเจ็บป่วยและการบาดเจ็บทั้งหมด และยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ โดยในปี 2565 WHO ระบุว่า ภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลของประชากรทั่วโลก ทำให้วันทำงานหายไปถึง 12,000 ล้านวัน
นพ.พงศ์เทพ ระบุว่า การดูแลสุขภาพจิตเชิงรุกในสถานประกอบการและองค์กรจึงมีความสำคัญ เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ปัญหาสุขภาพจิตกลายเป็นภัยเงียบที่บั่นทอนทั้งสุขภาพของคนทำงาน และศักยภาพขององค์กรในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว