
เมื่อคำว่า “คิดบวกไว้” อาจทำให้คนที่กำลังทุกข์รู้สึกถูกมองข้าม มิมาโมรุชวนเราเฝ้าดู รับฟัง และเชื่อว่าเขาจะค่อย ๆ ผ่านปัญหาไปได้ด้วยตัวเอง
เมื่อคนใกล้ตัวกำลังเสียใจ เรามักอยากช่วยให้เขารู้สึกดีขึ้นโดยเร็ว จึงพูดว่า “คิดบวกไว้นะ” “เดี๋ยวมันก็ผ่านไป” หรือ “สู้ๆ นะ” คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากความหวังดี แต่บางครั้งกลับทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่า ความเศร้า ความโกรธ หรือความผิดหวังของตนไม่ควรเกิดขึ้น
การพยายามมองโลกในแง่ดีไม่ใช่เรื่องผิด ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อเราใช้ความคิดบวกเพื่อปิดบังหรือปฏิเสธความรู้สึกที่กำลังเกิดขึ้นจริง ลักษณะเช่นนี้เรียกว่า 'ความคิดบวกที่เป็นพิษ' หรือ 'Toxic Positivity' ตัวอย่างเช่น เมื่อเพื่อนบอกว่ากำลังทุกข์จากการตกงาน แต่เรารีบตอบว่า 'อย่างน้อยก็ได้พัก' หรือ 'เดี๋ยวก็มีงานใหม่ที่ดีกว่า' แม้จะเป็นคำปลอบใจ แต่ผู้ฟังอาจรู้สึกว่าเราไม่ได้รับฟังสิ่งที่เขากำลังเผชิญ
ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก คนเราอาจยังไม่พร้อมมองหาข้อดีหรือบทเรียนจากเหตุการณ์นั้น การเร่งให้ใครสักคนกลับมาคิดบวก อาจทำให้เขารู้สึกผิดที่ยังเศร้า หรือรู้สึกว่าตนเองอ่อนแอเพราะยังผ่านเรื่องนั้นไปไม่ได้ ความเข้าใจที่แท้จริงจึงไม่จำเป็นต้องมีคำตอบเสมอไป และไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนความทุกข์ให้กลายเป็นเรื่องดีทันที
แนวคิดของญี่ปุ่นที่เรียกว่า 'มิมาโมรุ' หรือ 'Mimamoru' เสนอวิธีดูแลกันอีกแบบหนึ่ง คำนี้มีความหมายใกล้เคียงกับการเฝ้ามองและคอยดูแลอยู่ห่าง ๆ โดยไม่เข้าไปแทรกแซงเกินความจำเป็น แนวคิดนี้พบได้ในการเลี้ยงเด็กของญี่ปุ่น พ่อแม่หรือครูจะไม่รีบเข้าไปทำทุกอย่างแทนเด็ก แต่จะคอยสังเกต อยู่ใกล้พอที่จะช่วยเมื่อจำเป็น และเปิดโอกาสให้เด็กได้ลองแก้ปัญหาด้วยตัวเอง
มิมาโมรุไม่ได้หมายถึงการปล่อยปละละเลย หรือการยืนดูคนอื่นลำบากโดยไม่สนใจ หัวใจสำคัญคือการ 'ถอยหนึ่งก้าว แต่ไม่หายไป' เราแสดงให้อีกฝ่ายรู้ว่าเราเชื่อในความสามารถของเขา พร้อมอยู่ข้าง ๆ และจะช่วยเมื่อเขาต้องการ วิธีนี้ต่างจากการสั่งสอน รีบให้คำแนะนำ หรือเข้าไปจัดการชีวิตแทนเขา
แนวคิดดังกล่าวสามารถนำมาใช้กับความสัมพันธ์ของผู้ใหญ่ได้เช่นกัน เมื่อเพื่อนหรือคนในครอบครัวกำลังเผชิญปัญหา เราอาจไม่ต้องรีบบอกว่าควรทำอะไร แต่เริ่มจากการฟังอย่างตั้งใจ ให้พื้นที่แก่ความรู้สึก และถามว่า “ตอนนี้อยากให้เราช่วยแบบไหน” บางครั้งสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการอาจไม่ใช่ทางออก แต่อาจเป็นเพียงคนที่นั่งอยู่ด้วยและไม่ตัดสิน
การฝึกมิมาโมรุต้องอาศัยความอดทน เพราะบางครั้งการนั่งฟังโดยไม่ทำอะไรดูเหมือนเป็นเรื่องยาก เราอาจรู้สึกว่าต้องพูดบางอย่างเพื่อให้อีกฝ่ายดีขึ้น แต่ความห่วงใยไม่จำเป็นต้องแสดงออกด้วยการแก้ปัญหาเสมอไป การรับฟัง การให้เวลา และการไม่เร่งรัด ก็เป็นรูปแบบหนึ่งของการดูแล
สุดท้ายแล้ว การอยู่เคียงข้างใครสักคนไม่ใช่การบังคับให้เขากลับมายิ้มโดยเร็ว แต่คือการยอมรับว่าเขามีสิทธิ์รู้สึกอย่างที่กำลังรู้สึก มิมาโมรุจึงเตือนเราว่า บางครั้งความรักและความเข้าใจไม่ได้อยู่ที่คำพูดปลอบใจสวยงาม แต่อยู่ที่การส่งสารอย่างเรียบง่ายว่า “ฉันเชื่อว่าเธอจะค่อย ๆ หาทางของตัวเองได้ และระหว่างนั้นฉันยังอยู่ตรงนี้”
ที่มา : .psychologytoday