
SHORT CUT
‘บริการสุดท้ายแด่ผู้ตาย เก็บกวาดความแตกสลายของชีวิต’ หนังสือที่พาเข้าไปสำรวจห้องของผู้จากไป และชวนมองเห็นความโดดเดี่ยวของผู้คนก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป
หนังสือบางเล่มพูดถึงความตายเพื่อทำให้เราหวาดกลัว แต่หนังสือเรื่อง ‘บริการสุดท้ายแด่ผู้ตาย เก็บกวาดความแตกสลายของชีวิต’ ของสำนักพิมพ์ กลับใช้ความตายเป็นกระจกสะท้อนว่า ในวันที่เรายังมีลมหายใจ เรามองเห็นชีวิตของคนรอบข้างมากเพียงใด
เล่มนี้ชื่อเกาหลีคือ ‘죽은 자의 집 청소’ ซึ่งหมายถึง เก็บกวาดบ้านของคนตาย แปลไทยโดยสำนักพิมพ์ Biblio เล่าเรื่องของ คิมวาน ผู้ประกอบอาชีพ ‘นักทำความสะอาดพิเศษ’ เจ้าของบริษัท HARDWORK งานของเขาเริ่มต้นหลังตำรวจ เจ้าหน้าที่กู้ภัย หรือครอบครัวนำร่างผู้เสียชีวิตออกจากสถานที่แล้ว เขาต้องเข้าไปจัดการบ้านที่มีผู้เสียชีวิตตามลำพัง ซึ่งในภาษาเกาหลีเรียกคนหลุ่มนี้ว่า ‘โกดอกซา’ โดยห้องของพวกเขามักเต็มไปด้วยขยะ คราบของเสีย กลิ่นรุนแรง หรือซากสัตว์ ซึ่งไม่อาจทำความสะอาดด้วยวิธีทั่วไปได้
หลายคนอาจคิดว่าหนังสือเล่มนี้คงเน้นภาพน่ากลัวของสถานที่เกิดเหตุ แต่สิ่งที่สะเทือนใจที่สุดกลับไม่ใช่สิ่งน่ากลัว หากเป็นสิ่งของธรรมดา เช่น เสื้อผ้า หนังสือ ใบเสร็จ อาหาร และถุงขยะ เพราะเมื่อเจ้าของไม่อยู่แล้ว สิ่งเหล่านี้กลายเป็นหลักฐานว่า คนคนหนึ่งเคยมีชีวิตอยู่อย่างไร
เหตุการณ์หนึ่งในหนังสือ คือเรื่องของหญิงสาวที่จัดแยกขยะและสิ่งของต่าง ๆ ไว้อย่างเรียบร้อยก่อนตัดสินใจจบชีวิต การกระทำดังกล่าวทำให้เห็นว่า แม้ในช่วงสุดท้าย เธอยังไม่ต้องการสร้างภาระให้ผู้ที่ต้องเข้ามาพบหรือทำความสะอาดห้องภายหลัง การกระทำดังกล่าวทำให้เห็นว่า แม้ในช่วงสุดท้าย คนเรายังไม่ต้องการสร้างภาระให้ผู้ที่ต้องเข้ามาพบหรือทำความสะอาดห้องภายหลัง
หนังสือยังเล่าถึงหญิงชราที่เก็บหนังสือของสามีผู้ล่วงลับไว้จนถึงวันสุดท้ายของชีวิต เมื่อผู้เขียนเข้าไปทำความสะอาด สิ่งที่ต้องจัดการจึงเป็นความทรงจำของชีวิตคู่ที่สะสมมายาวนาน ห้องของผู้ตายจึงเป็นพื้นที่ซึ่งควรได้รับการปฏิบัติด้วยความเคารพ
ในบางตอน ผู้เขียนพบห้องที่เต็มไปด้วยขยะ ของเสีย ขวดปัสสาวะ หรือซากสัตว์ ภาพเหล่านี้อาจทำให้ผู้อ่านรู้สึกรังเกียจและรีบตัดสินเจ้าของห้องว่าเป็นคนสกปรกหรือไม่มีระเบียบ แต่เมื่ออ่านต่อไป เราจะเริ่มตั้งคำถามว่า คนคนหนึ่งต้องเผชิญความโดดเดี่ยว ความเจ็บป่วย หรือความสิ้นหวังมากเพียงใด จึงไม่สามารถดูแลตนเองและพื้นที่รอบตัวได้อีกต่อไป สภาพบ้านจึงอาจเป็นภาพสะท้อนสภาพจิตใจและชีวิตของผู้อยู่อาศัย
สิ่งสำคัญที่ผู้เขียนอยากจะบอกคือ การตายอย่างโดดเดี่ยวไม่ใช่ปัญหาของผู้สูงอายุเท่านั้น ผู้เสียชีวิตในหนังสือมีทั้งคนหนุ่มสาว คนวัยกลางคน บางคนยังมีครอบครัว แต่ความสัมพันธ์กลับห่างเหินจนไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาหายไป การเสียชีวิตตามลำพังจึงไม่ควรถูกมองเป็นความล้มเหลวของบุคคลเพียงฝ่ายเดียว แต่ยังสะท้อนปัญหาของครอบครัว ชุมชน และสังคมที่ใส่ใจกันน้อยลง
เมื่อลองหันกลับมามองสังคมไทย เราก็พบว่ากำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ไม่ต่างกันนัก ทั้งจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น ครอบครัวที่มีขนาดเล็กลง ลูกหลานย้ายไปทำงานต่างถิ่น และคนวัยทำงานจำนวนมากที่อาศัยอยู่เพียงลำพัง แม้เทคโนโลยีจะทำให้เราติดต่อกันได้ง่ายขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะมองเห็นความทุกข์ของกันและกันเสมอไป บางคนอาจหายไปจากชีวิตประจำวันหลายวันโดยไม่มีใครสังเกต
หนังสือเล่มนี้เปรียบเสมือนเครื่องเตือนใจว่า เราไม่ควรด่วนตัดสินผู้ที่จากไปว่าอ่อนแอหรือยอมแพ้ เพราะก่อนจะถึงวันสุดท้าย พวกเขาอาจพยายามประคองชีวิตอย่างถึงที่สุดแล้ว ความโดดเดี่ยว ความยากจน ความเจ็บป่วย และการไม่มีใครรับฟัง ล้วนสามารถกัดกร่อนความหวังให้เลือนหายไปทีละน้อย ดังนั้น ในวันที่เรายังมีโอกาส สิ่งที่ควรทำคือใส่ใจ ถามไถ่ และมองเห็นความเหนื่อยล้าของคนรอบตัวให้มากขึ้น เพราะบางครั้งเพียงคำพูดไม่กี่คำหรือการรับฟังอย่างจริงใจ ก็อาจกลายเป็นสายใยสำคัญที่ช่วยยึดโยงใครคนหนึ่งไว้กับชีวิตได้