'คนรุ่นใหม่' แก่ไว เสี่ยงเป็น 'มะเร็ง' เร็วขึ้นตั้งแต่อายุยังน้อย

'คนรุ่นใหม่' แก่ไว เสี่ยงเป็น 'มะเร็ง' เร็วขึ้นตั้งแต่อายุยังน้อย

ก่อนหน้านี้ ‘มะเร็ง’ ถือเป็นโรคที่พบในผู้สูงอายุ แต่ข้อมูลในปัจจุบันกลับพบว่า ‘คนรุ่นใหม่’ เริ่มเป็นมะเร็งกันตั้งแต่อายุยังน้อย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะร่างกาย ‘แก่เร็วขึ้น’

SHORT CUT

  • งานวิจัยใหม่ชี้ว่าคนรุ่นใหม่มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งระบบทางเดินอาหาร เพิ่มขึ้นตั้งแต่อายุยังน้อย
  • สาเหตุสำคัญมาจากภาวะ "แก่เร็วขึ้น" ซึ่งหมายถึง "อายุทางชีวภาพ" (ความเสื่อมของเซลล์) แซงหน้า "อายุตามปฏิทิน" มากกว่าคนรุ่นก่อน
  • ปัจจัยที่อาจเร่งให้คนรุ่นใหม่แก่เร็วขึ้น ได้แก่ ภาวะอ้วนที่เกิดเร็วขึ้น พฤติกรรมเนือยนิ่ง และคุณภาพการนอนที่แย่ลงจากการใช้หน้าจอมากเกินไป

ก่อนหน้านี้ ‘มะเร็ง’ ถือเป็นโรคที่พบในผู้สูงอายุ แต่ข้อมูลในปัจจุบันกลับพบว่า ‘คนรุ่นใหม่’ เริ่มเป็นมะเร็งกันตั้งแต่อายุยังน้อย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะร่างกาย ‘แก่เร็วขึ้น’

ที่ผ่านมาบางคนอาจมองว่าโรคร้ายอย่าง 'มะเร็ง' มักเกิดขึ้นในผู้สูงอายุเป็นหลัก แต่เมื่อไม่นานมานี้ข้อมูลจาก DW ระบุว่า มีทีมนักวิจัยเริ่มสังเกตว่า พบมะเร็งบางชนิดที่มักสัมพันธ์กับผู้สูงอายุ ในกลุ่มคนอายุน้อยบ่อยขึ้น งานวิจัยใหม่ชี้ว่านี่อาจเป็นเพราะคนรุ่นใหม่มีภาวะ “แก่เร็วขึ้น” เมื่อเทียบกับรุ่นพ่อแม่หรือปู่ย่าตายาย

ซูซานนา มีอายุเพียง 28 ปี ตอนที่เธอได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ ส่วนอันเดรป่วยเป็นมะเร็งปอดขณะมีอายุเพียง 34 ปี ทั้งคู่ใช้โซเชียลมีเดียเป็นพื้นที่แบ่งปันเรื่องราวการต่อสู้กับโรคร้าย และกรณีของพวกเขาก็อาจจะไม่ใช่เรื่องแปลกทางการแพทย์อีกต่อไป

ศูนย์วิจัยมะเร็งแห่งประเทศเยอรมนี รายงานว่า 'มะเร็งระบบทางเดินอาหาร' ในกลุ่มผู้ป่วยอายุ 20 - 39 ปี มีจำนวนพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ในสหรัฐอเมริกา นักวิจัยก็พบแนวโน้มที่คล้ายกัน โดยมีสัดส่วนผู้ป่วยที่สูงกว่าในเยอรมนีด้วย นอกจากนี้ “คนรุ่นใหม่” ยังได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งชนิดอื่นๆ เพิ่มขึ้น เช่น มะเร็งไขกระดูก หรือมะเร็งมดลูก

โดยปกติแล้วมะเร็งมักถูกมองว่าเป็นโรคที่สัมพันธ์กับอายุ จากข้อมูลขององค์กรช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งในเยอรมนี (German Cancer Aid) อายุเฉลี่ยของผู้ชายและผู้หญิงที่ตรวจพบมะเร็งจะอยู่ที่ประมาณ 69 ปี เซลล์มะเร็งเกิดขึ้นเมื่อรหัสพันธุกรรมบางส่วนเกิดการกลายพันธุ์และไม่สามารถซ่อมแซมตัวเองได้ ยิ่งเราอายุมากขึ้น ระบบการซ่อมแซมของร่างกายก็ยิ่งทำงานได้แย่ลง

 

ช่องว่างระหว่าง 'อายุตามปฏิทิน' กับ 'อายุทางชีวภาพ' กว้างขึ้น

งานวิจัยจากวิทยาลัยแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา พบความเชื่อมโยงที่ช่วยอธิบายว่าทำไมคนอายุต่ำกว่า 50 ปีถึงป่วยเป็นมะเร็งในระยะเริ่มต้นเพิ่มขึ้น สาเหตุก็คือคนรุ่นใหม่มีช่องว่างระหว่างอายุทางชีวภาพ กับอายุตามปฏิทินที่กว้างขึ้น หรือสรุปสั้นๆ คือ พวกเขากำลังแก่เร็วขึ้นนั่นเอง

ขณะที่อายุตามปฏิทินนับจากจำนวนปีที่ผ่านไปนับตั้งแต่เกิด แต่อายุทางชีวภาพจะอธิบายถึงระดับความเสื่อมโทรมของร่างกายตามการสะสมความเสียหายในระดับเซลล์ โดยอวัยวะและเนื้อเยื่อแต่ละส่วนสามารถแก่ตัวด้วยความเร็วที่ไม่เท่ากัน กล่าวคือ ตับ หัวใจ และสมองของคนคนเดียวกันอาจมีอายุทางชีวภาพที่ต่างกัน และอาจต่างจากอายุจริงตามปฏิทินด้วย

รอน ยาคิโมวิช แพทย์อายุรศาสตร์และอายุรแพทย์โรคเลือดแห่งโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยโคโลญจน์ และหัวหน้ากลุ่มวิจัยชีววิทยาการแก่ชราจากสถาบันแมกซ์พลังค์ อธิบายว่างานวิจัยฉบับล่าสุดนี้ได้สร้างความเชื่อมโยงระหว่างช่องว่างของอายุทางชีวภาพที่เพิ่มขึ้นในคนรุ่นใหม่ กับความเสี่ยงมะเร็งในระยะเริ่มต้นเป็นครั้งแรก

อย่างไรก็ตาม รอน เตือนว่า “อย่าลืมว่านี่คือการศึกษาเชิงสหสัมพันธ์" ซึ่งคำว่า สหสัมพันธ์ หมายถึงสองสิ่งเกิดขึ้นพร้อมกันจนดูเหมือนเกี่ยวข้องกัน แต่ไม่ได้พิสูจน์ความเป็นเหตุเป็นผลที่ปัจจัยหนึ่งไปทำให้เกิดอีกปัจจัยหนึ่ง แม้ผลลัพธ์จะให้เบาะแสบางอย่างที่ดูสมเหตุสมผล แต่นักวิจัยก็ทราบดีอยู่แล้วว่า มีความเชื่อมโยงระหว่างอายุทางชีวภาพกับความเสี่ยงในการเกิดมะเร็ง

 

DNA สารเครื่องหมายในเลือด เทโลเมียร์ และวิธีวัดอายุทางชีวภาพ

การวัด 'อายุทางชีวภาพ' ของคนคนหนึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย การคำนวณต้องใช้อัปสราพารามิเตอร์หลายตัวและไม่มีการตรวจวัดตัวเดียวที่แม่นยำที่สุด แต่จะใช้การตรวจแบบเหนือพันธุกรรม เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงทางเคมีของลำดับ DNA, การประเมินค่าสารเคมีในเลือด และการวัดความยาวของ 'เทโลเมียร์' ซึ่งเป็นลำดับ DNA ซ้ำๆ ที่อยู่ส่วนปลายของโครโมโซมที่ทำหน้าที่เหมือนหมวกกันชน

นอกจากนี้ยังมีการทดสอบทางสรีรวิทยา เพื่อติดตามการทำงานของร่างกายและอวัยวะต่างๆ รวมถึงการประเมินด้านระบบประสาทและการรับรู้

คณะผู้วิจัยในงานวิจัยนี้ได้นำเทคนิคการวัดที่หลากหลายเหล่านี้มารวมกัน เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลของประชาชนมากกว่า 150,000 คนจาก UK Biobank (ฐานข้อมูลชีวมิติของสหราชอาณาจักร) พวกเขาพบว่า คนที่เกิดระหว่างปี 1965 - 1974 มีช่องว่างระหว่างอายุตามปฏิทินกับอายุทางชีวภาพสูงกว่าคนที่เกิดระหว่างปี 1950 - 1954 อย่างมีนัยสำคัญ และยิ่งกลุ่มประชากรที่ทำการศึกษามีอายุน้อยลง ช่องว่างนั้นก็ยิ่งขยายกว้างขึ้นเรื่อยๆ

การสำรวจในประชากรสหรัฐฯ กว่า 10,000 คน ยังพบส่วนเบี่ยงเบนของอายุที่สูงยิ่งขึ้นในกลุ่มคนที่เกิดระหว่างปี 1990 - 1999 เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่เกิดระหว่างปี 1965 - 1969

โดยคณะผู้วิจัยได้ระบุเอาไว้ว่า ในออสเตรเลีย แคนาดา สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา คนที่เกิดในทศวรรษ 1990 เผชิญความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ ในระยะเริ่มต้นสูงกว่าคนที่เกิดในทศวรรษ 1960 อย่างน้อย 4 เท่า

เราปรับปรุงอายุทางชีวภาพของตัวเองได้ไหม?

ในอดีตเราเคยเชื่อว่าการไลฟ์สไตล์ที่ดีสามารถส่งผลต่ออายุทางชีวภาพได้ประมาณ 75% - 90% แต่ปัจจุบันเรารู้แล้วว่าไม่จริง รอนอธิบายว่า “เราสามารถส่งผลกระทบต่อมันได้ประมาณ 50% ส่วนอีก 50% ถูกกำหนดไว้แล้วทางพันธุกรรม”

เพื่อช่วยชะลอกระบวนการแก่ชรา สิ่งที่สามารถทำได้เลยก็คือ การปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ตามมาตรฐานทั่วไป เช่น การออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่มีโภชนาการสมดุล นอนหลับให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงยาเสพติดรวมถึงแอลกอฮอล์ นอกจากนี้คุณค่าของการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

แม้ว่าการอธิบายว่าทำไมคนรุ่นใหม่ถึงแก่เร็วขึ้นในระดับชีววิทยากว่ารุ่นก่อนๆ ยังทำได้ยาก แต่ก็มีสมมติฐานบางอย่างอยู่ ถันเวย หยวน (Tanwei Yuan) นักระบาดวิทยาจากแผนกระบาดวิทยาคลินิกและการวิจัยการแก่ชราแห่ง DKFZ ในไฮเดลเบิร์ก อธิบายว่าคนรุ่นใหม่เริ่มเผชิญกับภาวะอ้วนเร็วขึ้นและยาวนานขึ้น

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยสนับสนุนอื่นๆ อีก ได้แก่ พฤติกรรมที่ค่อนข้างนิ่งเฉยไม่ค่อยขยับร่างกาย และคุณภาพการนอนหลับที่แย่ลงจากการใช้เวลาอยู่หน้าจอนานเกินไป ถันเวยกล่าวว่างานวิจัยฉบับนี้ให้ข้อมูลเชิงลึกที่มีคุณค่า ซึ่งช่วยยืนยันสมมติฐานที่นักวิจัยมะเร็งตั้งไว้มานาน พร้อมเน้นย้ำถึงคุณค่าของการมีไลฟ์สไตล์ที่ช่วยให้สุขภาพดีเพื่อช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งระยะเริ่มต้น

แม้ว่าจะมีการวิจัยเกี่ยวกับเรื่องอายุทางชีวภาพที่เป็นตัวแปรสำคัญของความเสี่ยงการเกิดมะเร็งออกมาให้เราได้ศึกษากันในเบื้องต้น แต่ว่าในปัจจุบันนี้หมอทั่วไปยังไม่สามารถตรวจอายุทางชีวภาพให้กับเราได้

การวัดอายุทางชีวภาพของบุคคล ยังคงเป็นหัวข้อในการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน แต่ยังไม่ใช่การตรวจจริงทั่วไปในการรักษาพยาบาลทั่วไป

อย่างไรก็ตามงานวิจัยฉบับนี้ในภาพรวมถือว่ามีคุณค่าเป็นอย่างมาก เพราะมันไม่ได้แค่ชี้ทางสว่างสำหรับงานวิจัยในอนาคตเท่านั้น แต่ยังช่วยทำให้คนทั่วไปเริ่มหันมาใส่ใจสุขภาพของตัวเองกันมากขึ้น โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ โดยการเริ่มปรับพฤติกรรมของตัวเองทีละน้อย เพื่อไม่ให้ร่างกายแก่เร็วเกินไปและไม่ต้องเสี่ยงกับการเป็นโรคร้ายอย่างมะเร็งนั่นเอง

ที่มา : DW 

related