คนรุ่นใหม่ Gen Z - Gen Y ยังอยู่บ้านพ่อแม่ แม้ทำงานแล้ว เพราะการซื้อบ้านไกลเกินฝัน

คนรุ่นใหม่ Gen Z - Gen Y ยังอยู่บ้านพ่อแม่ แม้ทำงานแล้ว  เพราะการซื้อบ้านไกลเกินฝัน

ด้วยเงินเดือนที่ไม่เยอะมากนัก และค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทำให้คนรุ่นใหม่หลายคน ทั้ง Gen Z และ Gen Y บางส่วน เลือกที่จะอยู่บ้านพ่อแม่ต่อไป เพราะการซื้อบ้านอาจไกลเกินฝัน

SHORT CUT

  • คนอายุต่ำกว่า 35 ปีในสหรัฐฯ ราว 25.2 ล้านคน หรือประมาณ 1 ใน 3 ยังอาศัยอยู่กับพ่อแม่ แม้เข้าสู่วัยทำงานแล้ว
  • ประมาณ 70% ของกลุ่มอายุ 25–34 ปีที่ยังอยู่บ้าน มีงานทำ สะท้อนว่าไม่ใช่ปัญหาการว่างงาน แต่เป็นแรงกดดันด้านเศรษฐกิจ
  • สาเหตุหลักมาจากค่าครองชีพและที่อยู่อาศัยพุ่งสูง ขณะที่รายได้โตช้าลง ทำให้การย้ายออกไปเริ่มชีวิตอิสระทำได้ยากขึ้น

ด้วยเงินเดือนที่ไม่เยอะมากนัก และค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทำให้คนรุ่นใหม่หลายคน ทั้ง Gen Z และ Gen Y บางส่วน เลือกที่จะอยู่บ้านพ่อแม่ต่อไป เพราะการซื้อบ้านอาจไกลเกินฝัน

หลายคนอาจเคยได้ยินคำสอนที่ว่า ถ้าตั้งใจเรียนได้คะแนนดีๆ จะเป็นใบเบิกทางไปสู่การทำงานในตำแหน่งและเงินเดือนที่ดี ทำให้สามารถตั้งตัวได้ และจะได้มีโอกาส “ซื้อบ้าน” เป็นของตัวเอง แต่ในความเป็นจริงในตอนนี้ กลุ่มคนที่ทำงานระดับเริ่มต้น (Entry-level) กลับต้องเกาะติดอยู่กับห้องนอนในวัยเด็กและพึ่งพาอาหารจากตู้เย็นของครอบครัว เพราะคนรุ่นใหม่ที่เลือกยืดระยะเวลาการอาศัยอยู่กับพ่อแม่นานขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

จากรายงานล่าสุดของเว็บไซต์ Realtor.com พบว่า ในปี 2025 มีผู้ใหญ่ชาวอเมริกันที่อายุต่ำกว่า 35 ปี มากถึง 25.2 ล้านคน ที่ยังอาศัยอยู่กับพ่อแม่ ซึ่งคิดเป็นอัตราส่วนประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ใหญ่ตอนต้นทั้งหมด ตัวเลขนี้พุ่งสูงกว่าช่วงที่เกิดโรคระบาดโควิด-19 เสียด้วยซ้ำ ซึ่งในตอนนั้นคนทำงานจบใหม่หลายคนเลือกที่จะกลับบ้านเพื่อไปใช้ชีวิตร่วมกับครอบครัวท่ามกลางวิกฤต

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่าเด็ก “Gen Z” และ “Gen Y ตอนปลาย” ขี้เกียจ ไม่มีงานทำ หรือคอยเกาะพ่อแม่กินไปวันๆ เพราะรายงานระบุว่า ประมาณ 70% ของคนอายุ 25-34 ปีที่ยังอยู่บ้านกับพ่อแม่นั้น เป็นคนที่มีงานทำแล้ว

สำหรับสาเหตุที่คนทำงานวัยนี้ยังไม่ยอมย้ายออกจากบ้านก็เพราะ วิกฤตค่าครองชีพและของแพง (Affordability Crisis) ทำให้ชาวอเมริกันเหล่านั้นที่ยังเป็นเพียงเบี้ยตัวเล็กๆ ที่อยู่ล่างสุดของพีระมิดในโลกการทำงาน ด้วยเงินเดือนที่น้อยนิด ความไม่มั่นคงในอาชีพ และการไม่มีเงินเก็บ กลายเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้พวกเขาต้องปักหลักอยู่บ้านต่อไปก่อนอีกสักพัก

ด้าน ฮันนาห์ โจนส์ (Hannah Jones) นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก Realtor.com ผู้เขียนรายงานฉบับนี้อธิบายว่า การเติบโตของจำนวนคนรุ่นใหม่ที่อาศัยอยู่บ้าน ไม่ได้มาจากคนที่กำลังว่างงานและรอหางาน แต่มาจากกลุ่มคนวัยทำงานต่างหาก

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของระดับรายได้ หนี้สิน หรือค่าที่อยู่อาศัยในตลาดที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่ สิ่งเหล่านี้คือตัวฉุดรั้งให้พวกเขาต้องอยู่บ้านต่อไป แม้ว่าจะมีงานทำที่มั่นคงก็ตาม ฮันนาห์กล่าว

ปัจจัยที่ทำให้คนทำงานรุ่นใหม่กำลังเผชิญกับการเริ่มต้นชีวิตผู้ใหญ่ท่ามกลางพายุรอบด้านก็คือ งานระดับเริ่มต้นเริ่มหายากขึ้น, การปรับขึ้นเงินเดือนอยู่ในสภาวะนิ่งสนิท และค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด

เมล ร็อบบินส์ (Mel Robbins) พิธีกรพอดแคสต์ชื่อดังระบุว่า สถานการณ์นี้บีบให้ Gen Z ต้องเผชิญกับโลกแห่งความจริงในการทำงานที่เต็มไปด้วยความเครียด ความกดดัน และความโกลาหล ในแบบที่พ่อแม่รุ่น Baby Boomer ไม่มีวันเข้าใจ และภาระทางการเงินนี้ไม่ได้ตกอยู่แค่กับตัวคนรุ่นใหม่ที่โหยหาอิสรภาพเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังครอบครัวด้วย

จากผลสำรวจของ Wells Fargo ในปี 2026 พบว่า พ่อแม่ที่มีลูกในกลุ่ม Gen Z (อายุ 18-28 ปี) ประมาณ 64% ยอมรับว่า ลูกๆ ที่โตเป็นผู้ใหญ่แล้วยังต้องพึ่งพาเงิน ที่อยู่อาศัย หรือความช่วยเหลือทางการเงินด้านอื่นๆ จากพวกเขาอยู่

และการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องนี้เอง ที่เริ่มทำให้พ่อแม่กระเป๋าฉีก โดย 56% ระบุว่าการช่วยลูกที่โตแล้วทำให้สถานะทางการเงินของตัวเองเริ่มตึงมือ ที่สำคัญคือ เงินที่พ่อแม่ช่วยเหลือนั้นหมดไปกับค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการดำรงชีวิต ไม่ใช่การเอาไปเปย์ทริปเที่ยวหรูหราหรือซื้อของฟุ่มเฟือยแต่อย่างใด

“เด็กๆ (Gen Z ที่โตแล้ว) ที่ต้องรับความช่วยเหลือทางการเงิน กำลังตกอยู่ท่ามกลางพายุที่สมบูรณ์แบบ พวกเขาเผชิญกับความไม่แน่นอนในอาชีพการงาน วิชาชีพของตัวเอง และความมั่นคงของรายที่จะได้รับในแต่ละเดือน” เอมิลี่ เออร์วิน (Emily Irwin) หัวหน้าฝ่ายวางแผนความมั่งคั่งส่วนบุคคลจาก Wells Fargo กล่าว

หนึ่งในอุปสรรคทางการเงินที่ใหญ่ที่สุด ที่ทำให้คนทำงานรุ่นใหม่ต้องติดแหง็กอยู่บ้านคือ ราคาที่อยู่อาศัยที่แพงจนอาจเรียกว่าเกินเอื้อม

ข้อมูลจาก Realtor.com เผยว่า ในปี 2025 ราคาบ้านเฉลี่ยในอเมริกาพุ่งสูงถึง 430,000 ดอลลาร์ ซึ่งเพิ่มขึ้น 34.4% เมื่อเทียบกับปี 2019 ในขณะที่ค่าเช่าบ้านเฉลี่ยต่อเดือนพุ่งขึ้น 17.9% ไปอยู่ที่ 1,673 ดอลลาร์

นอกจากนี้ปัญหาการขาดแคลนที่อยู่อาศัยในระบบอีกกว่า 4 ล้านยูนิต ยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลงไปอีก คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Seung Hyeong Lee และ Younggeun Yoo พบว่า คนรุ่นใหม่กำลังก้าวข้ามจุดตัด ที่ทำให้พวกเขาเริ่มถอดใจ และล้มเลิกความคิดที่จะซื้อบ้านเป็นของตัวเองไปโดยสิ้นเชิง

ไม่ใช่แค่เรื่องบ้านเท่านั้น แต่ในอเมริกาตอนนี้ ค่าใช้จ่ายประจำวันอื่นๆ ก็พุ่งสูงขึ้นเช่นกัน เช่น เนื้อบดที่ราคาพุ่งแตะสถิติสูงสุดที่ 6.90 ดอลลาร์ต่อปอนด์เมื่อเดือนที่แล้ว (เพิ่มขึ้น 19% จากปีที่แล้ว) หรือ น้ำส้มที่ราคาพุ่งขึ้น 21% ในช่วงระหว่างเดือนมกราคม 2025 ถึงกุมภาพันธ์ปีนี้

ในทางกลับกัน เงินในกระเป๋าที่จะเอามาจ่ายค่าครองชีพเหล่านี้กลับน้อยลง แม้ว่าช่วงเริ่มต้นการทำงานควรจะเป็นช่วงที่รายได้เติบโตได้มากที่สุด แต่การเติบโตของรายได้ของกลุ่มคนอายุ 25-29 ปี กลับชะลอตัวลงเหลือเพียง 5.2% ในช่วงปลายปี 2025 ซึ่งถือเป็นระดับที่ต่ำที่สุดครั้งหนึ่งนับตั้งแต่ปี 2011 ตั้งแต่ที่สถาบัน JPMorganChase เริ่มเก็บข้อมูลมา

แม้ว่า Gen Z และ Gen Y บางส่วน จะอยู่อาศัยกับครอบครัว แต่ส่วนใหญ่ก็พยายามช่วยเหลือหรือลดภาระค่าใช้จ่ายของทางบ้านเช่นกัน

จากข้อมูลปี 2024 ของสำนักวิจัย Pew Research Center พบว่า ประมาณ 72% ของคนรุ่นใหม่ที่อาศัยอยู่กับพ่อแม่ ระบุว่าพวกเขามีส่วนร่วมในการช่วยออกค่าใช้จ่ายในบ้านด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง เช่น 46% ช่วยจ่ายค่าเช่าบ้านหรือค่างวดผ่อนบ้าน และ 65% ช่วยออกเงินค่าอาหาร จ่ายค่าน้ำค่าไฟ หรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ ภายในบ้าน เป็นต้น

เรียกได้ว่าทุกวันนี้แม้ว่าโอกาสในการซื้อบ้านของคนรุ่นใหม่อาจจะดูเลือนราง ทำให้หลายคนเลือกที่จะอยู่อาศัยกับพ่อแม่นานขึ้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขานั่งๆ นอนๆ อยู่เฉยๆ แต่ก็ช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายเช่นกัน และถ้าในอนาคตเศรษฐกิจและตลาดแรงงานเริ่มสดใสมากขึ้น คนเหล่านี้ก็อาจเริ่มมองหาที่อยู่ใหม่ให้ตัวเองเหมือนกัน

อ้างอิงข้อมูล : Fortune

 

 

 

related