ผลสำรวจชี้ เทคโนโลยีดิจิทัล ทำให้เรายิ่งคุยกันน้อยลงเกือบ 30%

ผลสำรวจชี้ เทคโนโลยีดิจิทัล ทำให้เรายิ่งคุยกันน้อยลงเกือบ 30%

ชีวิตยิ่งสะดวก เรายิ่งคุยกันน้อยลง? งานวิจัยพบคนยุคใหม่พูดน้อยลงเกือบ 30% เมื่อเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาแทนบทสนทนาในชีวิตประจำวัน

SHORT CUT

  • คนกำลังพูดกันน้อยลง งานวิจัยพบว่าจำนวนคำที่คนพูดต่อวันลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มคนอายุน้อยกว่า 25 ปี
  • ความสะดวกจากเทคโนโลยีลดโอกาสในการพูดคุย  การสั่งอาหารผ่านแอป ใช้เครื่องชำระเงินอัตโนมัติ หรือใช้ GPS ทำให้เราไม่จำเป็นต้องพูดคุยกับคนอื่นเหมือนในอดีต
  • บทสนทนาเล็ก ๆ มีความสำคัญต่อความสัมพันธ์ แม้จะเป็นแค่การทักทายหรือพูดคุยสั้น ๆ แต่ช่วยสร้างความรู้สึกเชื่อมโยงกับผู้อื่น และอาจช่วยลดความเหงาในชีวิตประจำวันได้

ชีวิตยิ่งสะดวก เรายิ่งคุยกันน้อยลง? งานวิจัยพบคนยุคใหม่พูดน้อยลงเกือบ 30% เมื่อเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาแทนบทสนทนาในชีวิตประจำวัน

ทุกวันนี้ชีวิตของเราสะดวกกว่าเมื่อก่อนมาก อยากกินอาหารก็สั่งผ่านแอป อยากซื้อของก็ให้มาส่งถึงบ้าน ไปซูเปอร์มาร์เก็ตก็ใช้เครื่องชำระเงินด้วยตัวเอง หรือแม้แต่ซื้อกาแฟก็สามารถสั่งล่วงหน้าผ่านโทรศัพท์แล้วเดินไปรับได้ทันที เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยประหยัดเวลาและลดความยุ่งยากได้อย่างมาก แต่ความสะดวกที่เพิ่มขึ้นอาจกำลังทำให้สิ่งเล็ก ๆ อย่าง 'การพูดคุยกับคนอื่น' ค่อย ๆ หายไปจากชีวิตประจำวันของเรา

ผู้เชี่ยวชาญเรียกพฤติกรรมลักษณะนี้ว่า 'Me-maxxing' หรือการพยายามจัดการชีวิตให้มีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับตัวเอง โดยเฉพาะการประหยัดเวลา เราจึงเลือกวิธีที่เร็วที่สุด เช่น ใช้ตู้ชำระเงินอัตโนมัติแทนการต่อแถวกับพนักงาน หรือสั่งอาหารผ่านแอปแทนการเข้าไปนั่งในร้าน วิธีเหล่านี้ดูเหมือนช่วยให้เราได้เวลาคืนมา แต่ในเวลาเดียวกันก็ทำให้บทสนทนาสั้น ๆ ที่เคยเกิดขึ้นระหว่างวันลดลงด้วย

งานวิจัยของ Valeria Pfeifer จาก University of Missouri–Kansas City และ Matthias Mehl จาก University of Arizona พบแนวโน้มที่น่าสนใจว่า จำนวนคำที่คนพูดในแต่ละวันลดลงเฉลี่ยประมาณ 338 คำต่อปี นักวิจัยรวบรวมข้อมูลจากงานศึกษา 22 ชิ้น ระหว่างปี 2005–2019 รวมผู้เข้าร่วมประมาณ 2,200 คน โดยใช้อุปกรณ์บันทึกเสียงเป็นช่วง ๆ ระหว่างวันเพื่อนำมาประเมินจำนวนคำที่แต่ละคนพูด

ผลที่ได้คือ จำนวนคำพูดเฉลี่ยต่อวันลดลงจากประมาณ 16,000 คำ เหลือประมาณ 12,700 คำ คิดเป็นการลดลงราว 28% ตลอดช่วงเวลาที่ศึกษา และกลุ่มคนอายุต่ำกว่า 25 ปีมีแนวโน้มลดลงเร็วกว่า โดยจำนวนคำพูดลดลงประมาณ 452 คำต่อปี เทียบกับประมาณ 314 คำต่อปีในกลุ่มอายุ 25 ปีขึ้นไป

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยไม่ได้สรุปว่า 'สมาร์ตโฟน' หรือ 'โซเชียลมีเดีย' เป็นสาเหตุโดยตรงเพียงอย่างเดียว แต่เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตโดยรวมมีส่วนสำคัญ เพราะปัจจุบันเรามีโอกาสพบปะและพูดคุยกับคนแปลกหน้าน้อยลง ตัวอย่างง่าย ๆ คือ เมื่อก่อนเราอาจต้องถามทางจากคนอื่น พูดคุยกับพนักงานเก็บเงิน หรือทักทายเพื่อนบ้านระหว่างออกไปซื้อของ แต่ปัจจุบัน GPS แอปสั่งสินค้า และระบบอัตโนมัติต่าง ๆ สามารถทำหน้าที่เหล่านั้นแทนมนุษย์ได้เกือบทั้งหมด

สิ่งที่น่าสนใจคือ บทสนทนาที่หายไปไม่ได้หมายถึงการที่เราหยุดคุยกับใครเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง แต่เป็น บทสนทนาเล็ก ๆ จำนวนมากที่กระจายอยู่ตลอดทั้งวัน เช่น 'วันนี้เป็นอย่างไรบ้าง' 'ขอบคุณครับ' 'อากาศร้อนนะวันนี้' หรือการคุยกับคนที่ยืนต่อแถวอยู่ข้าง ๆ แม้การพูดคุยเหล่านี้จะดูไม่มีสาระสำคัญ แต่เมื่อรวมกันแล้ว สิ่งเหล่านี้ช่วยสร้างความรู้สึกว่าเรายังเชื่อมโยงอยู่กับผู้คนและสังคมรอบตัว นักวิจัยจึงมองว่าการลดลงของบทสนทนาอาจเกี่ยวข้องกับปัญหาความเหงาและการขาดความเชื่อมโยงทางสังคมที่กำลังได้รับความสนใจมากขึ้น

แล้วการแชตหรือส่งข้อความสามารถทดแทนการพูดคุยได้หรือไม่? คำตอบอาจไม่ง่ายนัก เพราะแม้เราจะพิมพ์ข้อความจำนวนมากในแต่ละวัน แต่นักวิจัยเตือนว่าไม่ควรมองว่าการพิมพ์และการพูดคุยแบบเผชิญหน้าเป็นสิ่งเดียวกัน การพูดคุยต่อหน้ามีน้ำเสียง สีหน้า การตอบสนองทันที และความเป็นธรรมชาติ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของการสร้างความสัมพันธ์ ขณะที่ข้อความสามารถถูกอ่านหรือถูกตอบเมื่อใดก็ได้ ทำให้รูปแบบของการมีปฏิสัมพันธ์แตกต่างกัน

ที่มา :fortune

 

related