High Tech, High Touch คุยกับพิธา ในโลก AI คุณค่าคนทำงานอยู่ตรงไหน?

High Tech, High Touch  คุยกับพิธา ในโลก AI คุณค่าคนทำงานอยู่ตรงไหน?

คุยกับ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เมื่อ AI เปลี่ยนโลกการทำงาน มนุษย์ต้องเก่งอะไรจึงไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และประเทศไทยจะสร้างความหวังใหม่ได้อย่างไร?

SHORT CUT

  • AI ไม่ได้มีไว้แทนมนุษย์ แต่ควรเป็นเครื่องมือช่วยให้มนุษย์คิดได้ดีขึ้น  พิธามองว่าไม่ควรห้ามใช้ AI แต่ต้องใช้อย่างโปร่งใส เข้าใจกระบวนการ และไม่ปล่อยให้ AI คิดแทนทั้งหมด
  • ทักษะที่ AI แทนได้ยาก จะยิ่งมีคุณค่า  ทั้งงานที่ต้องใช้ความเข้าใจมนุษย์ การสื่อสาร ความคิดสร้างสรรค์ และทักษะเฉพาะทาง ขณะเดียวกันคนที่ใช้ AI ได้เก่งกว่าก็จะมีแต้มต่อในการทำงาน
  • อนาคตประเทศไทยขึ้นอยู่กับการสร้างโอกาสให้คนเก่งได้ใช้ศักยภาพเต็มที่ ไม่จำเป็นต้องดึงทุกคนกลับประเทศ แต่ควรเชื่อมคนไทยทั่วโลกเข้ากับการพัฒนาประเทศ และสร้างระบบที่ให้คุณค่ากับความสามารถมากกว่าลำดับชั้น

คุยกับ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เมื่อ AI เปลี่ยนโลกการทำงาน มนุษย์ต้องเก่งอะไรจึงไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และประเทศไทยจะสร้างความหวังใหม่ได้อย่างไร?

“ในมุมมองของผม แนวทางที่มนุษย์ควรเลือกเดิน คือการพัฒนาทักษะและความสามารถในด้านที่ AI ยังไม่อาจเข้ามาทดแทนได้อย่างแท้จริง”

สำหรับคนรุ่นใหม่ โลกของการทำงานกำลังเปลี่ยนไปตั้งแต่ก่อนที่พวกเขาจะได้ก้าวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของมันเสียอีก ปัจจุบันคนหนุ่มสาวทั่วโลกหลายสิบล้านคนกำลังเผชิญภาวะว่างงาน ขณะที่ตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นซึ่งเคยเป็น ‘บันไดขั้นแรก’ ของเด็กจบใหม่ ก็กำลังถูกบีบให้แคบลงจากทั้งภาวะเศรษฐกิจและการเข้ามาของ AI ที่สามารถรับหน้าที่พื้นฐานบางส่วนแทนพนักงานระดับจูเนียร์ได้ 

คำถามสำคัญที่เคียงคู่มากับ ‘AI จะมาแทนที่มนุนษย์หรือไม่?’ ก็คือ ‘แล้วคุณค่าของมนุษย์จะอยู่ตรงไหน?’ 

คอลัมน์ High Tech, High Touch สัปดาห์นี้ SPRiNGNEWS ชวน พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สนทนาต่อถึงอนาคตของ AI  ความหวังของประเทศไทย รวมถึงคนทำงานและเด็กรุ่นใหม่จะต้องปรับตัวอย่างไรเพื่อไม่ให้ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และทักษะอะไรที่จะทำให้ ‘มนุษย์’ ยังคงมีคุณค่าในยุคที่ AI เก่งขึ้นทุกวัน  

เมื่อ AI เข้ามามีบทบาท เราควรต่อต้าน หรือเรียนรู้ที่จะก้าวไปกับมัน?

พิธามองว่า การใช้ปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้ทำให้มนุษย์ฉลาดขึ้นเสมอไป ในทางกลับกัน หากพึ่งพา AI มากเกินไป ก็อาจทำให้เราคุ้นชินกับการรับคำตอบสำเร็จรูป จนละเลยการใช้ความคิด การวิเคราะห์ และสติปัญญาของตนเอง

เขายกงานศึกษาจากห้องปฏิบัติการสื่อแห่งสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ ซึ่งเปรียบเทียบรูปแบบการทำงานของปัญญาประดิษฐ์หลายโมเดลในท้องตลาด โดยพิจารณาว่าแต่ละโมเดลมีวิธีตอบสนองและโต้ตอบกับผู้ใช้อย่างไร

จากนั้น AI จะค่อยๆ ชวนผู้ใช้คิดต่อเป็นลำดับ เริ่มจากตั้งคำถามว่าขั้นตอนแรกควรทำอะไร เมื่อผู้ใช้ลองคิดและเขียนคำตอบออกมา ระบบจึงให้ข้อเสนอแนะ ก่อนพาไปสู่ขั้นตอนถัดไปอย่างต่อเนื่อง ด้วยวิธีนี้ AI จึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงมอบคำตอบสำเร็จรูป แต่ยังช่วยฝึกให้ผู้ใช้เรียนรู้กระบวนการคิด วิเคราะห์ และแก้ปัญหาด้วยตนเอง

“ถ้าลูกของผมต้องการใช้ปัญญาประดิษฐ์ ผมควรเลือกให้เขาใช้แบบจำลองใด แน่นอนว่าผมย่อมเลือกแบบจำลองที่ช่วยให้เขาคิดเป็น มากกว่าแบบจำลองที่ให้คำตอบทุกอย่างโดยไม่เปิดโอกาสให้เขาได้ฝึกคิดด้วยตนเอง

“หากเราใช้ปัญญาประดิษฐ์จนไม่สามารถอธิบายได้ว่าสิ่งที่เราพูดหรือเขียนนั้นหมายความว่าอย่างไร เรื่องนี้ถือว่าอันตรายมาก เพราะความรู้ที่ดูเหมือนเป็นของเรา อาจเป็นเพียงข้อความที่เราคัดลอกมาจากปัญญาประดิษฐ์โดยไม่ได้ผ่านกระบวนการทำความเข้าใจเลย”

คำถามต่อมาคือ แล้วแนวทางแบบใดควรถูกนำมาใช้ในโรงเรียน?

สำหรับพิธา เขาเลือกใช้หลักการเดียวกันกับนักเรียนที่สอนอยู่เป็นประจำ นั่นคือ ไม่ห้ามใช้ AI แต่ต้องใช้อย่างโปร่งใสและมีความรับผิดชอบ

นักเรียนสามารถนำปัญญาประดิษฐ์มาช่วยทำงานได้ แต่ต้องระบุให้ชัดว่าใช้ AI ในส่วนใด ใช้คำสั่งแบบไหน และนำคำตอบที่ได้มาปรับแก้หรือพัฒนาต่ออย่างไรบ้าง

“ผมกำหนดไว้ว่าผมมีสิทธิ์สอบทานด้วยวาจา เมื่อนักเรียนส่งเอกสารหรือผลงานมาแล้ว หากผมมีข้อสงสัย ผมสามารถสุ่มเรียกนักเรียนมาพูดคุยและสอบถามเกี่ยวกับเนื้อหาของงานได้ นักเรียนจะต้องสามารถอธิบายแนวคิด เหตุผล และกระบวนการทำงานของตัวเองได้”

การใช้วิธีนี้ทำให้นักเรียนต้องตระหนักและระมัดระวังตั้งแต่เริ่มใช้ปัญญาประดิษฐ์ เพราะไม่สามารถเพียงพิมพ์คำสั่งครั้งเดียวแล้วคัดลอกคำตอบทั้งหมดมาส่งได้ทันที แต่ต้องเข้าใจเนื้อหาและกระบวนการทำงานของตนเองอย่างแท้จริง เนื่องจากทุกคนต้องพร้อมอธิบายแนวคิด เหตุผล และที่มาของคำตอบ หากถูกเรียกสอบทานด้วยวาจาในภายหลัง

High Tech, High Touch  คุยกับพิธา ในโลก AI คุณค่าคนทำงานอยู่ตรงไหน?

อะไรที่มนุษย์ยังทำได้ดีกว่า AI?

ไม่ว่า AI จะเก่งขึ้นแค่ไหน พิธาก็ยังเชื่ออย่างแรงกล้าว่า งานที่ต้องอาศัยการดูแลเอาใจใส่และปฏิสัมพันธ์กับผู้คน ปัญญาประดิษฐ์ยังไม่สามารถเข้ามาทดแทนมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์

“ผมสังเกตเห็นว่าผู้ปกครองของเพื่อนๆ ลูกสาวมักให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้บุตรหลานเลือกประกอบอาชีพที่ต้องอาศัยทักษะเฉพาะทาง การลงมือปฏิบัติจริง และการสื่อสารกับผู้คน เช่น แพทย์ ทันตแพทย์ หรือช่างซ่อมท่อประปา เพราะอาชีพเหล่านี้ยังเป็นงานที่ปัญญาประดิษฐ์เข้ามาทดแทนได้ยาก และยังมีอาชีพในลักษณะเดียวกันอีกเป็นจำนวนมาก”

“การเป็นศิลปินที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว หรือการเป็นนักแสดงที่มีความสามารถโดดเด่น ล้วนต้องอาศัยทั้งประสบการณ์ วัฒนธรรม และความเป็นมนุษย์ในการสร้างเสน่ห์บางอย่างที่ปัญญาประดิษฐ์ยังไม่สามารถเลียนแบบได้อย่างสมบูรณ์ ดังนั้น แนวทางหนึ่งที่มนุษย์ควรเลือกเดิน คือการพัฒนาทักษะและความสามารถในด้านที่ AI ยังไม่อาจเข้ามาทดแทนได้อย่างแท้จริง”

“แนวทางที่สองคือ แม้เราจะประกอบอาชีพทั่วไป แต่หากสามารถใช้ปัญญาประดิษฐ์ได้เก่งกว่าคนอื่น เราก็จะมีความได้เปรียบในการทำงาน ตัวอย่างเช่น นักบัญชีหรือนักกฎหมายที่สามารถนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมมีแต้มต่อเหนือคนที่ไม่สามารถใช้เทคโนโลยีนี้ได้ ผมคิดว่าสองแนวทางนี้เป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอย่างชัดเจนในปัจจุบัน”

ใช้ AI ได้ แต่อย่าให้บริษัท AI ได้ทุกอย่างที่ต้องการ

“ผมเคยมีโอกาสพูดคุยกับนักการเมืองหลายคนในสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะในรัฐแคลิฟอร์เนีย เกี่ยวกับการออกกฎหมายเพื่อกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์และบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่”

บริษัทเหล่านี้ ซึ่งมักถูกเรียกรวมกันว่า ‘Magnificent Seven’ หรือเจ็ดบริษัทยักษ์ใหญ่ เป็นบริษัทเทคโนโลยีที่มีบทบาทอย่างมากทั้งในเรื่องสื่อสังคมออนไลน์ ปัญญาประดิษฐ์ และโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล

“หากนำมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดของทั้งเจ็ดบริษัทมารวมกัน ขนาดของมันใหญ่มากจนสามารถนำไปเปรียบเทียบกับเศรษฐกิจของประเทศชั้นนำของโลกได้ หากสหรัฐอเมริกาเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับหนึ่ง และจีนเป็นอันดับสอง มูลค่ารวมของบริษัทเหล่านี้ก็อาจมีขนาดเทียบได้กับเศรษฐกิจอันดับต้นๆ ของโลก และใหญ่กว่าประเทศอย่างเยอรมนี อินเดีย หรือญี่ปุ่นเสียอีก”

“เพราะฉะนั้น เราจำเป็นต้องมีกระบวนการบางอย่างที่จะทำให้บริษัทเหล่านี้ไม่สามารถดำเนินการทุกอย่างได้ตามที่ต้องการโดยปราศจากการตรวจสอบ เราต้องมีธรรมาภิบาล มีกลไกกำกับดูแล มีกฎหมายควบคุมการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในบางประเภท รวมถึงต้องสร้างความโปร่งใสของอัลกอริทึม เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าใจได้ว่าระบบที่ตนกำลังใช้งานหรือกำลังเผชิญอยู่นั้นทำงานอย่างไร และมีหลักเกณฑ์ในการตัดสินใจอย่างไร”

“เรื่องเหล่านี้มีความสำคัญมาก เพราะในบางจุดเราจำเป็นต้องมี ‘เบรก’ เพื่อไม่ให้การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์เดินหน้าไปโดยไม่มีขอบเขตหรือไม่มีการควบคุม จนท้ายที่สุดอาจนำไปสู่ผลกระทบที่ร้ายแรงต่อสังคม”

อีกประเด็นหนึ่งที่พิธามองว่าสำคัญมากคือ การใช้ปัญญาประดิษฐ์ในสงคราม

“ในอนาคต AI อาจทำให้การระบุเป้าหมายหรือการโจมตีฝ่ายตรงข้ามมีความแม่นยำมากขึ้น แต่คำถามสำคัญคือ หากปัญญาประดิษฐ์เกิดความผิดพลาดขึ้นมา ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ และเราจะมีกลไกตรวจสอบอย่างไร”

“ที่ผ่านมาเราเคยเห็นกรณีที่ข้อมูลระบุว่าสถานที่แห่งหนึ่งเคยเป็นคลังอาวุธ แต่ภายหลังสถานที่ดังกล่าวถูกนำไปใช้เป็นโรงเรียน เมื่อข้อมูลไม่ได้รับการปรับปรุงหรือระบบตัดสินใจจากข้อมูลที่ผิดพลาด ผลที่เกิดขึ้นก็คือการโจมตีไปยังพื้นที่ที่มีพลเรือนและเด็กอยู่ และนำไปสู่การสูญเสียชีวิตจำนวนมาก”

“เหตุการณ์ลักษณะนี้ทำให้เกิดคำถามใหญ่ขึ้นมาว่า เราจะสร้างระบบตรวจสอบและถ่วงดุลสำหรับการใช้ปัญญาประดิษฐ์อย่างไร โดยเฉพาะเมื่อ AI ถูกนำไปใช้ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตและความตาย ผมคิดว่านี่ไม่ใช่โจทย์ของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นโจทย์ที่ทุกประเทศทั่วโลกจำเป็นต้องร่วมกันหาคำตอบ”

สำหรับประเทศไทย  เรายังให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้ค่อนข้างน้อย

“ผมเข้าใจว่าขณะนี้ภาครัฐ โดยเฉพาะหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำลังดำเนินการในประเด็นกฎหมายและมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับศูนย์ข้อมูล ซึ่งแน่นอนว่าศูนย์ข้อมูลถือเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของห่วงโซ่มูลค่าของปัญญาประดิษฐ์”

“แต่ AI ไม่ได้มีเพียงเรื่องโครงสร้างพื้นฐานหรือศูนย์ข้อมูลเท่านั้น ยังมีอีกหลายมิติที่เราจำเป็นต้องให้ความสำคัญ เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างปัญญาประดิษฐ์กับสุขภาพจิต การใช้ AI ในระบบการศึกษา ตลอดจนผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ต่อเด็กและเยาวชนรุ่นใหม่ ทั้งในแง่ของพัฒนาการ การเรียนรู้ การรับข้อมูลข่าวสาร และพฤติกรรมทางสังคม”

“จนถึงขณะนี้ ผมยังไม่ค่อยเห็นการดำเนินงานอย่างจริงจังจากคณะกรรมาธิการหรือรัฐสภาไทยในประเด็นเหล่านี้มากเท่าที่ควร ทั้งที่นี่เป็นเรื่องสำคัญและจะส่งผลต่ออนาคตของสังคมไทยโดยตรง”

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของพิธา การสร้างทักษะในการใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะอีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันคือ เราจะเลือกใช้เทคโนโลยีนี้เพื่อแก้ปัญหาแบบไหน

เขาเล่าถึงประสบการณ์น่าคิดสมัยเรียนที่ สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ และมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด โดยเขาเคยถามคนที่นั่นว่า นำ AI ไปใช้ทำอะไรบ้าง

“คำตอบที่ผมได้ยินคือ เขานำไปใช้เขียนโปรแกรมและแก้โจทย์ที่ซับซ้อน ใช้เร่งกระบวนการพัฒนาวัคซีนและค้นคว้ายารักษามะเร็งให้สำเร็จเร็วขึ้น บางโครงการนำภาพสแกนมะเร็งเต้านมมาให้ปัญญาประดิษฐ์ช่วยวิเคราะห์ เพื่อค้นหาจุดบ่งชี้สำคัญว่าความผิดปกติอยู่บริเวณใดและมีลักษณะอย่างไร หรือแม้แต่ใช้คาดการณ์ว่าพื้นที่ใดมีแนวโน้มเกิดไฟป่าในปีถัดไป เพื่อให้สามารถเตรียมความพร้อมและบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น”

“แต่เมื่อกลับมามองกลุ่มเพื่อนของผมที่ไทย ส่วนใหญ่มักใช้ปัญญาประดิษฐ์ถามว่าทีมใดจะชนะฟุตบอลโลก ให้ช่วยแก้ไขอีเมล หรือค้นหาร้านอาหารที่อยู่ใกล้ๆ ผมจึงอดคิดไม่ได้ว่า เราจะทำอย่างไรให้สามารถผสานความเป็นมนุษย์เข้ากับเทคโนโลยีขั้นสูง และนำเครื่องมือนี้มาใช้อย่างมีคุณค่ามากกว่าการใช้ทำเรื่องทั่วไป ซึ่งเทคโนโลยีชนิดอื่นก็สามารถทำได้อยู่แล้ว เรื่องนี้เป็นประเด็นที่น่าคิดและอาจน่ากังวลไม่น้อย เพราะข้อมูลเหล่านี้อาจสะท้อนให้เห็นทั้งแนวคิด ศักยภาพ และทิศทางการพัฒนาของแต่ละสังคมได้เป็นอย่างดี” 

High Tech, High Touch  คุยกับพิธา ในโลก AI คุณค่าคนทำงานอยู่ตรงไหน?

ประเทศไทยยังมีความหวัง ตราบใดที่คนไทยยังไม่หมดหวัง

เมื่อถามว่าประเทศไทยยังมีความหวังอยู่หรือไม่ พิธาตอบทันทีว่า คำตอบนั้นขึ้นอยู่กับผู้ถาม หากผู้ถามยังเชื่อว่าประเทศไทยมีความหวัง ประเทศไทยก็ยังคงมีความหวัง แต่หากเราต่างเชื่อว่าไม่มีความหวังเหลืออยู่แล้ว วันหนึ่งมันก็อาจกลายเป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความหวังของประเทศไทยเกิดขึ้นจากความหวังของประชาชนทุกคนรวมกัน

เขามองสถานการณ์ตามจริง และยอมรับว่าปัจจุบันคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยไม่ได้ต้องการกลับมาใช้ชีวิตในประเทศไทยหลังจากสำเร็จการศึกษา หลายคนเลือกสร้างชีวิตและอนาคตของตนเองในประเทศหรือเมืองต่าง ๆ ทั่วโลก

สิ่งที่เขาอยากบอกกับคนเหล่านั้นคือ ขอให้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข และพัฒนาความรู้ความสามารถของตนเองให้ก้าวไปถึงระดับสูงสุดเท่าที่จะทำได้

บางคนอาจกลายเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ที่มีความสามารถระดับแนวหน้าในนิวยอร์ก เป็นนักวิจัยและพัฒนายาชั้นนำในบอสตัน หรือเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ของบริษัทระดับโลกในซานฟรานซิสโกก็ได้

สิ่งสำคัญไม่ใช่ว่าคุณจะต้องอยู่ที่ประเทศไทยตลอดเวลา แต่คือประเทศไทยต้องไม่ลืมคนไทยเหล่านี้ และควรเปิดโอกาสให้พวกเขาสามารถมีบทบาทเสมือน ‘ทูตทางความรู้’ ที่เชื่อมโยงความเชี่ยวชาญจากทั่วโลกกลับมาสู่ประเทศ

“ผมมีแนวคิดว่า หากวันหนึ่งได้รับโอกาสให้บริหารประเทศ เราอาจจัดตั้งหน่วยงานภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรีในลักษณะของ ‘ธนาคารคลังสมองของคนไทยทั่วโลก’ ทำหน้าที่รวบรวมและเชื่อมโยงข้อมูลว่าคนไทยที่มีความสามารถระดับแนวหน้าในแต่ละสาขากำลังอยู่ที่ใด ทำงานด้านใด และมีความเชี่ยวชาญเรื่องใดเป็นพิเศษ”

“เมื่อประเทศไทยมียุทธศาสตร์การพัฒนาที่ชัดเจน และคนไทยเหล่านี้เห็นด้วยกับทิศทางของประเทศ เราก็สามารถเชิญชวนให้พวกเขากลับเข้ามามีส่วนร่วมกับยุทธศาสตร์ดังกล่าวได้ ไม่ว่าจะเป็นการกลับมาทำงานในประเทศ การเข้ามาเป็นที่ปรึกษา การถ่ายทอดองค์ความรู้ การทำวิจัยร่วมกัน หรือการเชื่อมโยงเครือข่ายระดับโลก วิธีคิดเช่นนี้น่าจะมีประสิทธิภาพมากกว่าการพยายามเรียกร้องให้ทุกคนกลับประเทศไทย เพียงเพราะเรากังวลกับปัญหาสมองไหล”

เขาเล่าว่า สิ่งที่ไม่ต้องการเห็นคือ คนเก่งที่สั่งสมความรู้และประสบการณ์จากต่างประเทศตัดสินใจกลับมาแล้วกลับไม่ได้ใช้ศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ ต้องทำงานในระบบที่ให้ความสำคัญกับลำดับชั้นมากกว่าความสามารถ ต้องทำงานตามคำสั่งโดยไม่มีพื้นที่ให้คิดหรือสร้างสรรค์ หรือแม้แต่ต้องกลับมาใช้ทุนในระบบที่ไม่เปิดโอกาสให้นำความรู้ที่เรียนมาไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง

หากเป็นเช่นนั้น การเรียกร้องให้คนเก่งกลับประเทศก็แทบไม่มีความหมาย

สิ่งที่ประเทศไทยควรทำจึงไม่ใช่เพียงการชักชวนให้คนกลับมา แต่คือการสร้างความเชื่อมั่นว่า ประเทศนี้สามารถเป็นพื้นที่ที่ผู้คนมีโอกาสเติบโต สามารถใช้ศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่ และได้รับการยอมรับจากความสามารถมากกว่าสถานะหรือลำดับชั้น

หากคนไทยทั่วโลกยังมีความหวังต่อประเทศ และเราสามารถร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมเช่นนี้ขึ้นมาได้ พวกเขาก็อาจตัดสินใจกลับมามีส่วนร่วมในการสร้างอนาคตของประเทศไทยอีกครั้ง

“ผมเห็นว่าเรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่ไกลเกินความเป็นจริง และไม่ได้เป็นภารกิจที่ยากราวกับการพาประเทศไทยเดินทางไปถึงดาวอังคาร เราสามารถทำได้ หากคนส่วนใหญ่เห็นพ้องกันว่าถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องเรียนรู้ ต้องเปลี่ยนแปลง และต้องสร้างเงื่อนไขใหม่ที่ทำให้ผู้คนกลับมามองเห็นอนาคตของประเทศร่วมกัน”

“หากวันหนึ่งประเทศไทยสามารถกลายเป็นสถานที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้ใช้ความสามารถของตนเองอย่างเต็มที่ คนไทยที่กำลังสร้างชีวิตอยู่ในต่างประเทศก็อาจมองกลับมาและรู้สึกว่า ประเทศนี้มีพื้นที่สำหรับพวกเขาอีกครั้ง บางคนอาจพร้อมทิ้งชีวิตในนิวยอร์ก บางคนอาจพร้อมออกจากโตเกียว หรือจากเมืองใดก็ตามที่พวกเขาอาศัยอยู่ เพื่อกลับมาร่วมกันสร้างประเทศไทย”

บทความที่เกี่ยวข้อง 

 

 

 

related