svasdssvasds

ยิ่งอ่านข่าวเครียด ยิ่งอยากสั่งของ? เมื่อการช้อปปิ้งบำบัดกลายเป็นทางออกชั่วคราวของคนยุคนี้

ยิ่งอ่านข่าวเครียด ยิ่งอยากสั่งของ? เมื่อการช้อปปิ้งบำบัดกลายเป็นทางออกชั่วคราวของคนยุคนี้

ยิ่งเสพข่าวร้าย ยิ่งกดสั่งของ? สำรวจปรากฏการณ์ ‘ภาษีความเครียด’ เมื่อการช้อปปิ้งออนไลน์กลายเป็นกลไกทวงคืนอำนาจ และที่พึ่งสุดท้ายในวันที่เราจัดการปัญหาโลกไม่ได้ด้วยตัวเอง"

SHORT CUT

  • การเสพข่าวร้ายหรือ Doom-scrolling ทำให้เกิดความเครียดและรู้สึกควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ ผู้คนจึงหันไปช้อปปิ้งออนไลน์ (Retail Therapy) เพื่อเยียวยาจิตใจและเรียกคืนความรู้สึกว่าตนเองยังควบคุมบางสิ่งได้
  • พฤติกรรมการช้อปปิ้งเพื่อบำบัดความเครียดนี้ แม้จะให้ความสุขระยะสั้น แต่กลับสร้างปัญหาหนี้สินระยะยาว ถูกกระตุ้นได้ง่ายจากบริการซื้อก่อนผ่อนทีหลัง
  • อัลกอริทึมของโซเชียลมีเดียและภาวะอ่อนล้าจากการตัดสินใจ  ในช่วงกลางคืน เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้คนอ่อนไหวต่อการซื้อของออนไลน์เพื่อระบายความเครียดได้ง่ายขึ้น

ยิ่งเสพข่าวร้าย ยิ่งกดสั่งของ? สำรวจปรากฏการณ์ ‘ภาษีความเครียด’ เมื่อการช้อปปิ้งออนไลน์กลายเป็นกลไกทวงคืนอำนาจ และที่พึ่งสุดท้ายในวันที่เราจัดการปัญหาโลกไม่ได้ด้วยตัวเอง"

ในยุคที่เราตื่นมาเจอกับข่าวสารสงครามข้ามทวีป ประกาศขึ้นราคาน้ำมัน ดรามาการเมือง ปฏิเสะไม่ได้เลยว่าสิ่งเหล่านี้กำลังทำให้เราเกิดสภาวะความเครียดแบบไม่รู้ตัว เราอาจจะรู้สึกเหนื่อยล้าไปกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นแบบที่เราไม่ทันตั้งตัว เครียดไปกับค่าน้ำมันและความกังวลว่าเราจะมีน้ำมันใช้กันเพียงพอหรือไม่ แต่พอตกดึก ในมือถือของใครหลายคนกำลังกด ‘ยืนยันการชำระเงิน’

 

ไม่ใช่แค่ความไร้วินัยทางการเงิน แต่มันคือปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่เรียกว่า ‘Doom-Scrolling Tax’ หรือ ‘ภาษีความเครียด’ ที่เรากำลังจ่ายแบบไม่รู้ตัว

 

'ช้อปปิ้งบำบัด' ซื้อความสุขเล็กๆ ในวันที่โลกเหนือการควบคุม

 

คำว่า Doom-scrolling คือพฤติกรรมการไถเสพข่าวร้ายอย่างต่อเนื่อง ยิ่งช่วงนี้ที่หน้าฟีดเต็มไปด้วยข่าวสงครามและวิกฤตพลังงาน สมองของเราจะถูกกระตุ้นให้หลั่ง ‘คอร์ติซอล’ (ฮอร์โมนความเครียด) ออกมาแบบไม่พัก

 

ในมุมมองของจิตวิทยา เมื่อมนุษย์เผชิญกับสภาวะที่รู้สึกว่า "ควบคุมอะไรไม่ได้เลย" เช่น เราไปหยุดสงครามไม่ได้ และเราสั่งลดราคาน้ำมันไม่ได้ สมองจะสั่งการให้เราพยายามหาทางเรียกคืนอำนาจในการควบคุมกลับมา และวิธีที่ง่ายและเห็นผลทันตาที่สุดก็คือ ‘การช้อปปิ้งออนไลน์’ หรือที่เรียกว่า 'Retail Therapy' ในทางสิ่งนี้เป็นกลไกการรับมือกับความเครียดรูปแบบหนึ่ง

 

เพราะเพียงแค่เราสวมบทบาทเป็น ‘ผู้เลือก’ ก็สามารถช่วยฟื้นฟูความรู้สึกว่าเรายังมีสิทธิและอำนาจในการจัดการชีวิตตัวเองได้ และท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนเพราะในวินาทีที่เรากดสั่งซื้อของและรอคอยกล่องพัสดุมาส่ง สมองจะหลั่ง ‘โดพามีน’ ออกมาสร้างความสุขระยะสั้น เป็นการดึงความรู้สึกว่า ‘ฉันยังสามารถควบคุมบางสิ่งในชีวิตได้’ กลับคืนมา

 

ยิ่งเมื่อตรรกะเหล่านี้ได้ทำงานร่วมกับ ‘Treat Culture’ คือการใช้ชีวิตมาเหนื่อยแล้ว ขอให้รางวัลตัวเองหน่อยนะ และทฤษฎีอย่าง ‘Girl Math’ ตรรกะการใช้เงินที่หาเหตุผลเข้าข้างตัวเองในการซื้อของเพื่อลดความรู้สึกผิด ก็ยิ่งกลายเป็นเกราะชั้นดีที่ทำให้คนรุ่นใหม่รู้สึกชอบธรรมในการใช้เงินเพื่อหลีกหนีข่าวความตึงเครียดจากสถานการณ์บ้านเมือง หรือตัวเลขเศรษฐกิจที่ชวนปวดหัว

 

เมื่อยาแก้เครียด มาในรูปแบบของ ‘หนี้ก้อนใหม่’

 

แม้การช้อปปิ้งจะเหมือนเป็นทางออกที่หอมหวานที่ช่วยบรรเทาความเครียดเราจากสถานการณ์โลกสุดเครียด ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เคยสะท้อนภาพที่น่ากังวลว่า กลุ่ม Gen Y และ Gen Z มีสัดส่วนหนี้เสีย  โดยเฉพาะในหมวด ‘สินเชื่อส่วนบุคคล’ ยิ่งในยุคที่แอปพลิเคชันมีซื้อก่อนผ่อนทีหลัง (เช่น SPayLater, Pay Next) ยิ่งทำให้กำแพงความยับยั้งชั่งใจต่ำลงไปอีก

 

กระบวนการเปลี่ยนความเครียดเป็นยอดขายจึงเกิดขึ้นอย่างง่ายดายเพียงปลายนิ้วสัมผัส และความตลกร้ายคือ เราพยายามซื้อของเพื่อหนีจากความเครียดทางเศรษฐกิจ แต่สุดท้ายกลับได้ ‘หนี้สิน’ ซึ่งเป็นความเครียดก้อนใหญ่กว่าเดิมมาคล้องคอแทน

อัลกอริทึมแห่งความอ่อนแอ ทำไมเรามักเสียเงินตอนดึก?

 

ความน่ากลัวของ Doom-Scrolling Tax คือถูกออกแบบมาให้ทำงานร่วมกับเทคโนโลยี แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียรู้ดีถึงสัญชาตญาณของมนุษย์ที่มักจะโฟกัสกับเรื่องแง่ลบเพื่อระวังภัย งานวิจัยจากวารสารวิทยาศาสตร์ PNAS ชี้ให้เห็นว่า อัลกอริทึมมักจะถูกขับเคลื่อนด้วยความขัดแย้งและเนื้อหาเชิงลบ เพื่อดึงยอดเอนเกจเมนต์และตรึงให้เราอยู่กับหน้าจอนานที่สุด

 

และเมื่อถึงช่วงดึก ร่างกายจะเกิดภาวะ ‘Decision Fatigue’ หรือความเหนื่อยล้าจากการตัดสินใจ โดยงานวิจัยใน Journal of Personality and Social Psychology อธิบายกลไกนี้ว่า พลังงานในการควบคุมตัวเอง ของมนุษย์มีจำกัดเหมือนแบตเตอรี่ เมื่อถูกใช้ไปกับความเครียดทั้งวัน พอตกดึกกำแพงความยับยั้งชั่งใจจะลดลงเหลือศูนย์

 

ณ วินาทีที่แบตเตอรี่ความยับยั้งชั่งใจเราเหลือศูนย์ อัลกอริทึมจะสลับมาเสิร์ฟโฆษณาสินค้าไลฟ์สไตล์ หรือโปรโมชัน Flash Sale ตรงหน้าแบบรู้ใจ ประกอบกับระบบการชำระเงินแบบ 1-Click Buy หรือสแกนจ่ายที่แนบเนียน (Frictionless Payment) ทำให้กระบวนการ ‘เปลี่ยนความเครียดเป็นยอดขาย’ เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบก่อนที่เราจะทันได้ฉุกคิด

 

หยุดจ่ายภาษีความเครียด ทวงคืนความสุขแบบคลีนๆ

 

สงครามอาจจะยังไม่จบในเร็ววัน และวิกฤตพลังงานก็เป็นเรื่องที่คาดเดาได้ยาก แต่สิ่งหนึ่งที่เราสามารถได้คือการที่เราต้องจัดการความเครียดในการเสพข่าว และการจัดการไม่ให้ความเครียดของเหล่ากลายเป็นภาระในภายหลัง

  • การติดตามข่าวสารเศรษฐกิจและสถานการณ์โลกเป็นเรื่องจำเป็น แต่นักจิตวิทยาแนะนำให้จำกัดเวลาในการอัปเดตข้อมูลเพียง 1-2 ครั้งต่อวัน เพื่อให้รู้เท่าทันสถานการณ์โดยไม่ปล่อยให้ข้อมูลเชิงลบถาโถมจนกระทบต่อสุขภาพจิต โดยเฉพาะการงดเสพข่าวความขัดแย้งในช่วงก่อนเข้านอน
  • เมื่อเกิดความรู้สึกต้องการซื้อสินค้าเพื่อบรรเทาความเครียด ควรทิ้งช่วงเวลาพิจารณาและพักสินค้าไว้ในตะกร้าออนไลน์อย่างน้อย 24 ชั่วโมง หากผ่านไปหนึ่งวันแล้วความต้องการลดลง นั่นหมายความว่าผู้บริโภคสามารถก้าวผ่านการซื้อแบบฉับพลันมาได้
  • เปลี่ยนจากการไถหน้าจอหนีความจริง ไปสู่กิจกรรมที่ฮีลใจแบบไม่ต้องเสียตังค์ เช่น ลุกขึ้นมาจัดมุมโต๊ะทำงานใหม่ ออกไปเดินรับลมที่สวนสาธารณะ หรือออกไปพูดคุยกับเพื่อน

 

ท้ายที่สุดแล้ว ปรากฏการณ์ Doom-Scrolling Tax สะท้อนให้เห็นว่า การช้อปปิ้งอาจซื้อความรู้สึก 'ควบคุมได้' ให้เราเพียงช่วงสั้นๆ ระหว่างรอพัสดุมาส่ง แต่เมื่อแกะกล่องเสร็จ วิกฤตเศรษฐกิจระดับมหภาคก็ยังคงอยู่ที่เดิม การหันมาสร้างภูมิคุ้มกันทางใจที่เข้มแข็ง จึงเป็นทางเลือกที่ยั่งยืนกว่าการพึ่งพาความสุขที่มาพร้อมกับใบเสร็จ โลกภายนอกจะผันผวนแค่ไหนอาจเป็นสิ่งที่เหนือการควบคุม แต่อย่างน้อยการตระหนักรู้ถึงพฤติกรรมนี้ ก็ช่วยให้เราไม่ต้องสูญเสียความมั่นคงทางการเงินไปโดยไม่จำเป็น

 

related