‘Sudden Wealth Syndrome 2.0’ เมื่อรวยเร็วเกินไปจนไม่มีความสุข

‘Sudden Wealth Syndrome 2.0’ เมื่อรวยเร็วเกินไปจนไม่มีความสุข

‘Sudden Wealth Syndrome 2.0’ เมื่อ AI สร้างเศรษฐีใหม่ในชั่วข้ามคืน แต่ความมั่งคั่งกลับมาพร้อมความโดดเดี่ยว ความรู้สึกผิด และคำถามถึงความหมายของชีวิต

SHORT CUT

  • AI กำลังสร้างเศรษฐีใหม่อย่างรวดเร็ว ผู้ก่อตั้งและพนักงานบริษัท AI จำนวนมากมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมหาศาลในเวลาไม่กี่ปี จนเกิดสิ่งที่นักบำบัดเรียกว่า ‘Sudden Wealth Syndrome 2.0’
  • เงินมากขึ้น ไม่ได้แปลว่าความสุขเพิ่มขึ้น  เศรษฐี AI บางคนเผชิญทั้งความโดดเดี่ยว ความรู้สึกผิด และความสัมพันธ์กับคนรอบตัวที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะเมื่อความมั่งคั่งมาจากเทคโนโลยีที่อาจกระทบการจ้างงาน
  • เมื่อเงินไม่ใช่ปัญหา คำถามใหม่คือ ‘จะใช้ชีวิตไปเพื่ออะไร’ ผู้เชี่ยวชาญจึงมองว่าการรับมือไม่ใช่แค่บริหารเงิน แต่ต้องค้นหาคุณค่า เป้าหมาย และนำความมั่งคั่งไปเชื่อมโยงกับสิ่งที่ทำให้ชีวิตมีความหมาย

‘Sudden Wealth Syndrome 2.0’ เมื่อ AI สร้างเศรษฐีใหม่ในชั่วข้ามคืน แต่ความมั่งคั่งกลับมาพร้อมความโดดเดี่ยว ความรู้สึกผิด และคำถามถึงความหมายของชีวิต

กระแสปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ไม่เพียงเปลี่ยนวิธีทำงานของผู้คนทั่วโลก แต่ยังสร้างเศรษฐีหน้าใหม่ขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพ วิศวกร ไปจนถึงพนักงานบริษัทเทคโนโลยี

สำหรับคนทั่วไป การมีเงินหลายสิบล้านดอลลาร์อาจดูเหมือนจุดหมายที่ทำให้ปัญหาในชีวิตแทบทุกอย่างหมดไป แต่ใน ‘Silicon Valley’ ศูนย์กลางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและสตาร์ทอัพของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นบ้านของบริษัทเทคโนโลยีและผู้ประกอบการจำนวนมาก กำลังปรากฏเรื่องราวอีกด้านของความมั่งคั่ง

คนบางกลุ่มที่ร่ำรวยขึ้นอย่างรวดเร็วจากกระแสเทคโนโลยีและ AI กลับต้องเผชิญกับความรู้สึกผิด ความโดดเดี่ยว และความวิตกกังวล รวมถึงคำถามสำคัญว่า เมื่อมีเงินมากพอจนไม่จำเป็นต้องทำงานไปตลอดชีวิตแล้ว จากนี้พวกเขาควรใช้ชีวิตไปเพื่ออะไร

นักบำบัดเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ‘Sudden Wealth Syndrome’ หรือภาวะทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นหลังได้รับความมั่งคั่งอย่างฉับพลัน และวันนี้มันกำลังกลับมาอีกครั้งพร้อมกับยุค AI จนถูกเรียกว่า ‘Sudden Wealth Syndrome 2.0’

ความรวยที่มาพร้อมกับคำถามศิลธรรม 

มีการประเมินอย่างคร่าว ๆ ว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา อาจมีคนประมาณ 10,000 คนจากบริษัทอย่าง Anthropic, OpenAI, xAI, Nvidia และ Meta รวมถึงบรรดาผู้ก่อตั้งบริษัทเทคโนโลยี ที่สร้างความมั่งคั่งได้มากกว่า 20 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 650 ล้านบาท

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อคนเหล่านี้เดินทางมาถึงจุดที่เรียกว่า ‘ประสบความสำเร็จ’ แล้ว หลายคนกลับรู้สึกว่าชีวิตขาดเป้าหมาย

ความรู้สึกเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่

ย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษ 1990 ซึ่งเป็นยุคเฟื่องฟูของบริษัทดอตคอม Joan DiFuria และ Stephen Goldbart สองผู้ก่อตั้ง Money, Meaning & Choices Institute เคยทำงานกับผู้คนจำนวนมากที่ร่ำรวยขึ้นอย่างรวดเร็วจากอินเทอร์เน็ต และพบว่าความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นในเวลาอันสั้นสามารถสร้างปัญหาทางอารมณ์และความสัมพันธ์ได้

แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในยุค AI ซับซ้อนกว่าเดิม จนเปรียบได้กับ ‘Sudden Wealth Syndrome 2.0’

เพราะคนในอุตสาหกรรม AI ไม่ได้เพียงร่ำรวยขึ้นอย่างรวดเร็วเท่านั้น แต่บางคนยังต้องรับมือกับคำถามทางศีลธรรมเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่ทำให้ตัวเองร่ำรวยด้วย

รวยจากเทคโนโลยีที่อาจทำให้คนอื่นตกงาน

นี่คือสิ่งที่ทำให้เศรษฐี AI แตกต่างจากเศรษฐีเทคโนโลยีในยุคดอตคอม

AI ถูกมองว่าเป็นเทคโนโลยีที่มีศักยภาพมหาศาล ตั้งแต่การแพทย์ วิทยาศาสตร์ การศึกษา ไปจนถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันก็กำลังสร้างความกังวลว่าจะเข้ามาทดแทนแรงงานจำนวนมาก

Dario Amodei ซีอีโอของ Anthropic เคยเตือนว่า AI อาจเข้ามาแทนที่งานระดับเริ่มต้นของกลุ่มพนักงานออฟฟิศได้มากถึงครึ่งหนึ่ง

จึงเกิดสถานการณ์ที่ค่อนข้างย้อนแย้ง คนกลุ่มหนึ่งกำลังสร้างความมั่งคั่งมหาศาลจากเทคโนโลยี ขณะที่สังคมอีกส่วนกำลังกังวลว่าเทคโนโลยีเดียวกันอาจทำให้พวกเขาตกงาน

สำหรับคนทำงาน AI บางคน ความขัดแย้งนี้สามารถกลายเป็นความรู้สึกผิดได้

ยิ่งเมื่อเพื่อนหรือคนรอบตัวกำลังตั้งคำถามว่า AI จะทำลายอาชีพของพวกเขาหรือไม่ การพูดถึงความสำเร็จ เงิน หรือหุ้นมูลค่าหลายสิบล้านดอลลาร์ของตัวเองที่เกี่ยวข้องกับ AI ก็ยิ่งกลายเป็นเรื่องยาก

สุดท้าย ความร่ำรวยจาก AI ไม่ได้ทำให้คนรู้สึกเป็นอิสระมากขึ้น แต่กลับสร้างกำแพงที่แยกพวกเขาออกจากคนรอบตัวมากขึ้นแทน 

ยิ่งรวย ยิ่งอยู่ในโลกของตัวเอง

อีกปัญหาที่นักบำบัดพบคือ ‘ความโดดเดี่ยว’

เมื่อความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นมาก ความแตกต่างระหว่างคนคนหนึ่งกับเพื่อนเก่า ญาติ หรือสังคมที่เคยอยู่ด้วยกันอาจขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ

เรื่องธรรมดาอย่างการเลือกร้านอาหาร การซื้อบ้าน หรือการเดินทางท่องเที่ยว อาจกลายเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะสิ่งที่คนหนึ่งมองว่าเป็นค่าใช้จ่ายเล็กน้อย อาจเท่ากับรายได้หลายเดือนหรือหลายปีของอีกคน

กล่าวคือ คนที่สร้างความมั่งคั่งจาก AI กำลังสร้าง ‘วัฒนธรรมย่อย’ ของตัวเองขึ้นมา และเมื่อใช้ชีวิตอยู่กับคนที่มีฐานะใกล้เคียงกันมากขึ้นเรื่อย ๆ ความสัมพันธ์กับโลกภายนอกก็อาจลดลงตามไปด้วย

ภาพนี้เห็นได้ชัดในกลุ่มมหาเศรษฐีระดับบนสุด ซึ่งสามารถสร้างพื้นที่อยู่อาศัยที่แทบแยกตัวออกจากสังคมภายนอกได้ทั้งหมด

ตัวอย่างเช่นพื้นที่ของ  Mark Zuckerberg บนเกาะ Kauai ในฮาวาย ซึ่งมีการประเมินว่าหากรวมราคาที่ดินแล้ว โครงการดังกล่าวอาจมีมูลค่าราว 270 ล้านดอลลาร์ และมีพื้นที่หลบภัยใต้ดินขนาดประมาณ 5,000 ตารางฟุต

ขณะที่ Jeff Bezos ใช้เงินประมาณ 237 ล้านดอลลาร์ซื้ออสังหาริมทรัพย์ 3 แห่งบน Indian Creek ในเขต Miami-Dade ซึ่งเป็นเกาะที่ได้รับฉายาว่า ‘Billionaire Bunker’ เพราะเป็นที่อยู่อาศัยของกลุ่มมหาเศรษฐี มีสะพานเข้าออกที่ควบคุมการเข้าถึง และมีตำรวจของตัวเอง

เมื่อคนที่มีทรัพย์สินมหาศาลสามารถซื้อความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยได้แทบไม่จำกัด พวกเขาก็มีโอกาสพบปะกับคนที่มีชีวิตแตกต่างจากตัวเองน้อยลงตามไปด้วย

นี่ไม่ใช่เพียงปัญหาส่วนบุคคล แต่กำลังสะท้อนปัญหาในระดับสังคม เมื่อช่องว่างระหว่าง ‘คนที่มี’ กับ ‘คนที่ไม่มี’ กว้างขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในยุค AI ที่เทคโนโลยีกำลังสร้างความมั่งคั่งมหาศาลให้กับคนบางกลุ่มอย่างรวดเร็ว ขณะที่ผู้คนอีกจำนวนมากยังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ 

ที่มา : fortune 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง 

 

related