ด้านมืดของร้านหนังสือ ที่นิยายอบอุ่นหัวใจไม่ได้บอกเรา

ด้านมืดของร้านหนังสือ ที่นิยายอบอุ่นหัวใจไม่ได้บอกเรา

ร้านหนังสือในนิยายอาจเป็นพื้นที่แสนอบอุ่น แต่สำหรับคนทำงาน เบื้องหลังชั้นหนังสืออาจเต็มไปด้วยค่าแรงต่ำ เจ้านายกดดัน และการเลือกปฏิบัติ

SHORT CUT

  • ร้านหนังสือ คาเฟ่ แมว และอาหาร กลายเป็นองค์ประกอบยอดนิยมของนิยายญี่ปุ่นแนวอบอุ่น ที่พาผู้อ่านหลีกหนีความวุ่นวายและกลับมามองชีวิตในมุมใหม่
  • ‘Bookstore Girls’ และ ‘How Can My Manager Be So Stupid?’ พาไปเห็นอีกด้านของร้านหนังสือ ทั้งค่าแรงต่ำ เจ้านายกดดัน การเลือกปฏิบัติ และธุรกิจที่ต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด
  • ร้านหนังสือยังเป็นพื้นที่สำคัญและสร้างความสุขให้ผู้คนได้จริง แต่ความอบอุ่นที่เราได้รับ อาจเกิดจากพนักงานที่ทำงานหนักและพยายามประคองชีวิตของตัวเองให้อยู่รอดในธุรกิจนี้

ร้านหนังสือในนิยายอาจเป็นพื้นที่แสนอบอุ่น แต่สำหรับคนทำงาน เบื้องหลังชั้นหนังสืออาจเต็มไปด้วยค่าแรงต่ำ เจ้านายกดดัน และการเลือกปฏิบัติ

ช่วงหลังมานี้ หนังสือญี่ปุ่นที่ได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษจำนวนไม่น้อยมักมาในแนวอบอุ่น น่ารัก และเน้นการเยียวยาจิตใจ ในปี 2026 มีผลงานจากญี่ปุ่นแนวนี้ออกมาหลายเรื่อง เช่น Every Bookshop Needs a Cat, The Friday Bookshop, Matcha on Monday และ The Calico Cat at the Chibineko Kitchen

จะเห็นได้ว่าเรื่องเหล่านี้มีองค์ประกอบคล้ายกัน ทั้งร้านหนังสือ แมว คาเฟ่ และอาหาร โดยมักเล่าถึงผู้คนที่กำลังค้นหาความหมายบางอย่างในชีวิต ส่วนผสมเหล่านี้กลายเป็นสูตรที่พบได้บ่อยในนิยายญี่ปุ่น และยังแพร่หลายไปถึงไต้หวันและเกาหลีใต้ ซึ่งมีนิยายในลักษณะเดียวกันออกมาไม่น้อยเช่นกัน

หนังสือเหล่านี้มักไม่มีเรื่องราวหวือหวา ตัวละครอาจกำลังเผชิญปัญหาเรื่องงาน ความรัก หรือครอบครัว แต่สุดท้ายก็ค่อยๆ ได้พบใครบางคน ได้กินอาหารอร่อยๆ ในคาเฟ่ ได้พูดคุยกับผู้คน หรือกลับมามองชีวิตของตัวเองในมุมใหม่ หลังก้าวเข้าไปในร้านหนังสือสักแห่ง

อ่านแล้วจึงให้ความรู้สึกสบายใจ ไม่ต้องลุ้นหนัก และแทบไม่ต้องเผชิญกับเรื่องรุนแรง

นี่คือเสน่ห์ที่ทำให้นิยายแนว ‘Cozy’ หรือเรื่องราวอบอุ่นหัวใจได้รับความนิยมไปทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางภาพอันงดงามเหล่านี้ อาจมีบางสิ่งถูกบดบังเอาไว้ นั่นคือความจริงอีกด้านที่ร้านหนังสือในโลกจริงกำลังเผชิญ

ท่ามกลางนิยายอบอุ่นหัวใจที่ออกมามากมายจนแทบล้นตลาด มีหนังสือญี่ปุ่นสองเล่มที่เลือกพาผู้อ่านไปมองอีกด้านของร้านหนังสือ และพบว่าสิ่งที่ซ่อนอยู่หลังบรรยากาศอบอุ่นนั้น อาจเป็นพนักงานที่ได้รับค่าแรงต่ำ เจ้านายที่เอารัดเอาเปรียบ และการเลือกปฏิบัติในที่ทำงาน

เมื่อร้านหนังสือไม่ได้อบอุ่นสำหรับคนที่ทำงานอยู่ในนั้น

เล่มแรกคือ ‘Bookstore Girls’ ของ เค อาโอโนะ

ด้านมืดของร้านหนังสือ ที่นิยายอบอุ่นหัวใจไม่ได้บอกเรา

เรื่องราวติดตามผู้หญิงสองคนที่ทำงานอยู่ในร้านหนังสือเดียวกัน ริโกะ อายุ 40 ปี เป็นผู้ช่วยผู้จัดการ ส่วน อากิ อายุ 27 ปี เป็นพนักงานในร้าน

ในช่วงแรกทั้งคู่ไม่ค่อยลงรอยกันนัก แต่เมื่อเวลาผ่านไป พวกเธอกลับพบว่าต่างคนต่างกำลังเผชิญปัญหาที่ไม่ต่างกัน ร้านหนังสือกำลังไปไม่รอด ผู้บริหารยังยึดติดกับความคิดแบบเก่า ขณะที่ชีวิตส่วนตัวก็เต็มไปด้วยความสัมพันธ์ที่พยายามควบคุมพวกเธอ

ริโกะได้รับการเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นผู้จัดการร้านหญิงเต็มตัวคนแรกของบริษัท ฟังดูเหมือนเป็นข่าวดี แต่ความจริงกลับซับซ้อนกว่านั้น เพราะบริษัทต้องการใช้การเลื่อนตำแหน่งของเธอสร้างภาพลักษณ์ว่าองค์กรเปิดโอกาสให้ผู้หญิง ขณะเดียวกัน ผู้บริหารกลับมีแผนจะปิดร้านที่เธอดูแลในอีกเพียงครึ่งปีเพื่อรักษาผลกำไร

เรื่องราววุ่นวายในนิยายเรื่องนี้เหมือนกำลังบอกเราว่า ร้านหนังสือในสายตาของคนที่ทำงานอยู่ในนั้นไม่ได้สงบและอบอุ่นเสมอไป เบื้องหลังมีทั้งลูกค้าที่น่ารำคาญ ผู้จัดการที่กดดันพนักงาน อุตสาหกรรมที่กำลังเผชิญความท้าทาย และผู้คนที่มีความสัมพันธ์อันซับซ้อนกับการทำงาน

เพราะฉะนั้น ภาพของร้านหนังสือในฐานะพื้นที่เงียบสงบ น่าอยู่ และน่าทำงาน อาจเป็นการมองที่โรแมนติกเกินความเป็นจริง และนี่คือภาพที่เรามักพบในนิยายอบอุ่นหลายเรื่อง ซึ่งเลือกนำเสนอร้านหนังสือในฐานะพื้นที่แห่งการพักใจ มากกว่าจะพาเราไปเห็นชีวิตจริงของคนที่ทำงานอยู่หลังชั้นหนังสือ

อีกเล่มคือ ‘How Can My Manager Be So Stupid?’ ของ คาซุมาสะ ฮายามิ

ด้านมืดของร้านหนังสือ ที่นิยายอบอุ่นหัวใจไม่ได้บอกเรา

ตัวเอกชื่อ เคียวโกะ เป็นพนักงานพาร์ตไทม์ในร้านหนังสือที่ต้องเจอกับสารพัดปัญหา ตั้งแต่หัวหน้าที่ทำงานไม่เป็น การเหยียดผู้หญิง ตัวแทนฝ่ายขาย ผู้บริหารบริษัท ไปจนถึงนักเขียนชื่อดังที่สร้างความปวดหัวให้เธอ

แต่สิ่งที่หนักที่สุดคือเรื่องเงิน

รายได้ของพนักงานร้านหนังสือไม่ได้มากนัก ช่วงหนึ่งเคียวโกะมีเงินใช้เพียงวันละ 300 เยน จนต้องประทังชีวิตด้วยไข่ต้มและน้ำผัก แต่ถึงชีวิตจะลำบาก เธอก็ยังไม่อยากทิ้งงาน เพราะเธอยังคงรักหนังสือ และเชื่อว่าหนังสือมีความหมายต่อชีวิตของผู้คน

หนังสือทั้งสองเล่มจึงทำสิ่งที่ต่างออกไปจากนิยายร้านหนังสืออบอุ่นหัวใจที่เราคุ้นเคย ด้วยการเติม ‘ความขัดแย้ง’ เข้าไปในพื้นที่ที่มักถูกจินตนาการว่าแสนสงบ และพาผู้อ่านไปเห็นว่า เบื้องหลังชั้นหนังสือที่เรียงอย่างสวยงาม อาจมีพนักงานค่าแรงต่ำกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อประคองร้านแห่งนั้นเอาไว้

ทั้งนี้ หนังสือทั้งสองเล่มไม่ได้ต้องการบอกให้เราหยุดอุดหนุนร้านหนังสือ หรือมองร้านหนังสือทุกแห่งในแง่ร้าย เพราะไม่ว่าอย่างไร ร้านหนังสือและคาเฟ่ก็ยังเป็นพื้นที่สำคัญ และสามารถช่วยเยียวยาจิตใจผู้คนได้จริง

เพียงแต่ในครั้งต่อไปที่เราเดินเข้าไปในร้านหนังสือ นั่งลงในคาเฟ่ หยิบหนังสือสักเล่มขึ้นมา และรู้สึกว่าพื้นที่แห่งนี้ช่างอบอุ่นและสงบ บางทีเราอาจลองมองเลยชั้นหนังสือออกไปอีกนิด

เพราะความอบอุ่นที่ลูกค้าได้รับ อาจเกิดขึ้นจากพนักงานที่กำลังทำงานหนัก รับค่าตอบแทนไม่มากนัก และพยายามประคองทั้งร้านหนังสือและชีวิตของตัวเองให้อยู่รอดในธุรกิจนี้ ด้วยความยากลำบากมากกว่าที่เราจะมองเห็นจากหน้าเคาน์เตอร์

ที่มา : japantimes

ข่าวที่เกี่่ยวข้อง 

 

related