
SHORT CUT
แม้หลายองค์กรจะลงทุนด้าน 'AI' เพราะอยากช่วยให้พนักงานทำงานได้ง่ายและเร็วขึ้น แต่กลับกลายเป็นเสียเงินเปล่าเมื่อเทรนด์ 'Job Hugging' เริ่มระบาด พนักงานไม่ยอมใช้เพราะกลัวถูกแทนที่
ทุกวันนี้หลายบริษัทต่างก็พยายามทุ่มเงินหลายพันล้านไปกับเครื่องมือ AI แต่กลายเป็นว่าพนักงานแอบหลีกเลี่ยงที่จะใช้มัน นี่คือปรากฏการณ์ที่เรียกว่า 'Job Hugging' เทรนด์ในที่ทำงานที่กำลังสูบเงินในกระเป๋าของหลายธุรกิจอย่างเงียบๆ
ผลสำรวจจาก Beautiful.ai ซอฟต์แวร์ด้านการนำเสนอ พบว่าผู้จัดการกว่า 64% เชื่อว่าพนักงานกลัวว่าเครื่องมือ AI จะทำให้พวกเขามีคุณค่าน้อยลง ในขณะที่พนักงาน 53% ยอมรับว่าพวกเขาปิดบังเรื่องการใช้ AI ไม่ให้หัวหน้ารู้ เพราะกลัวว่าจะทำให้ดูเหมือนเป็นคนที่ถูกแทนที่ได้
กลายเป็นว่าสิ่งที่ได้จากการลงทุนด้าน AI ของหลายองค์กรคือความย้อนแย้งในที่ทำงาน เพราะบริษัทลงทุนใน AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ แต่พนักงานกลับพยายามต่อต้านการใช้มันเพื่อรักษาเก้าอี้ของตัวเอง นั่นหมายความว่านายจ้างกำลังจ่ายเงินซื้อความรวดเร็วที่พวกเขาไม่มีวันได้รับจริง
'Job Hugging' นั้นไม่ใช่เรื่องของความขี้เกียจหรือความดื้อรั้น แต่มันคือการที่พนักงานยึดติดกับกระบวนการทำงานแบบเก่า เพราะคิดว่าจะช่วยรักษาตำแหน่งหน้าที่ของตัวเองไว้ได้ งานวิจัยจาก Resume Builder ระบุว่า คนทำงานเกือบครึ่งเลือกความมั่นคงมากกว่าความก้าวหน้า โดย 77% กังวลว่า AI จะทำให้การหางานใหม่ทำได้ยากขึ้น
“เพราะช่วงนี้มีทั้งเรื่องตลาดงานที่ซบเซา ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และผลกระทบจากภาษีนำเข้า ทำให้การจ้างงานชะลอตัว พนักงานก็เลยไม่กล้าขยับขยาย และยิ่งกลัวว่า AI จะเข้ามาแย่งงาน” Stacie Haller ประธานที่ปรึกษาด้านอาชีพจาก Resume Builder อธิบาย
ทางด้าน Ryan Zhang ซีอีโอของ Notta ระบุว่า พนักงานกำลังปกป้องสิ่งที่พวกเขาคิดว่าเป็น “อัตลักษณ์ทางวิชาชีพ” เมื่อ AI สามารถทำงานบางส่วนได้เร็วกว่า พวกเขาจึงรู้สึกว่ามันเป็นการโจมตีความเชี่ยวชาญของเขา มากกว่าจะเป็นการเข้ามาช่วยส่งเสริม
ดังนั้นก็อาจสรุปคร่าวๆ ได้ว่า Job Hugging ก็คล้ายกับอาการวิตกกังวลของพนักงานบางส่วนที่กลัวว่าวันหนึ่งตัวเองจะถูกแทนที่ด้วย AI อาจทำให้รายได้ลดลงหรือหนักสุดคือตกงาน ทั้งที่ความจริงแล้ว AI เหล่านั้นทางองค์กรเองก็นำเข้ามาเพื่อช่วยให้พนักงานทำงานได้รวดเร็วและสะดวกสบายขึ้น
แน่นอนว่าผลเสียอย่างแรกเลยก็คือผลกำไรจากประสิทธิภาพหายวับไป เพราะพนักงานที่ใช้ AI สามารถประหยัดเวลาทำงานได้ราว 5.4% หรือประมาณ 2.2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แต่กลุ่ม Job Huggers กลับทิ้งโอกาสนี้ไป เท่ากับว่าการลงทุน AI ของนายจ้างให้ผลตอบแทนเป็นศูนย์ (Zero ROI)
อีกปัญหาที่คาดว่าจะตามมาแน่ๆ ก็คือ องค์กรถูกคู่แข่งแซงหน้า เช่น โปรแกรมเมอร์ที่ใช้ AI สามารถปิดโปรเจกต์ได้มากกว่าคนที่ไม่ใช้ถึง 126% ต่อสัปดาห์ ในขณะที่ทีมหนึ่งมัวแต่นั่งทำด้วยมือ แต่อีกทีมที่ยอมรับ AI กลับส่งงานและพัฒนาได้เร็วกว่าหลายเท่า
และสุดท้ายก็คือปัญหาสมองไหล เพราะผู้บริหารเกือบ 3 ใน 5 กำลังมองหางานในบริษัทที่มีนวัตกรรม AI มากกว่า หมายความว่าคนเก่งๆ ต้องการทำงานกับเครื่องมือที่ทันสมัยที่ช่วยขยายขีดความสามารถของพวกเขา
ผลการศึกษาจาก Boston Consulting Group พบว่าเกือบ 3 ใน 4 ของบริษัทต่างๆ ประสบปัญหาในการสร้างมูลค่าจากการใช้ AI โดยอุปสรรคส่วนใหญ่เกิดจากการต่อต้านของคน ไม่ใช่ความล้มเหลวทางเทคโนโลยี และจากพนักงาน 4,500 คน มีถึง 33% ที่ต้องการให้แบน AI ออกไปจากที่ทำงานถาวร
วิธีแก้ไขขั้นตอนแรกที่ดูเหมือนไม่ยากมากนักก็คือ การที่ผู้บริหารทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง เช่น แชร์วิธีการใช้ AI ในการทำงานส่วนตัวผ่านอีเมลรายสัปดาห์ เมื่อพนักงานเห็นทิศทางที่ชัดเจนจากผู้นำ พวกเขาจะมีแนวโน้มที่จะรู้สึกพร้อมรับมือมากขึ้นถึง 3 เท่า
การเริ่มเปิดใจถามทีมงานว่าไหนทำให้พวกเขาเสียเวลาที่สุด แล้วค่อยนำเสนอ AI ในฐานะทางออกของปัญหานั้น โดยเฉพาะการเริ่มจากจุดเล็กๆ โดยการใช้ AI กับงานที่ความเสี่ยงต่ำ เช่น การสรุปรายงาน หรือการตรวจทานอีเมล หรืออาจให้พนักงานจับคู่กับคนที่เริ่มใช้เครื่องมือเหล่าอยู่แล้วเพื่อศึกษางานและไม่รู้สึกแปลกแยก
เมื่อพนักงานเริ่มเปิดใจใช้ AI กันมากขึ้น ผู้บริหารเองก็ควรทำให้เรื่องราวความสำเร็จจากการใช้ AI กลายเป็นเรื่องปกติเหมือนความสำเร็จอื่นๆ รวมถึงมีการจดบันทึกเวลาที่ประหยัดได้และผลงานที่ดีขึ้นจากการใช้ AI
โดยสรุปแล้วองค์กรที่นำ AI มาช่วยพนักงานในการทำงานสามารถสร้างรายได้เติบโตมากกว่าคู่แข่งได้ถึง 1.5 เท่า และให้ผลตอบแทนผู้ถือหุ้นมากกว่า 1.6 เท่า ความแตกต่างนี้ไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีที่เหนือกว่า แต่อยู่ที่การบริหารจัดการความเปลี่ยนแปลงที่ดีกว่า
ท้ายที่สุดนี้ปัญหาในการนำ AI มาใช้กว่า 70% เกิดจากเรื่องของคนและกระบวนการ ในขณะที่มีเพียง 10% เท่านั้นที่เป็นเรื่องของอัลกอริทึม นั่นหมายความว่านายจ้างไม่สามารถแก้ปัญหา Job Hugging ได้ด้วยการซื้อ AI ที่ฉลาดขึ้น แต่ต้องแก้ด้วยการใส่ใจปัจจัยทางความเป็นมนุษย์ในสมการนี้แทน
ที่มา: Work Life