รู้จัก 'Career Maxxing' เทรนด์รีดประสิทธิภาพการทำงาน ที่โตด้วยความกลัว

รู้จัก 'Career Maxxing' เทรนด์รีดประสิทธิภาพการทำงาน ที่โตด้วยความกลัว

Career Maxxing เทรนด์ใหม่วัยทำงาน ที่ทำให้หลายคนต้องเพิ่มประสิทธิภาพอย่างไม่หยุดยั้ง อาจส่งผลเสียมากก็ผลดีก็เป็นได้

SHORT CUT

  • Career Maxxing คือเทรนด์การผลักดันประสิทธิภาพการทำงานให้ถึงขีดสุด โดยมีที่มาจากแนวคิด 'Maxxing' ที่ต้องการทำทุกอย่างให้ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นรูปลักษณ์หรือการนอน
  • แรงผลักดันสำคัญของเทรนด์นี้มาจาก "ความกลัว" ที่จะตกงานหรือถูกแทนที่ด้วย AI ในภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน ทำให้คนทำงานต้องพัฒนาตัวเองอย่างหนักเพื่อความอยู่รอด
  • การพยายามเพิ่มประสิทธิภาพอย่างสุดโต่งเกินไปอาจส่งผลเสีย ทำให้เกิดความเครียด ภาวะหมดไฟ (Burnout) และกระทบต่อสุขภาพจิตในระยะยาว

Career Maxxing เทรนด์ใหม่วัยทำงาน ที่ทำให้หลายคนต้องเพิ่มประสิทธิภาพอย่างไม่หยุดยั้ง อาจส่งผลเสียมากก็ผลดีก็เป็นได้

หลายคนอาจจะเริ่มคุ้นเคยหรือเคยเห็นคำว่า 'Maxxing' ผ่านตากันมาบ้างแล้ว โดยเฉพาะในโลกโซเชียล และอาจสงสัยว่ามันคืออะไรกันแน่ ?

คำว่า Maxxing มาจากกลุ่มออนไลน์ที่คลั่งไคล้การเพิ่มประสิทธิภาพ อย่างไม่หยุดยั้ง ไม่ว่าจะเป็นการปรับลุคให้เป๊ะ (Looksmaxxing) หรือการนอนให้ดีที่สุด (Sleepmaxxing)

มันเป็นเหมือนแทนที่จะแค่ทำให้ดีหรือออกกำลังกายตามปกติ ทุกอย่างต้องถูกใส่คำว่า 'Maxx' เข้าไป เช่น แทนที่จะแค่ทำงานก็ต้อง Productivitymaxx (การรีดประสิทธิภาพงานขั้นสุด) หรือแทนที่จะแค่พักผ่อนก็ต้องกลายเป็น Recoverymaxx (ฟื้นฟูร่างกายแบบจัดเต็ม)

แต่เมื่อเทรนด์นี้ลามมาสู่เรื่องงาน มันคือความเชื่อที่ว่า 'ความพยายามในระดับปกติไม่เพียงพออีกต่อไป'

ทำไม Career Maxxing ถึงเริ่มฮิต ?

สาเหตุสำคัญที่ให้พนักงานเริ่มหันเข้าสู่เทรนด์ Career Maxxing ก็เพราะกลัวทั้ง AI และกลัวจะตกงาน เพราะความจริงแล้วพนักงานบางคนก็ไม่ได้อยากเก่งขึ้นเพราะความทะเยอทะยานอย่างเดียว แต่ทำเพราะความกลัว (Survival Mode) กลัวว่าทักษะจะล้าสมัยข้ามคืน จึงต้อง Skillmaxxing หรือ AImaxxing เพื่อให้ตัวเองยังมีค่าในตลาดงาน

แถมในทุกวันนี้โซเชียลมีเดียเปลี่ยนงานให้เป็นการแสดงอีกด้วย ตัวอย่างเช่น แพลตฟอร์มอย่าง TikTok หรือ LinkedIn ทำให้เราเห็นคนอื่นโชว์รูทีนยามเช้า หรือระบบการทำงานที่สมบูรณ์แบบ จนเกิดการเปรียบเทียบตลอดเวลา ทำให้เรารู้สึกว่า 'ฉันยังทำไม่พอ'

นอกจากนี้ในโลกที่เศรษฐกิจไม่แน่นอนและการเลย์ออฟเกิดขึ้นได้เสมอ การหันมาปรับปรุงตัวเองให้สมบูรณ์แบบ จึงเป็นวิธีทางจิตวิทยาที่ทำให้เรารู้สึกว่ายังควบคุมอะไรบางอย่างได้อยู่

ด้านมืดของการ Maxxing

แน่นอนว่าอะไรที่มากเกินพอดีส่วนใหญ่แล้วมักมีข้อเสียตามมา วงการ Maxxing เองก็เช่นกัน แม้แต่การดูแลตัวเอง (Wellness maxxing) หรือการหาความหมายในงาน (Meaning maxxing) ก็กลายเป็นความเครียดรูปแบบใหม่ เพราะมันเปลี่ยนการพักผ่อนและการหาความสุขให้กลายเป็นโปรเจกต์ที่ต้องทำให้สำเร็จ

ปัญหาต่อมาที่อาจจะตามมาก็คือ ความเหนื่อยล้าสะสม เพราะเมื่อเราพยายามอัปเกรดทุกส่วนของชีวิต เราจะรู้สึกว่าตัวเองยังดีไม่พอตลอดเวลา จนนำไปสู่ภาวะ Burnout

อีกข้อเสียหนึ่งก็คือความคาดหวังที่เกินจริง เพราะการคาดหวังว่างานหนึ่งงานต้องมอบให้ทั้งเงิน ความมั่นคง ความแพชชัน และตัวตน คือน้ำหนักทางจิตวิทยาที่หนักเกินไปสำหรับอาชีพใดอาชีพหนึ่งจะรับไหว

เพราะชีวิตการทำงานไม่ควรสุดโต่งเกินไป

พนักงานที่พยายามปรับปรุงตัวเองตลอดเวลาอาจดูเหมือนเป็นพนักงานในฝัน แต่ลึกลงไปพวกเขาอาจทำงานด้วยความกลัว และความระแวงตลอดเวลา ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตในระยะยาว

ดังนั้นความสำเร็จที่แท้จริงไม่ได้มาจากการปรับปรุงตัวเองอย่างบ้าคลั่ง แต่มาจากการเติบโตที่ยั่งยืน มืออาชีพที่เก่งที่สุดไม่ใช่คนที่รีดพลังจากทุกวินาทีของวัน แต่คือคนที่รู้จักหยุดหาจุดสมบูรณ์แบบแล้วใช้ชีวิต

เหมือนที่ Steve Jobs เคยกล่าวว่า "การโฟกัสคือการรู้จักปฏิเสธ" และ Warren Buffett มองว่า "ความแตกต่างระหว่างคนที่สำเร็จกับคนที่สำเร็จอย่างยิ่ง คือคนที่สำเร็จอย่างยิ่งจะตอบปฏิเสธกับเกือบทุกเรื่อง"

สุดท้ายนี้การพยายามเพิ่มประสิทธิภาพแบบสุดโต่งให้ตัวเองตลอดเวลานั้น อาจจะไปลดทอนสิ่งที่สำคัญที่สุดที่เราพยายามปกป้องตั้งแต่แรก นั่นคือความเป็นมนุษย์ของเราเอง เพราะฉันนั้นใครที่รู้สึกว่าเริ่มทุ่มเทให้กับงานมากจนเกินจำเป็น ก็อาจจะต้องเริ่มหันกลับมามองตัวเองว่าทุกวันนี้เราพยายามมากเกินไปรึเปล่า เพื่อมองหาจุดสมดุลให้กับชีวิต

อ้างอิงข้อมูล : Forbes

related