ส่องไลฟ์สไตล์ Gen Z ใช้ AI เป็นเลขาคู่ใจ ช่วยทำงานทุ่นแรง

ส่องไลฟ์สไตล์ Gen Z ใช้ AI เป็นเลขาคู่ใจ ช่วยทำงานทุ่นแรง

ผลสำรวจจาก HBR ชี้ Gen Z มอง AI เป็นเครื่องมือทุ่นแรงชั้นยอดเพื่ออัปสกิลทำงาน มากกว่าที่พึ่งทางใจ แต่ก็กลัวว่าความสบายนี้จะทำให้ขี้เกียจและฉลาดน้อยลง

SHORT CUT

  • Gen Z ส่วนใหญ่มอง AI เป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน เช่น ช่วยค้นหาข้อมูลและเขียนอีเมล มากกว่าใช้เป็นเพื่อนหรือที่พึ่งทางใจ
  • คนรุ่นใหม่จำนวนมากยังคงแอบใช้ AI ช่วยทำงาน แม้ว่าองค์กรจะมีกฎห้าม ซึ่งสะท้อนว่า AI กลายเป็นเครื่องมือทุ่นแรงที่สำคัญ
  • แม้จะใช้ AI เพื่อช่วยทำงาน แต่ Gen Z ก็มีความกังวลว่าการพึ่งพาเทคโนโลยีมากเกินไปอาจทำให้มนุษย์ขี้เกียจและฉลาดน้อยลง

ผลสำรวจจาก HBR ชี้ Gen Z มอง AI เป็นเครื่องมือทุ่นแรงชั้นยอดเพื่ออัปสกิลทำงาน มากกว่าที่พึ่งทางใจ แต่ก็กลัวว่าความสบายนี้จะทำให้ขี้เกียจและฉลาดน้อยลง

หากนึกถึงภาพจำของ Gen Z ในยุคนี้ ภาพที่ลอยมาในหัวของใครหลายคนคงหนีไม่พ้นภาพของเด็กแนวเทคฯ ที่มี AI เป็นเหมือนจิตแพทย์ส่วนตัว เป็นเพื่อนปรับทุกข์ยามเหงา หรืออาจจะเลยเถิดไปถึงการมี AI เป็น ‘แฟนทิพย์’ คอยมอร์นิ่งคอลในทุกๆ เช้า

แต่ช้าก่อน ผลสำรวจล่าสุดจากรายงานของ Harvard Business Review (HBR) ร่วมกับ Gallup และ Walton Family Foundation ที่ได้เจาะลึกความคิดเห็นของคนหนุ่มสาวชาวอเมริกันเกือบ 2,500 คน กำลังจะบอกเราว่า “สิ่งที่เราคิด... อาจไม่ใช่สิ่งที่เขาเป็น” เพราะความสัมพันธ์ระหว่าง Gen Z กับ AI ในชีวิตจริงนั้น มันไม่ได้โรแมนติกหรือแฟนตาซีขนาดนั้น แต่มันคือความสัมพันธ์ที่เน้นใช้งานจริงและที่สำคัญคือมันซับซ้อนกว่าที่คิดเยอะ

เมื่อ AI ไม่ใช่ ‘แฟน’ แต่คือ ‘เลขาคู่ใจ’

วัยรุ่น Gen Z มอง AI เป็นเรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพล้วนๆ ในรอบเดือนที่ผ่านมา มี Gen Z ถึง 74% ที่ใช้งาน AI Chatbot เป็นประจำ โดย 65% สารภาพว่าพวกเขาใช้ AI แทนการพิมพ์ค้นหาบน Google ไปแล้ว นอกจากนี้ 52% ใช้มันช่วยสะสางงาน และ 46% ใช้เป็นผู้ช่วยในการเขียนบทความหรืออีเมล

ตัดภาพมาที่โหมดฮีลใจหรือความสัมพันธ์ส่วนตัว ตัวเลขกลับสวนทางอย่างสิ้นเชิง มีเพียง 32% เท่านั้นที่เคยปรึกษา AI เรื่องความสัมพันธ์หรือการตัดสินใจในชีวิต และมีแค่ 23% ที่คุยกับบอตในฐานะ ‘เพื่อน’ ส่วนคนที่ใช้ AI ในฐานะ ‘แฟนหนุ่ม/แฟนสาว’  มีแค่ 10% เท่านั้นเอง

พูดง่ายๆ ก็คือ สำหรับ Gen Z แล้ว AI ไม่ใช่ที่พึ่งทางใจ แต่คือเครื่องมือทุ่นแรงชั้นยอดต่างหาก

รายงานฉบับนี้ชี้ให้เห็นว่า กฎระเบียบของออฟฟิศทำอะไรความอยากรู้อยากลองของ Gen Z ไม่ได้ เพราะ 1 ใน 6 ของผู้ตอบแบบสอบถาม (16%) ยอมรับอย่างแมนๆ ว่า "ก็ยังใช้ AI ทำงานอยู่ดี ถึงแม้หัวหน้าจะสั่งห้ามเด็ดขาดก็เหอะ!" ซึ่งนี่สะท้อนให้เห็นว่า การสั่งแบนไม่ได้ช่วยอะไร นอกจากจะทำให้เกิดวัฒนธรรมการ "แอบใช้แบบหลบๆ ซ่อนๆ" และทำลายความไว้เนื้อเชื่อใจในองค์กรเปล่าๆ

ความกลัวลึกๆ ของ Gen Z

ถึงแม้จะใช้กันอย่างเมามัน แต่ Gen Z ก็มีความย้อนแย้งในตัวเองอยู่ไม่น้อย พวกเขาไม่ได้หลับหูหลับตาอวยเทคโนโลยีใหม่นี้ แต่กลับมีความวิตกกังวลต่ออนาคตอย่างน่าสนใจ

  • 79% กลัวว่า AI จะทำให้มนุษย์เรา ‘ขี้เกียจขึ้น’
  • 62% กังวลว่ามันจะทำให้คนเรา ‘ฉลาดน้อยลง’

พวกเขากลัวว่าการพึ่งพา AI มากเกินไป จะไปแย่งชิงโอกาสในการ ‘เรียนรู้จากการลงมือทำจริง’ ทำให้ทักษะการคิดวิเคราะห์อ่อนแอลง และลดทอนปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน ซึ่งความกังวลนี้ไม่ใช่คิดไปเอง เพราะผลการทดลองจากสถาบันระดับโลกอย่าง MIT Media Lab และ Wharton School ก็ยืนยันว่า ความเสี่ยงเหล่านี้มีอยู่จริง

Gen Z หลายคนแชร์ว่า พวกเขาใช้ AI ในเวย์ที่สร้างสรรค์มากๆ เช่น ใช้มันช่วยย่อยปัญหาใหญ่ๆ ที่น่าปวดหัวให้กลายเป็นสเต็ปง่ายๆ ช่วยเปิดมุมมองใหม่ๆ ที่คิดไม่ถึง และโยนงานน่าเบื่อให้ AI ทำ เพื่อที่ตัวเองจะได้เอาเวลาไปโฟกัสกับงานที่มีคุณค่าและมีความหมายมากกว่า

มีผลการทดลองหนึ่งในรายงานระบุว่า คนที่ฝึกฝนทักษะการเขียนโดยมี AI คอยซัพพอร์ต ท้ายที่สุดแล้วจะมีพัฒนาการทางทักษะที่ดีกว่าคนที่นั่งเขียนอยู่คนเดียวอย่างโดดเดี่ยว นั่นแปลว่า ถ้าเราใช้ AI อย่างถูกวิธี มันจะไม่ใช่การ ‘แย่งงาน’ แต่เป็นการ ‘อัปสกิล’ ให้เราเก่งขึ้นต่างหาก

HBR ได้ทิ้งท้ายคำแนะนำ ให้กับบรรดาผู้นำองค์กรและ HR ยุคใหม่ไว้ 4 ข้อ เพื่อปรับจูนที่ทำงานให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของเด็กยุคนี้:

  1. เข้าใจความย้อนแย้ง: อย่ามองว่าพนักงานที่กังวลเรื่อง AI เป็นคนขวางโลก ความกลัวว่าตัวเองจะสูญเสียทักษะ เป็นเรื่องจริงใจที่องค์กรต้องรับฟัง
  2. อย่าสั่งแบน: เพราะข้อมูลฟ้องอยู่แล้วว่าห้ามไม่ได้ เปลี่ยนจากการแบน เป็นการสร้างกติกาที่โปร่งใสและน่าเชื่อถือร่วมกันดีกว่า
  3. บำบัดความกลัวด้วยการลองใช้: ผลสำรวจบอกว่า ยิ่งใช้บ่อย ความวิตกกังวลจะยิ่งลดลง ดังนั้น จัดเวิร์กชอปให้พนักงานได้ลองเล่น กับ AI บ่อยๆ จะช่วยลดความตื่นตระหนกได้ดีที่สุด
  4. เน้นเคสที่เสริมมนุษย์ไม่ใช่แทนมนุษย์: แสดงให้เห็นชัดๆ ว่า AI มาเพื่อช่วยลบล้างงานที่น่าเบื่อ เพื่อให้พนักงานมีเวลาเหลือไปใช้สมองคิดสร้างสรรค์ และมีเวลาไปนั่งปรึกษางานกันจริงๆ

Gen Z ในวันนี้กำลังก้าวเข้าสู่โลกการทำงานด้วยความสมาร์ทและรู้เท่าทัน พวกเขาไม่ได้มอง AI เป็นพระเจ้า หรือสัตว์ประหลาด แต่เป็น ‘พาร์ตเนอร์’ ที่ต้องใช้ซ่อมงาน 

ที่มา: Cayman Independent

related