เมื่อ ‘เสียงพูด-หัวเราะ’ เป็นทรัพย์สินที่ต้องรีบจดลิขสิทธิ์ ปกป้องตัวตน จาก AI Deepfake

เมื่อ ‘เสียงพูด-หัวเราะ’ เป็นทรัพย์สินที่ต้องรีบจดลิขสิทธิ์ ปกป้องตัวตน จาก AI Deepfake

กรมทรัพย์สินทางปัญญา ชวนผู้ประกอบการไทยสร้างเอกลักษณ์แบรนด์ในยุคดิจิทัล ผ่านการจดทะเบียน 'เครื่องหมายเสียง' ตอกย้ำพลังการปกป้องสิทธิด้วยทรัพย์สินทางปัญญา

SHORT CUT

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญาสนับสนุนให้คนไทยจดทะเบียน 'เครื่องหมายเสียง' เช่น เสียงพูดและเสียงหัวเราะ เพื่อคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาและป้องกันการแอบอ้างตัวตนจากเทคโนโลยี AI Deepfake
  • การจดทะเบียนเสียงเป็นเครื่องหมายการค้าช่วยสร้างเอกลักษณ์และมูลค่าเพิ่มให้แบรนด์ พร้อมป้องกันการลอกเลียนแบบหรือนำไปใช้เชิงพาณิชย์โดยไม่ได้รับอนุญาต
  • ปัจจุบันกฎหมายไทยรองรับการคุ้มครองเครื่องหมายเสียงแล้ว โดยมีแนวโน้มที่ภาคธุรกิจและบุคคลมีชื่อเสียงอย่างดีเจนุ้ย หันมาจดทะเบียนเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเองเพิ่มขึ้น

กรมทรัพย์สินทางปัญญา ชวนผู้ประกอบการไทยสร้างเอกลักษณ์แบรนด์ในยุคดิจิทัล ผ่านการจดทะเบียน 'เครื่องหมายเสียง' ตอกย้ำพลังการปกป้องสิทธิด้วยทรัพย์สินทางปัญญา

กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าอย่างมุ่งมั่นในการสนับสนุนการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องหมายการค้ารูปแบบใหม่ (Non-Traditional Trademarks) ผ่านการส่งเสริมผู้ประกอบการไทยจดทะเบียน 'เครื่องหมายเสียง' (Sound Mark) เพื่อสร้างการจดจำและเอกลักษณ์ของแบรนด์ในรูปแบบใหม่ พร้อมรับมือกับความท้าทายในตลาดยุคดิจิทัล และเสริมเกราะป้องกันภัยคุกคามจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI Deepfake)

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ปัจจุบัน 'เสียง' กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของการสื่อสารการตลาดและการสร้างแบรนด์ในโลกยุคดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นเสียงเปิด
แอปพลิเคชัน เสียงโฆษณา เสียงแนะนำตัว หรือวลีสั้นๆ ที่ทำผู้บริโภคจดจำและสามารถเชื่อมโยงไปถึงสินค้าและบริการต่างๆ ได้ทันที

การจดทะเบียนเครื่องหมายเสียงจึงเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการสร้างความแตกต่าง เพิ่มมูลค่าให้กับแบรนด์ และเสริมความน่าเชื่อถือทางธุรกิจในยุคที่การแข่งขันทางการตลาดมีความเข้มข้นมากขึ้น

จากกรณีศึกษาในต่างประเทศ ศิลปินระดับโลกอย่าง เทย์เลอร์ สวิฟต์ ได้ยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายเสียงต่อสำนักงานสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าสหรัฐฯ (USPTO) จำนวน 2 รายการ ได้แก่

  • ข้อความเสียง “Hey, it's Taylor Swift” จากโฆษณาโปรโมตอัลบั้มกับ Amazon Music
  • ข้อความเสียง “Hey, it's Taylor” จากคลิปโปรโมตอัลบั้มกับ Spotify

ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า “เสียง” เป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่มีมูลค่าและจำเป็นต้องได้รับการคุ้มครอง โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยี AI สามารถเลียนแบบน้ำเสียงหรือสร้างเสียงเสมือนจริงได้อย่างแนบเนียน จนอาจนำไปสู่การแอบอ้างตัวตน การสร้างความสับสนให้กับผู้บริโภค หรือการนำเสียงไปใช้เชิงพาณิชย์โดยไม่ได้รับอนุญาต

เมื่อ ‘เสียงพูด-หัวเราะ’ เป็นทรัพย์สินที่ต้องรีบจดลิขสิทธิ์ ปกป้องตัวตน จาก AI Deepfake

สำหรับประเทศไทย กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ปรับปรุงพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 (แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2543 และ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2559) เพื่อเพิ่มบทบัญญัติการคุ้มครองเครื่องหมายเสียง ไม่ว่าจะเป็นเสียงคน เสียงสัตว์ เสียงเพลง เสียงดนตรี หรือเสียงอื่นๆ ที่ไม่ได้สื่อถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง หรือเสียงที่ไม่เป็นเสียงโดยธรรมชาติของสินค้า หรือเสียงที่ไม่ได้เกิดจากการทำงานของสินค้านั้น จะเห็นได้ว่าการจดทะเบียนเครื่องหมายเสียงเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการสร้างอัตลักษณ์ความแตกต่างและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจในยุคที่ผู้บริโภคเข้าถึงข้อมูลและสื่อต่างๆ ได้อย่างหลากหลาย

 

เปิดสถิติการจดทะเบียน 'เครื่องหมายเสียง' ในไทย

สถิติการจดทะเบียนเครื่องหมายเสียงในประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2560 ถึงปัจจุบัน มีผู้ยื่นคำขอรวมทั้งสิ้น 494 คำขอ แบ่งเป็นคำขอของผู้ประกอบการไทย 438 คำขอ คิดเป็นร้อยละ 88.7 และต่างชาติ 56 คำขอ คิดเป็นร้อยละ 11.3 ทั้งนี้ มีคำขอที่ได้รับการจดทะเบียนแล้ว 114 เครื่องหมาย และอยู่ระหว่างการพิจารณาคำขอ 138 คำขอ ซึ่งผู้ประกอบการที่ยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายเสียงสูงสุด 

ในไทยมี 'ดีเจนุ้ย-ไอศกรีมวอลล์' ยืนจดทะเบียนเสียงแล้ว

3 อันดับแรก เป็นผู้ประกอบการไทย ได้แก่ บริษัท กาลิน อีคอมเมิร์ซ จำกัด ในธุรกิจอีคอมเมิร์ซ (7 คำขอ) รองลงมาคือ บริษัท ฟ้าอรุณพืชผลเพื่อไทย จำกัด ในธุรกิจปุ๋ย (4 คำขอ) และบริษัท ยูนิ-ชาร์ม คอร์ปอเรชั่น ในธุรกิจกางเกงผ้าอ้อมอนามัย (4 คำขอ) สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มที่ภาคธุรกิจไทยเริ่มให้ความสำคัญกับ
การใช้ 'เสียง' เพื่อสร้างการจดจำและต่อยอดมูลค่าแบรนด์มากขึ้น รวมถึงบุคคลที่มีชื่อเสียง เช่น ดีเจนุ้ย ก็ได้ยื่นจดเครื่องหมายเสียง 'เสียงหัวเราะ' อันเป็นเอกลักษณ์ของตัวเขาต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญาด้วยเช่นกัน ซึ่งถือเป็นแนวทางการคุ้มครองสิทธิในเครื่องหมายการค้ารูปแบบใหม่ที่มีความสำคัญ
ทั้งในระดับประเทศและระดับสากล

ด้วยแนวโน้มของการใช้เครื่องหมายเสียงเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการสร้างอัตลักษณ์ของแบรนด์ในเศรษฐกิจยุคใหม่ โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยี AI เข้ามามีบทบาทเลียนแบบน้ำเสียงหรือ
สร้างเสียงเสมือนจริงได้อย่างแนบเนียน กรมฯ ขอเชิญชวนผู้ประกอบการและนักสร้างสรรค์ไทยวางแผน
กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจให้รอบด้าน คำนึงถึงพัฒนาการของเทคโนโลยีที่อาจส่งผลให้นักสร้างสรรค์ต้องปกป้องคุ้มครองสิทธิในเสียงที่ตนสร้าง และจดทะเบียนเพื่อป้องกันการละเมิดหรือลอกเลียนแบบ โดยใช้ประโยชน์จากการคุ้มครองสิทธิในเครื่องหมายเสียง เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน สร้างการจดจำ และเพิ่มมูลค่าให้กับแบรนด์ ตลอดจนเป็นตัวช่วยในการบริหารจัดการสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญารูปแบบใหม่ในยุคดิจิทัล 

ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับธุรกิจ และลดความเสี่ยงจากการถูกลอกเลียนหรือแอบอ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่อาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด นางอรมน กล่าวทิ้งท้าย

ผู้สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กองเครื่องหมายการค้า กรมทรัพย์สินทางปัญญา โทร. 
0-2547-6038 หรือสายด่วน 1368 หรือเว็บไซต์ www.ipthailand.go.th

related