รำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคต (1)

24 ต.ค. 2560 เวลา 8:38 น. 1

ติดตามข่าวสารได้ที่ https://www.springnews.co.th

1508823273003 พระเจ้าอยู่หัวเสด็จกลับสู่สรวงสวรรค์ สิ้นแล้วในหลวงที่เคยเห็นมาตั้งแต่เกิดจนอายุ 62 ปี เราคนไทยที่อายุไม่เกิน 70 ปี เป็นคนแผ่นดินเดียวตราบถึง 15:52 น. ของวันที่ 13 ตุลาคม 2559

ในรัชสมัยอันยาวนานของพระองค์ท่าน ไทยเราขยับจากประเทศยากจนขึ้นมาเป็นประเทศรายได้ปานกลาง มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 22 ของโลก หากนับตามกำลังซื้อที่เป็นจริง

จากชาติที่โลกไม่รู้จักไทยในรัชสมัยของพระองค์ กลายเป็นประเทศที่มีชาวต่างประเทศมาเยี่ยมเยือนมากเป็นอันดับ 6 ของโลก และมี 3 เมืองของเราที่อยู่ใน 25 เมืองของเอเชีย-แปซิฟิกที่มีคนทั่วโลกมาเยือนมากที่สุด ชื่อเสียงไทยขจรขจายไปทั่วโลก

หากมองผลงานรัฐบาลเป็นคณะๆไปจะมองไม่เห็นภาพความเจริญยิ่งใหญ่ของประเทศ หากมองแต่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเป็นรายคนจะนึกไม่ออกว่าไทยก้าวหน้ามาอย่างไร

แต่หากมองให้เห็นว่าตลอดเวลาที่เราสับสน ปั่นป่วน ขัดแย้ง ต่อสู้และวิพากษ์วิจารณ์กันบ่อยครั้งและอย่างหนักนั้น ก็อยู่ใต้พระบรมเดชานุภาพ พระบุญญาบารมี และพระปรีชาสามารถของพระมหากษัตริย์ ที่ทรงรวมใจไทยทั้งชาติได้หลายครั้งหลายคราตลอดรัชสมัยอันยาวนานและต่อเนื่อง และนั่นคือคำตอบว่า ประเทศไทย จริงๆ แล้วก้าวมาไกลมากได้อย่างไร ในรัชกาลที่ 9 ที่เพิ่งสิ้นสุดลง

8632-2 ใจหายมากครับ ที่คืนนี้เป็นคืนแรกที่นอนโดยไม่มีพระเจ้าอยู่หัว พระองค์นั้นทรงปกเกล้าปกกระหม่อมอีกแล้ว ธ เสด็จสู่สวรรค์แล้ว หลังจากทรงงานให้ชาติและประชาชนของพระองค์มาอย่างหนัก พระเจ้า อยู่หัวในพระบรมโกศจะประทับอยู่ในหัวใจคนไทยไปตลอดกาล

DSC_8681-2 เศร้าจริง แต่มองไปข้างหน้าด้วยความมั่นใจในพระปรีชาบารมีของพระเจ้าแผ่นดิน รัชกาลที่ 10 เช่นกัน บัดนี้ ผมจะเริ่มเป็นคนสองแผ่นดินแล้ว และขอให้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ ทรงปกเกล้าปกกระหม่อมพวกเราต่อไป

คืนนี้เป็นคืนที่สามหลังจากพระเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต ความเศร้าหมองอันคาดไว้แล้ว ยามเกิดจริงมากกว่าที่คาดเป็นหนักหนา แผ่ขยายออกปกคลุมไปทั่วประเทศ เคยประเมินมาตลอดครับว่าคนไทย แม้เด็กๆและวัยรุ่นเอง ก็น่าจะยังเทิดทูน บูชา และจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

แต่อดวิตกไม่ได้อยู่เสมอว่าโลกเปลี่ยนไปเยอะ คนรุ่นใหม่ดูจะคิดอะไรใหม่ๆ ไม่เหมือนคนรุ่นเราหรือแก่กว่าเรา และพระองค์ท่านก็ทรงพระประชวรอยู่ในโรงพยาบาลนานมากแล้ว เกรงว่าคนที่อายุตํ่ากว่ายิ่สิบปี หรือ สามสิบปีอาจจะไม่เห็นท่านทรงงาน หรือเสด็จฯเยี่ยมเยียนราษฎร

Thailand King อนึ่ง ในฐานะที่เคยทำเรื่องปรองดองมาบ้าง ผมอดวิตกไม่ได้เพิ่มอีกเรื่องด้วยว่าในช่วงสิบปีหลังที่คนไทยขัดแย้งแตกหักจนไม่มองหน้ากัน อาจมีคนจำนวนหนึ่งรู้สึก “ห่างเหิน” สถาบันดั้งเดิมไป

ทว่า สองวันสามคืนที่ผ่านมาได้ซาบซึ้งใจยิ่งแล้วว่า เราได้กลับมาเป็นคนไทย “หัวใจเดียวกัน” อีกครั้ง คนไทยนั้นช่างรัก บูชา และอาลัยในพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศเสียนี่กระไร มาก กว่าที่เราท่านคิดกัน และมากกว่าที่ผมเองเคยประเมินไว้ล้นเหลือ

ความวิปโยคโศกาอาดูรนั้นเกิดขึ้นเอง เป็นธรรมชาติที่สุด ไม่มีใครชักจูงหรือปรุงแต่งเกิดขึ้นอย่างรุนแรง แม้จะสงบเยือกเย็น และออกมาจากส่วนลึกของหัวใจคนไทยนั้น ด้วยความที่เป็นพุทธเป็นส่วนใหญ่มักรู้จักอดกลั้นความเศร้าโศก แต่กระนั้นก็อดกลั้นไม่ได้ ร้องไห้มากกว่า ลึกกว่าตอนที่พ่อตัวเองตายเสียอีก หลายคนบอกกับผมอย่างนี้ และผมก็รู้สึกอย่างนี้

ความวิปโยคนี้เกิดกับคนทุกวัย โดยเฉพาะกับคนหนุ่มสาวสมัยใหม่ด้วย เกิดกับผู้คนในทุกฐานะทุกระดับ และเกิดกับทุกกลุ่มทุกฝ่ายทางการเมือง รวมทั้งกับบางส่วนที่เคย “เหินห่าง”กับสถาบันประเพณีเดิมด้วย

DSC_8607-2 ใช่เฉพาะคนไทยก็หาไม่ ที่เสียใจร้องไห้และเศร้าอาลัยต่อการจากไปของพระราชาผู้เป็นประดุจ “พ่อ” ของครอบครัว “สมมติ”นี้ แต่ “โลก” เองก็ดูจะเสียใจมาก และสรรเสริญ “พ่อ” ของแผ่นดินเรามาก มากจริงๆ ครับ มากกว่าที่เราคิด

ช่วงราวสิบปีมานี้สื่อมวลชน “ตะวันตก” ส่วนหนึ่ง มองสถาบันดั้งเดิมของไทยในเชิงวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นนั้น การแสดงออกของ“ตะวันตก” ต่อการสวรรคตของพระเจ้าอยู่หัว ย่อมบอกเราว่า จริงๆ แล้ว ทั้งโลกนั้น “เคารพ” และร่วม “เสียใจ” กับคนไทยในความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่นี้ 3photo 4-2 ทุกสิ่งที่ออกมาในสองวันนี้ วันที่ 14-15 ตุลาคม 2559 ทำให้สรุปว่าความเชื่อมั่นของคนไทยที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์นั้นไม่เสื่อมคลายลง และที่สำคัญที่สุดสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ผู้จะทรงขึ้นครองราชย์เป็น “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่” ทรงมีพระราชหฤทัยที่ตระหนักถึงความเศร้าโศกและอาลัยรัก “สุดขีด” ที่อาณาประชาชนมีต่อพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ จึงทรงมิได้ร้อนพระราชหฤทัยที่จะต้องรีบขึ้นครองราชย์ หากแต่ทรงปรารถนาที่จะ “ร่วมทุกข์ร่วมโศก” กับพสกนิกรของพระองค์ก่อน

ทรงเชื่อมั่นในกฎมณเฑียรบาลในรัฐธรรมนูญ และโบราณราชประเพณี ทรงวางพระราชหฤทัยในผู้สำเร็จราชการ นายกรัฐมนตรี และประธานสภานิติบัญญัติฯ และทรงแสดงถึงกตัญญุตาธรรมที่จะส่งประกอบพระราชพิธีงานพระบรมศพต่างๆ จนครบถ้วนเหมาะสมเสียก่อน แล้วจึงให้เริ่มงานสืบรัชกาลใหม่

TP14-3307-1A พระปรีชาญาณและพระราชวินิจฉัยอันรอบคอบรอบด้าน และเปี่ยมไปด้วยคุณธรรมอันประเสริฐ อันไม่มีผู้ใดอาจหยั่งถึงได้เลย ทำให้ทวยราษฎร์ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณและปรารถนาที่จะเปล่งเสียงถวายพระพรโดยเร็วที่สุดว่า “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ ทรงพระเจริญ”

และถวายพระพรด้วยสัจวาจาว่า “ขอให้พระองค์ท่านทรงเป็นธรรมราชผู้ทรงพระปรีชาญาณ” ปกเกล้าปกกระหม่อมปวงข้าพระพุทธเจ้าต่อไปและตลอดไป

spa01301259p2-2 ในฐานะผู้หนึ่งที่ได้ทำงานเพื่อช่วยสร้างความปรองดองและสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในบ้านเมืองมาบ้าง คืนนี้ผมจะหลับดีมาก จะฝันดี และในฝันจะเห็นว่าในแผ่นดินใหม่ของรัชกาลที่สิบอันรุ่งโรจน์นี้ พระบุญญาบารมีของพระองค์ท่านจะนำเอาความสงบสันติกลับสู่แผ่นดินไทยได้ในเร็ววัน

คืนนี้เป็นคืนที่หกนับแต่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคต เสียงร้องไห้ยังดังระงมอยู่ทุกหนแห่ง โดยเฉพาะที่ที่มีผู้ คนอยู่รวมกันจำนวนมาก เมื่อมี คนเริ่มร้องคนอื่นๆ ก็จะครํ่าครวญ หวนไห้ตาม เป็นปรากฏการณ์จิตวิทยาสังคม ที่ทำให้อารมณ์และความรู้สึกของผู้คนพุ่งขึ้นแรงเป็นทบเท่าทวีคูณ

คนไทยเศร้าไปด้วย คิดทบทวนถึงสิ่งที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงทำมาเจ็ดสิบปีไปด้วยและพูดคุยกันอย่างกว้างขวางว่า ไม่น่าเชื่อ ท่านทรงทำอะไรให้เรามากเป็นล้นพ้น แทบทุกคนอยากไปกราบพระบรมศพหรือไปอออยู่หน้าวังหลวง ไปจุดธูปเทียนแสดงความอาลัยและความเคารพรักต่อพระองค์ท่าน

สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณนั่นเอง ที่เกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ด้วยเหตุที่คิดพร้อมๆ กันเป็นเรือนล้าน พลังแห่งความกตัญญูรู้คุณจึงก่อเป็นกระแสสูง มีคนทุกเพศทุกวัยออกมาเป็น จิตอาสารับส่งผู้ที่จะเดินทางไปวังหลวง บริการอาหารนํ้า ที่พักที่นอน ให้เพื่อนร่วมชาติโดยเฉพาะที่มาจากที่ห่างไกล จากความเศร้าโศก “ร่วมหมู่” นั้น แปรเปลี่ยนเป็นความรักและห่วงใยต่อทุกคนที่รัก “พ่อ” คนเดียวกัน

Thailand King ขณะนี้งานพระบรมศพ ในความคิดของผม กลายสภาพเป็นงาน “ของประชาชน” ไปด้วยไม่น้อย ซึ่งผมเห็นว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี พวกเขามีภาษา มีสำนวน มีราชาศัพท์เป็นของ “ตนเอง” และยืนยันที่จะ “ใช้” หลายคนบอกว่าอยากพูด อยากเขียน อยากแสดงอะไรในใจออกมาให้ได้มากขึ้น ทั่วประเทศมี การแต่งกายไว้ทุกข์จริงจังและกวดขันให้คนอื่นแต่งด้วย

ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่าควรหย่อนคลายลงบ้าง ให้คนอื่นๆ แต่งกายไว้ทุกข์อย่างเป็นธรรมชาติด้วยเถิด พวกเขาไปร่วมงานพิธีธรรมดาแบบฉบับตนเองทุกคืน ไปอออยู่หน้าวังหลวงทุกวันทุกคืน

IMG_0470 หลายคนไม่อยากให้ใครมารีบเก็บหรือถอดพระบรมฉายา ลักษณ์โดยอ้างแต่ธรรมเนียมประเพณีเดิม หลายคนไม่อยากเรียกพระเจ้าแผ่นดินที่เขาเทิดทูนว่า “พระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ” เพียงเท่านั้น หลายคนพากันจุดเทียนรอบกำแพงวังหลวงเพื่อแสดง ความอาลัยรักและเทิดทูนบูชา นี่ก็ช่างสวยงาม และมีความหมาย และยังเป็น “นวัตกรรมทางสังคม” โดยแท้

IMG_20161208_140235 --------------------

(อ่านต่อฉบับหน้า)

• หมายเหตุ : บทความนี้เขียนเดือนตุลาคม 2559

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,307 วันที่ 22 - 25 ตุลาคม พ.ศ. 2560

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด