เช็กข่าวเช้านี้ : ประชาชนทยอยเดินทางกลับกทม. / จับตาใกล้ชิด ปธน.ทรัมป์ ยังขู่ถล่มซีเรียอีก

เตรียมรับมือจราจรกทม. : ประชาชนจากจังหวัดต่างๆ ทุกภูมิภาคทยอยเดินทางกลับกรุงเทพฯ หลังฉลองสงกรานต์ในภูมิลำเนากับครอบครัว เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการจราจรติดขัด ส่งผลให้ถนน 24 เริ่มมีปริมาณรถสัญจรหนาแน่นขึ้น แต่คาดว่าวันที่ 16 เม.ย.ซึ่งเป็นวันหยุดสุดท้ายจะมีรถสัญจรกลับหนาแน่นมากที่

ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้บูรณาการการทำงานกับหลายภาคส่วน เพื่ออำนวยความสะดวก และระบายรถไม่ให้ติดสะสม ควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะ ผู้เมาแล้วขับ เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุจากการสัญจรบนท้องถนนในช่วงที่มีรถสัญจรหนาแน่น

สธ.แนะข้อปฏิบัติป้องกันหลับใน : นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เผยถึงการป้องกันอุบัติเหตุบนท้องถนนที่เกิดขึ้นจากการขับขี่รถ ขณะเดินทางกลับจากภูมิลำเนาและท่องเที่ยว หลังหยุดยาวฉลองเทศกาลสงกรานต์ว่า ขอให้ผู้ขับรถทางไกล พักผ่อนให้เพียงพอ 7-9 ชั่วโมง งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ก่อนออกเดินทาง หลีกเลี่ยงการรับประทานยาที่ทำให้ง่วงซึม และ เมื่อรู้สึกง่วง หรือเหนื่อยล้า อย่าฝืนขับรถต่อ ขอให้เปลี่ยนคนขับ หรือแวะจอดพัก เพื่องีบหลับ ซึ่งจะช่วยป้องกันการหลับใน สธ. ได้สั่งการให้โรงพยาบาล ในเส้นทางหลักจาก 4 ภาค จัดเตรียมกำลังแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ หน่วยแพทย์ฉุกเฉิน ไว้ รองรับเหตุฉุกเฉินต่างๆ ในช่วงการเดินทางกลับของประชาชน ไว้ตลอด 24 ชั่วโมง

สหรัฐฯอาจถล่มซีเรียอีก : นางนิกกิ เฮลีย์ เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำสหประชาชาติ กล่าวว่า เธอได้พูดคุยกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ และเขาได้เตือนไปยังรัฐบาลซีเรียว่า สหรัฐฯพร้อมโจมตีอีกหากว่ามีการใช้อาวุธเคมีรอบใหม่ โดยคำเตือนของผู้นำสหรัฐฯมีขึ้นหลังจากที่กองทัพสหรัฐ, อังกฤษ และฝรั่งเศส เพิ่งได้โจมตีเป้าหมาย 3 จุด ของรัฐบาลซีเรียไป ด้วยขีปนาวุธมากกว่า 100 ลูก ที่ระบุว่าเป็นสถานที่เก็บอาวุธเคมี ซึ่งปฏิบัติการโจมตีดังกล่าวเป็นการตอบโต้ต่อข้อกล่าวหาที่ว่ารัฐบาลซีเรียใช้อาวุธเคมีทำร้ายพลเรือนในเมืองดูมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แม้ว่าซีเรียจะออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้ใช้อาวุธเคมีก็ตาม และว่าข้อกล่าวหาเรื่องอาวุธเคมีเป็นเรื่องที่ถูกกุขึ้นโดยฝ่ายกบฏซีเรีย

แต่ในการประชุมฉุกเฉินของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเมื่อวานนี้ เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำสหประชาชาติ ได้อ่านคำพูดของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ที่วิพากษ์วิจารณ์ชาติตะวันตกว่า ทำการโจมตีซีเรียโดยไม่รอผลการสืบสวนของ องค์การห้ามอาวุธเคมี (OPCW) ที่กำลังสืบสวนในข้อเท็จจริงว่ามีการใช้อาวุธเคมีในเมืองดูมาจริงหรือไม่

การโจมตีที่เกิดขึ้นถือว่าเป็นการโจมตีครั้งใหญ่ที่สุดของชาติตะวันตกต่อรัฐบาลซีเรียของประธานาธิบดีบาร์ชา อัล-อัสซาด ในรอบ 7 ปี ของสงครามซีเรีย ซึ่งประธานาธิบดีอัสซาดกล่าวว่า การกระทำของชาติตะวันตกมีแต่จะทำให้ชาวซีเรียยืนหยัดสู้รบกันต่อไป และจะเดินหน้ากวาดล้างกลุ่มก่อการร้ายให้หมดไปจากประเทศ

นายกฯอังกฤษรับมือเสียงวิจารณ์ : ขณะที่นายกรัฐมนตรีเทเรซา เมย์ ของอังกฤษ เผชิญเสียงวิพากษ์วิจารณ์หนักจากฝ่ายค้าน หลังเข้าร่วมปฎิบัติการโจมตีซีเรียของสหรัฐฯ โดยไม่ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาก่อน โดยชี้แจงถึงเหตุผลที่เข้าร่วมปฎิบัติการโจมตีทางอากาศถล่มซีเรีย แต่พรรคฝ่ายค้านต่างวิจารณ์เป็นเสียงเดียวกันว่า การอนุมัติโจมตีซีเรียของนางเมย์ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เสี่ยงจะก่อให้เกิดความขัดแย้งที่บานปลาย และควรจะผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาก่อน

สถานการณ์ที่ร้อนแรงในแวดวงการเมืองอังกฤษตอนนี้ เป็นผลจากความหวาดกลัวว่า วิกฤตสงครามกลางเมืองซีเรีย จะลงเอยเหมือนกับการรุกรานอิรักเมื่อปี 2003 ที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอังกฤษอนุมัติให้นายกรัฐมนตรีโทนี แบลร์ในสมัยนั้น เข้าร่วมปฎิบัติการโจมตีอิรักของสหรัฐฯ โดยนายเจเรมี คอร์บิน ผู้นำพรรคฝ่ายค้านอังกฤษชี้ว่า ระเบิดไม่ได้คุ้มครองชีวิตและไม่ได้นำมาซึ่งสันติภาพ แต่การกระทำที่ละเมิดกฎหมายนั้น กลับจะนำมาซึ่งความขัดแย้งที่รุนแรงกว่าเดิม ดังนั้น นายเทเรซา เมย์ ควรหันมาหารือกับรัฐสภาก่อน ไม่ใช่ไปตามคำพูดของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ

                                                                              นายกรัฐมนตรีเทเรซา เมย์ ของอังกฤษ

 

ไทม์ไลน์สงครามซีเรีย
7 เมษายน : มีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 75 คนจากการโจมตีด้วยอาวุธเคมีในเมืองดูมา ซึ่งยึดครองโดยกลุ่มกบฎซีเรีย รัฐบาลซีเรียและรัสเซียปฏิเสธว่าไม่ได้ใช้อาวุธเคมี และอ้างว่ามีการปั้นหลักฐานเรื่องดังกล่าว

9 เมษายน : รัสเซียอ้างอิสราเอลยิงขีปนาวุธโจมตีฐานทัพอากาศของซีเรียเช้ามืดวันจันทร์ ขณะที่ ประธานาธิบดีนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯประกาศว่าเขาจะตัดสินใจเรื่องการตอบโต้ซีเรียภายในวันนี้ภายใน 24-48 ชั่วโมง

10 เมษายน : ประธานาธิบดีเอ็มมานูแอล มาครงของฝรั่งเศส ย้ำมีการใช้อาวุธเคมีจริงและเรียกร้องประชาชาคมโลกร่วมกันตอบโต้ซีเรีย แต่ทางการซีเรียแถลงว่าได้เชิญองค์กรห้ามอาวุธเคมีเข้าไปสอบสวนข้อเท็จจริงแล้ว ในขณะเดียวกันรัฐบาลซีเรียมีการประกาศเตือนกองทัพทั่วประเทศให้เฝ้าระวังการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ ขณะที่รัสเซียเตือนสหรัฐฯว่า สถานการณ์ตอนนี้อันตรายมา หากสหรัฐฯสั่งโจมตี อาจนำไปสู่การปะทะทางทหารได้

11 เมษายน : เส้นตายของผู้นำสหรัฐฯผ่านไปแล้ว แต่ยังไม่มีการโจมตี ทรัมป์ทวีทข้อความ ระบุให้รัสเซียเตรียมให้พร้อม ขีปนาวุธกำลังมุ่งหน้าไปซีเรีย และบอกว่ารัสเซียไม่ควรเป็นพันธมิตรกับชาติที่ฆ่าประชาชน ขณะเดียวกันยูโรคอนโทรล หน่วยงานควบคุมการบินของสหภาพยุโรปแจ้งเตือนสายการบินต่างๆระวังการโจมตีทางอากาศที่ซีเรียในช่วง 72 ชั่วโมงข้างหน้า

12 เมษายน : ทรัมป์ทวีตอีกครั้งว่า แต่เป็นท่าทีถอย โดยระบุว่าการโจมตีซีเรียอาจะเกิดขึ้นเร็วๆนี้ หรือไม่เร็วๆนี้ก็เป็นได้ สร้างความสับสนให้ผู้คนถึงจุดยืนของเขา

13 เมษายน : ทรัมป์ประกาศ การโจมตีเป้าหมายอย่างแม่นยำ เพื่อต่อต้านระบอบของนายบาชาร์ อัล อัสซาดที่ใช้อาวุธเคมี ตามมาด้วยการแถลงของนายกรัฐมนตรีอังกฤษ และการออกแถลงการณ์ของประธานาธิบดีฝรั่งเศสในการโจมตีร่วมกัน และมีรายงานว่าการโจมตีซีเรียเริ่มขึ้นในเวลา 21.00 น.ของคืนวันที่ 13 เมษายน วันเดียวกันนี้ รัสเซียเตือนว่าให้ระวังผลที่จะตามมา