
จำสมัยเด็กๆกันได้ไหม ที่เราจะไปเล่นเกมที่ร้านตู้เกม หรือเกม อาร์เคด สิงคโปร์เริ่มเกิดอาร์เคม เกมวีอาร์มากขึ้นแล้ว จากเทคโนโลยีที่พัฒนา บวกกับอุปกรณ์ที่ซื้อหาได้ง่ายและหลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะ วีอาร์ เฮดเซ็ตของโซนี และโอคูลัส วีอาร์ที่เฟชบุ๊กเป็นเจ้าของ
เกมเมอร์ สวมอุปกรณ์เหมือนภาพยนตร์ไซไฟลงบนศีรษะ ในมือมีปืนไรเฟิลพลาสติก ติดปลายด้วยไฟฉาย สาดส่งไปที่ฝูงซอมบี้ผีดิบ ที่โถมใส่ผู้เล่น ด้วยเสียงกรีดร้องน่าหวาดกลัว นั่นคือเรื่องราวที่พวกเขาเห็น แต่ในความเป็นจริง พวกเขาแค่เดินหันไปมา อยู่ในห้องสีดำเท่านั้น และนี่แหละคือโลกของเกมวีอาร์ หรือเวอร์ชวล เรียลลิตี
การจะเล่นเกมในโลกเสมือนจริงด้วยตนเองนั้น ค่อนข้างยาก เริ่มจากราคาอุปกรณ์เฮดเซ็ต เริ่มต้นที่เกือบ 1 หมื่น 1 พันบาท แล้วยังต้องเจอความท้าทายกับการติดระบบวีอาร์ที่บ้านอีกด้วย ดังนั้น ร้านเวอร์ชวล เรียลลิตี อาร์เคด จึงเริ่มเป็นที่นิยม เพราะผู้เล่นเข้ามาสัมผัสเกมเวอร์ช่วล เรียลลิตีได้ ในราคาที่ไม่แพงมากนัก หลักการเดียวแบบตู้เกมหยอดเหรียญสมัยก่อน
ร้านเกมวีอาร์ อย่างเวอร์ชวล รูม สิงคโปร์ ไม่ได้มีแค่เกมยิงซอมบี้ แต่ยังพาผู้เล่นไปในยุคต่างๆ ไม่ว่าจะปราสาทยุคกลาง อียิปต์โบราณ หรือลงจอดบนดวงจันทร์ก็ได้
[caption id="attachment_240373" align="aligncenter" width="1602"]
กระแสเกมเสมือนจริงสิงคโปร์ ต้องเรียกว่ายังตามหลังจีนที่นำตลาดมาแล้วในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ประเทศอื่นก็อาทิ ญี่ปุ่น ไต้หวัน และออสเตรเลีย เป็นต้น อุตสาหกรรมวีอาร์เอง ก็มีแนวโน้มเติบโตที่ดี โดยข้อมูลจากศูนย์วิจัย ซูเปอร์เดตา รีเสิร์ชชี้ว่า ผู้บริโภคจะใช้เงินกับอุปกรณ์เวอร์ชวล เรียลลิตี้ ทั้งฮาร์ดแวย์ ซอฟแวย์ และบริการต่างๆ ในปีนี้ถึง 1 แสน 4 หมื่นล้านบาท
แต่แม้จะไม่แพงเท่าซื้ออุปกรณ์มาเล่นเอง การเล่นเกมวีอาร์ที่ร้านอาร์เคดในสิงคโปร์นั้น ราคาอาจสูงถึง 1 พัน 400 บาทต่อครั้งทีเดียว เพราะมีปัจจัยเรื่องค่าเช่าพื้นที่ และบุคลากรด้วย
แต่บทเรียนจากจีนก็มีเหมือนกัน เพราะยิ่งโตเร็ว ติดกระแสเร็ว หากขาดการประชาสัมพันธ์ ดึงดูดใจที่ดี คนก็เบื่อหน่ายง่ายเช่นกัน สวนความท้าทายของสิงคโปร์ ประการแรกคือ ดึงดูดลูกค้าให้มากกว่านี้ เพราะยังมีหลายคนที่ไม่รู้จักวีอาร์ อาร์เคด
[caption id="attachment_240383" align="aligncenter" width="1604"]
[caption id="attachment_240371" align="aligncenter" width="1603"]