ฟังผู้ว่าเชียงรายแถลงฯยืนยันพบติดโควิดเพิ่ม 2 ราย โยงหญิงเชียงใหม่

30 พ.ย. 2563 เวลา 2:40 น.

เชียงรายระทึกอีก จังหวัดเร่งแถลงข่าวพบผู้ป่วยโควิดเพิ่ม 2 รายเชื่อมโยง #หญิงเชียงใหม่ ทำงานที่เดียวกัน

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย แถลงด่วนพบผู้ติดเชื้อโควิด 2 ราย เป็นหญิงสาวทั้งคู่แอบลักลอบข้ามแดนทางช่องทางธรรมชาติจากฝั่งจังหวัดท่าขี้เหล็กก่อนเข้ามาชายแดนอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ระบุเป็นกลุ่มทำงานที่เดียวกันกับผู้ป่วยหญิงสาววัย 29 ปีที่เชียงใหม่ มีกลุ่มเสี่ยงเบื้องต้นประมาณ 30 คน แต่ไม่น่าห่วงเหตุไม่ได้เดินทางเข้าไปในแหล่งชุมชน  พร้อมประสานงานทางเมียนมา ขอให้กลุ่มชาวไทยทำงานในฝั่งจังหวัดท่าขี้เหล็กกลับเข้าไทยอย่างถูกต้อง เพื่อเข้าระบบการคัดกรอง

เมื่อวันที่ 30 พ.ย. 63 ที่ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดเชียงราย นายประจญ ปรัชญ์สกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นพ.ทศเทพ บุญทอง นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย นายแพทย์ไชยเวช ธนไพศาล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันแถลงข่าวความคืบหน้ากรณีผู้ลักลอบเดินทางเข้ามาจากประเทศเมียนมา ที่มาพร้อมกับหญิงสาวที่ติดเชื้อไว้รัสโควิด-19 ที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยที่จังหวัดเชียงราย พบว่า หญิงสาวอายุ 29 ปี ชาว อ.ขุนตาล จ.เชียงราย และหญิงสาว 23 ปี ชาว จ.พะเยา ที่ได้ลักลอบข้ามพรมแดนฝั่งท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา ข้ามมาฝั่งอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย มาพร้อมกับหญิงสาวที่ติดเชื้อที่จังหวัดเชียงใหม่ พบว่าทั้ง 2 คนมีผลตรวจติดเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยทั้ง 2 คนได้เดินทางข้ามพรมแดนไทยเมียนมาตามช่องทางธรรมชาติ จากนั้นได้เข้าพักที่โรงแรมแม่สายอินน์ จนกระทั่งทราบว่าหญิงสาวที่เดินทางมาด้วยกันติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่เชียงใหม่ จึงได้รู้สึกไม่สบายในและได้เดินทางมาตรวจที่โรงพยาบาลกรุงเทพ เชียงราย จากนั้นได้ส่งตัวมาที่โรงพยาบาลศูนย์เชียงรายประชานุเคราะห์เพื่อตรวจหาเชื้อและพบว่าทั้ง 2 คนติดเชื้อ และได้ทำการักษาอยู่ที่โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ซึ่งทั้ง 2 คนอาการไม่รุนแรง

นพ.ทศเทพ บุญทอง กล่าวว่า ในกรณีผู้ใกล้ชิดผู้ติดเชื้อทั้ง หญิงสาวที่เดินทางไปจังหวัดเชียงใหม่ และหญิงสาวทั้ง 2 คนที่ตรวจพบเชื้อในจังหวัดเชียงราย มีผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง 22 ราย ซึ่งติดตามได้แล้วทั้งหมดและอยู่ในระหว่างการตรวจหาเชื้อไวรัส นอกจากนี้ยังสืบหาพบว่า หญิงสาวทั้ง 2 คนที่พบเชื้อในจังหวัดเชียงรายได้สั่งอาหารจากฟู้ดเดลิเวอรี่ จึงจะต้องติดตามพนักงานส่งอาหารมาตรวจโรคด้วย ซึ่งคาดว่าจะต้องติดตามตัวอีกรวมกันกับกลุ่มแรกแล้วประมาณ 30 คน ซึ่งในกลุ่มเคสนี้ไม่น่าเป็นห่วงเพราะว่าไม่ได้เดินทางไปในแหล่งชุมชนที่ใด ซึ่งต่างจากกรณีในจังหวัดเชียงใหม่ที่เดินทางไปตามสถานที่ท่องเที่ยวและสถานบันเทิงหลายแห่ง

นายประจญ ปรัชญ์สกุล กล่าวว่า กรณีที่มีการลักลอบเดินทางเข้ามาตามแนวชายแดนนั้นส่วนใหญ่พบว่าเป็นคนไทยที่ได้ข้ามไปทำงานตามสถานบันเทิงในพื้นที่ จ.ท่าขี้เหล็ก แต่เมื่อมีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้สถานบันเทิงปิดตัว ทำให้ไม่มีงานทำ ประกอบกับกลัวว่าจะติดเชื้อ จึงได้พยามลักลอบกลับมายังประเทศไทย แต่เนื่องจากเดินทางไปยังประเทศเมียนมาโดยผิดกฎหมายจึงไม่สามารถกลับมาตามช่องทางปกติได้ ซึ่งตามกฎหมายของประเทศเมียนมามีโทษถึงจำคุก ทำให้บุคคลกลุ่มดังกล่าวต้องหลบหนีกลับประเทศไทยตามเส้นทางธรรมชาติ หรือติดต่อกับนายหน้าเพื่อพาข้ามพรมแดน ซึ่งในเบื้องต้นทางฝ่ายไทยก็ได้มีการติดต่อประสานงานกับประเทศเมียนมา โดยทางศูนย์ประสานงานชายแดนส่วนท้องถิ่นไทย-เมียนมา เพื่อหาทางให้กลุ่มบุคคลดังกล่าวกลับเข้ามาตามช่องทางที่ถูกต้องเพื่อจะได้มีการคัดกรองโรคตามขั้นต้องเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด

ในส่วนมาตราการของจังหวัดก็ได้มีการเข้มงวด และจะได้สั่งการให้นายอำเภอแต่ละอำเภอแจ้งให้ผู้นำชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ตรวจสอบบุคคลแปลกหน้า และประชาสัมพันธ์ให้บุคคลที่เดินทางกลับมาจากประเทศเมียนมาโดยไม่ผ่านการคัดกรอง ให้มารายงานตัวเพื่อจะได้เข้าสู่ระบบการตรวจหาเชื้อและคัดกรองโรค เพื่อความปลอดภัยของชุมชน หากปกปิดหรือหลบซ่อนอาจจะเป็นอันตรายต่อครอบคัวของตนเอง และชุมชนได้ ด้านขบวนการลักลอบข้ามแดนนั้น ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ติดตามขบวนการลักลอบข้ามแดน โดยพบว่าส่วนใหญ่จะเป็นการติดต่อผ่านชาวเมียนมาที่หลบซ่อนอยู่ในฝั่งประเทศไทย เพื่อนัดจุดที่จะนำผู้หลบหนีมาส่งให้และพาไปยังจุดต่างๆ โดยจะมีการนัดแนะเป็นครั้งไป ไม่ได้เป็นขบวนการ โดยที่ผ่านมาพบว่ามีการโพสต์ในโซเชียลว่าสามารถนำพาข้ามพรมแดนได้ ครั้งละ 3,000 -5,000 บาท นั้น ทางเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบและโทรไปตามหมายเลขดังกล่าวแล้วแต่ไม่สามารถติดต่อได้ อย่างไรก็ตามทางเจ้าหน้าที่ก็ได้มีการติดตามพฤติกรรมของกลุ่มคนดังกล่าอยู่ และมีข้อมูลบ้างแล้ว ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการติดตามจับกุม

ด้าน นายแพทย์ไชยเวช ธนไพศาล กล่าวว่า โรงพยาบาลเชียงรายศูนย์ประชานุเคราะห์ได้มีการซ้อมแผนเตรียมความพร้อมในการรับมือกับการแพร่ระบาดของไวรัส โควิด-19 หลายครั้ง ตามนโยบายของท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ทำให้มีความพร้อมในการรับมือกับผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัส จึงไม่มีความกังวลหากมีผู้ป่วยเข้ามารักษาในโรงพยาบาล