Spring News

อีกหนึ่งภารกิจ ผบ.ตร. ที่แบกชีวิตลูกน้อง 2 แสนคนไว้บนบ่า

29 ม.ค. 2564 เวลา 10:10 น.

เปิดใจ “บิ๊กปั๊ด” ไม่ชอบพูด แต่ชอบทำ น้อมรับเสียงก่นด่า เผยหนี้ตร. 270,000 ล้าน ตำรวจ 2.09 แสน เฉลี่ยคนละ 1 ล้าน เตรียมหาทางช่วยลูกน้องปลดภาระ ถก 2 แบงก์ปรับโครงสร้างหนี้ - สร้างรายได้เสริม

ได้มีโอกาสสนทนากับ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. บิ้กปั๊ด หรือ พี่ปั๊ด ของน้องๆ เจ้าของรหัสเรียกขาน “พิทักษ์ 1” คนที่ 12 ซึ่งโดยปกติช่วงเวลาที่สนทนากับคนในเครื่องแบบ ผู้ถืออำนาจ มียศ มีบั้ง ในฐานะประชาชน แม้ไม่เคยทำอะไรผิด แม้ไม่เคยกระทำผิดกฎหมาย มักมีความรู้สึกว่าถูกคุกคาม เกร็ง จะพูดจาอะไรก็เกร็งๆหวั่นๆ

ก็เหมือนๆ ประชาชนทั่วไปที่พอดีพอร้าย ไม่อยากไปข้องแวะกับตร.แถมลึกๆ ข้างในมีภาพที่ดำมืดของคนใส่เครื่องแบบสีกากี ที่ถืออาวุธประเภทนี้เสียด้วยซ้ำ แน่นอนหล่ะเขาต้องหาเรื่องสักเรื่องเอากับประชาชนจนได้ 

แต่กลับไม่รู้สึกเช่นนั้น เมื่อใช้เวลาร่วม 2 ชั่วโมงในการสนทนากับพี่ปั๊ด ที่ในความรู้สึกบอกว่า ก็มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง ที่มีความตั้งใจในการทำงานสูง และบังเอิญมาเป็น “ผบ.ตร.” ผู้นำหน่วยสูงสุดกำลังพล 2.09 แสนนาย 

“ผมไม่ค่อยชอบพูด แต่ชอบทำให้เห็นมากกว่า จะชวนลูกน้อง ชวนรองผบ.จูงมือไปด้วยกันไปทำ” ผบ.ปั๊ดว่า 

เป็น “ผบ.ปั๊ด” คนเดียวกันกับที่ก้าวขึ้นนำหน่วย ในยามที่โควิดระบาดอย่างหนัก ในช่วงที่มีผู้ชุมนุมดาวกระจายไปล้อมที่นั่น ปลุกระดมที่โน่น ซึ่งต้องอาศัยกำลังพลในการดูแลความสงบเรียบร้อย  เรียกว่าก้าวขึ้นเป็นผู้นำหน่วย แทบไม่มีช่วงเวลาฮันนีมูนในตำแหน่ง แต่ต้องวิ่ง สู้ ฟัด ตั้งแต่วันแรกหลังรับไม้ต่อจาก “บิ๊กแป๊ะ - พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา” ซึ่งตำแหน่งผบ.ตร.มีคนจ้องขย้ำ เลี่อย ทุบ อยู่ตลอดเวลาเพื่อให้หลุดเก้าอี้ เพื่อดันคนตัวเองเข้าสวม เพื่ออิงแอบกับอำนาจ 

พักรบชั่วคราวเมื่อผู้ชุมนุมประกาศพัก ก่อนกลับมาเป็นระยะๆ แต่ไม่มีม็อบใหญ่ แต่กลับมีสถานการณ์โควิดรอบ 2 มาแทน 

ตำรวจจะเกี่ยวอะไรโควิด ทั้งที่ดูเผินๆ สาธารณสุข หมอ พยาบาลโน่น จึงจะรับไปเต็มๆ 

 แต่ให้ตายเถอะ ตร.เกี่ยวข้องทุกเรื่องและมีเหตุ หน้าที่ที่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องตำรวจ ผู้ถูกด่าคนแรกก็เป็นตร.นั่นแหล่ะ มีอะไรผิดพลาด บกพร่อง ไม่ต้องสนใจ ด่าตำรวจไว้ก่อน มันเป็นเช่นนั้นจริงๆ

อันที่จริงก็น่าเห็นใจประชาชนและมีเหตุให้ควรบริภาษตำรวจ สำหรับโควิดเที่ยวนี้ เพราะการระบาดใหญ่เกิดจากบ่อนการพนัน การลักลอบเข้าเมืองของคนต่างด้าว ซึ่งตร.มีหน้าที่โดยตรงในการกวดขันจับกุม โดยเฉพาะบ่อนการพนันในภาคตะวันออก ที่เป็นต้นตอแพร่กระจายในวงกว้าง เมื่อผู้บังคับบัญชาตร.บางจังหวัดออกมาบอกว่า ไม่มีบ่อน แค่บ่อนวิ่ง ตรวจสอบแล้วไม่มี ก็เป็นเรื่องเป็นราวให้ถูกค่อนแคะ ประชาชนรู้กันทั้งเมือง แม้กูเกิลยังเสิร์ชได้ว่าบ่อนอยู่ที่ไหน ยกเว้นตร.ที่ไม่รู้ที่ตั้ง ไม่รู้ใครดำเนินการ

“ก็น้อมรับเสียงก่นด่า ก็ต้องทำหน้าที่ต่อไป ปล่อยปละละเลยบกพร่อง ก็ย้ายออกมา แต่จะให้ไปลงโทษอะไรที่แบบสะใจประชาชนก็ทำไม่ได้ มันก็มีกฎหมาย ระเบียบรองรับอยู่ ทำไปนอกเหนือจากนี้คงไม่ได้และไม่มีการเข้าด้วยช่วยเหลือ แบบย้ายชั่วคราวให้พ้นๆ พอเรื่องเงียบกลับไปใหม่อันนั้นไม่มี ทุกอย่างต้องไปตามข้อเท็จจริง” ผบ.ปั๊ด ระบุ

ว่าที่จริงก็น่าเห็นใจบ่อนมันก็มีมานาน ไม่ใช่เพิ่งมามี มาตั้งในสมัยที่บิ๊กปั๊ด เป็นผบ.ตร.ไม่ จะไปโทษผบ.ปั๊ดทั้งหมดคงไม่ได้ แต่เป็นปัญหาภาพรวมในเชิงโครงสร้างมาโดยตลอด ไม่ว่าใครเป็นผบ.ตร. สังคมก็คงมิอาจปฏิเสธการคงอยู่ของบ่อน ถ้าโครงสร้างอำนาจยังบิดเบี้ยวเช่นนี้ ฉะนั้นเมื่อมีอยู่ มีจริงเช่นนี้ คำถามคือทำอย่างไรที่ทำให้ถูกต้อง ถูกที่ ถูกทางเสีย ลดความเทา ลดความดำมืดของมันลง ว่าแต่สังคมพร้อมถกเถียงเอาจริงเอาจังและหาทางออกกับมันหรือเปล่า

กลับไปที่ “บิ๊กปั๊ด” พูดถึงความตั้งใจที่อยากทำ คือ หาทางช่วยลูกน้องในภาระหนี้สิน

รู้มั้ยตร.มีหนี้เท่าไร่ หนี้ตำรวจทั้งหมดอยู่ที่วงเงิน 270,000 ล้านบาท ตร.ทั้งหมด 2.09 แสนคน เฉลี่ยคนละ 1 ล้านบาท หนี้ที่มาส่วนใหญ่ ซื้อทรัพย์สิน ที่อยู่อาศัย บ้าน รถ  ส่งลูกเรียน ค่าใช้จ่ายอุปโภค บริโภค

“ผมได้เจรจาขอพักหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้กับธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสินไปแล้ว” ผบ.ตร.ว่า

หลังจากนี้กำลังพิจารณาว่าจะสร้างรายได้อื่นมาเสริมให้กับตร. กับครอบครัวของตร.อย่างไร ได้สั่งการให้สำรวจทรัพย์สินของตร.ทั่วประเทศ และจะนำทรัพย์สินมาใช้ประโยชน์กับตร.อย่างไร เช่น หากมีที่มีทางอาจเปิดตลาดให้แม่บ้านตร.ไปขายของ ทำอาชีพเสริม

ตอนนี้ไปเจรจา ปปง.ขอเช่าทรัพย์สินที่ปปง.เขายึดมา เช่น  มีคอนโดฯ มีที่ดินของ “เสี่ยเปี๋ยง” ที่เขายึดตามกฎหมาย ก็จะเข้าไปดู จะใช้ประโยชน์ สร้างให้เกิดอาชีพเสริมได้อย่างไร

นอกจากนี้ยังจะเข้าไปเจรจากับบริษัทใหญ่ๆ เพื่อขอทุนการศึกษาให้กับบุตร-หลานตร.โดยทำสัญญาระยะยาว ขอทุนตั้งแต่ต้นจนจบเข้าทำงานในบริษัท เช่น ถ้าหากลูกตร.ต้องการเรียนในสาขาที่ตรงกับความต้องการของบริษัท ก็ทำตั้งแต่เรียนจนจบทำงานไปเลย อันนี้ก็ช่วยปลดเปลื้องบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายค่าเทอมของตร.ลงได้

ผบ.ปั๊ดยังบอกว่า หลังจากนี้เขาจะมี “ผบ.ตร.พบประชาชน” ซึ่งจะเปิดแถลงทั้ง 2 ทาง โดยอาจเป็นการ Live สด บอกเล่างานภารกิจในหน้าที่ แต่ที่สำคัญจะเปิดให้มีการซักถามโดยตรงได้ทุกเรื่อง

"ผมไม่มีวาระอะไรซ่อนเร้นอะไรใครอยู่แล้ว พร้อมตอบคำถามทุกเรื่อง ทุกคน” ผบ.ตร.กล่าว

ได้รู้จัก ได้เห็นความตั้งใจทำงานในฐานะผู้นำหน่วยของตร. เจ้าของรหัส “พิทักษ์ 1” พอสมควร ประชาชาชนต้องสัมผัสกับงานตร.ตั้งแต่เช้ายันเย็น ยันดึกดื่นตลอดวันตลอดคืน

เช้ามาออกจากบ้านก็พบตร.ปฎิบัติหน้าที่บนท้องถนน ตร.จราจรจำนวนส่วนใหญ่ต้องเผชิญฝุ่น ควันพิษ โดยตรงมีปัญหาเรื่องสุขภาพ ก็ต้องหาทางบรรเทา แต่ต้องปฏิบัติหน้าที่

สายๆ ตลอดวันยันกลางค่ำ กลางคืน ต้องมีรถสายตรวจออกปฏิบัติการ สายสืบก็ทำหน้าที่ตลอดเวลา ดูแลความปลอดภัยให้ประชาชน ให้ประชาชนอุ่นใจ

อย่างไรก็ดี ตอนนี้ ผบ.ตร.สั่งไม่ให้มีการตั้งด่าน ซึ่งปรากฏว่าคดี หรืออาชญากรรมก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่อาจเป็นเพราะโควิด

“ความจริงเรื่องด่านเรื่องจราจรนี่ การกระทำผิดต่อไปผมจะนำการตักเตือนมาใช้ก่อน เช่น ตรวจสอบพบโดยกล้องอิเล็กทรอนิกส์ เราก็ให้เขาเห็นว่าผิดอย่างไร แต่รอบนี้ตักเตือนแล้ว บันทึกลง สลิปแล้ว เจ้าตัวก็รับทราบ มีครั้ง 1 ครั้ง 2 ครั้ง 3 ต้องปรับนะ ไม่เน้นทำยอดใบสั่ง เพราะคุณรู้ไหมออกใบสั่งในพื้นที่อบต. ค่าปรับก็ใช่ว่าเข้าตร. เป็นของท้องถิ่น 100% และการปรับก็ต้องมีหลักฐานชัดเจน ไม่มีดุลพินิจของเจ้าหน้าที่”

เป็นความตั้งใจ มุ่งมั่นภารกิจ บ่งบอกตัวตนความเป็น “ผบ.ปั๊ด” ได้ระดับหนึ่ง ตลอดการสนทนา รอบหน้ามาว่าเรื่องแนวคิดปฏิรูปตำรวจ ในมุมผบ.ปั๊ด !!

ข้อมูล : ฐานเศรษฐกิจ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด