"อนุทิน" ยันคลัสเตอร์ ตม.บางเขน ไม่ใช่โควิดระลอก 3

23 มี.ค. 2564 เวลา 4:47 น.

"อนุทิน" ยันการติดเชื้อโควิดกลุ่มก้อนคลัสเตอร์ใหม่ ไม่ใช่การระบาดระลอก 3 เผยตั้ง รพ.สนาม รองรับเคส “สตม.บางเขน-สวนพลู” ขออย่ากังวลยึดความปลอดภัยประชาชนเป็นหลัก แย้มข่าวดี องค์การเภสัชฯ พัฒนาวัคซีนคนไทยจากเชื้อตาย ทดลองฉีดอาสาสมัครแล้ว

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามชั่วคราว ที่สโมสรตำรวจ เพื่อรองรับผู้กักขังติดเชื้อโควิด19 ภายในสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองบางเขนและสวนพลู กรุงเทพมหานคร ว่า ตนได้ประสานกับ พล.ต.ท.สมพงษ์  ชิงดวง ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองโดยตลอด เพื่อบริหารจัดการและรองรับผู้ติดเชื้ออยู่ภายใต้การควบคุม ซึ่งทางตำรวจก็มีแพทย์ของโรงพยาบาลตำรวจดูแลอยู่แล้ว แต่หากมีการร้องขออะไรมาทางกระทรวงสาธารณสุข ก็พร้อมที่จะให้การสนับสนุน แต่ทั้งนี้ได้ให้คำแนะนำถึงแนวทางต่างๆ ว่าควรจะปฏิบัติ กับผู้ที่เข้ามารักษาในโรงพยาบาลสนามอย่างไร

นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่อยากให้มองถึงจำนวนยอดรวมของผู้ติดเชื้อ แต่ให้ดูว่าการกระจายไปอยู่นอกเหนือการควบคุมหรือไม่ ซึ่งตอนนี้ไม่มีการกระจาย แต่เป็นการติดเชื้อเฉพาะกลุ่ม หรือคลัสเตอร์ ที่ระบบควบคุมสามารถไปดูแลได้ ซึ่งยืนยันว่าขณะนี้ไม่ใช่การแพร่ระบาดในระลอกที่ 3 

ส่วนจะต้องทำความเข้าใจกับชุมชนโดยรอบสโมสรตำรวจที่ใช้ตั้งเป็นโรงพยาบาลสนามหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า โรงพยาบาลสนามตั้งอยู่ในสโมสรตำรวจ ซึ่งมีรั้วรอบขอบชิด และบริเวณใกล้เคียงก็ไม่ได้มีชุมชน ขออย่ากังวล และการตั้งโรงพยาบาลสนามก็ต้องมีการรักษาระยะห่างกับชุมชน อาจจะเป็นกี่ร้อยเมตร หรือเป็นกิโลเมตร เช่นเดียวกับการเว้นระยะห่างระหว่างบุคคล ที่ต้องเว้นระยะห่าง 1.5 เมตร และส่วนใหญ่คนที่เข้าไปในโรงพยาบาลสนามก็คือผู้ที่ไม่แสดงอาการ เพราะถ้าเป็นผู้ติดเชื้อ ที่มีอาการก็จะเข้าไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลหลัก เพื่อให้การรักษาตามขั้นตอนทางการแพทย์ ดังนั้นขอให้สบายใจและกรมควบคุมโรคก็ดูแลเรื่องนี้มาตลอดและต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นหลักสำคัญที่สุด

นายอนุทิน กล่าวถึง การที่องค์การเภสัชกรรม พัฒนาวิจัยวัคซีนป้องกันโควิด19 ชนิดเชื้อตาย ที่พัฒนาโดยคนไทย ว่า เป็นการพัฒนาร่วมกับสถาบันการแพทย์ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรมได้รายงานว่าเป็นการพัฒนาจากเชื้อตายและใช้ไข่ไก่สด ซึ่งทางองค์การเภสัชกรรมมีโรงงานผลิตวัคซีน จึงมีการนำมาวิจัยและพัฒนาโดยการใช้ทุนขององค์การเภสัชกรรมเอง และวันนี้ได้มีการฉีดวัคซีนให้กับอาสาสมัครกว่า 100 คน ซึ่งกว่าจะมาถึงขั้นตอนนี้ได้จะต้องผ่านขั้นตอนตามมาตรฐาน และถ้าทำตรงนี้สำเร็จก็จะมีวัคซีนของประเทศไทยและมีคนไทยเป็นเจ้าของเทคโนโลยี ซึ่งเบื้องต้นระบุว่าสามารถผลิตได้ 30 ล้านโดสต่อปี แต่ในอนาคตกำลังการผลิตอาจจะขยายเพิ่มขึ้นได้อีก ซึ่งวันนี้ขอให้มั่นใจว่าเรื่องวัคซีนนั้นไม่ใช่ประเด็นปัญหา แต่ตอนนี้ต้องคิดว่าจะทำอย่างไร จึงจะเปิดประเทศได้ และต้องกระจายวัคซีนไปยังเมืองท่องเที่ยวต่างๆ เช่น ภูเก็ต สมุย ซึ่งในเรื่องวัคซีนขณะนี้เป็นไปตามแผนและกำหนดการที่ได้วางไว้ ไม่มีอะไรล่าช้า ทุกอย่างสอดคล้องตามสถานการณ์ อย่างไรก็ตาม ถ้าในอนาคตวัคซีนขององค์การเภสัชกรรมสำเร็จก็อาจจะมาเสนอให้ทางภาครัฐ ได้พิจารณาให้การสนับสนุนต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด