Spring News

27 ชาติกลุ่มอียู ฟื้นการท่องเที่ยว ฉีดวัคซีนกันโควิดแล้วเข้าประเทศได้

21 พ.ค. 2564 เวลา 5:55 น.

สหภาพยุโรป อนุมัติข้อเสนอ เปิดพรมแดนให้นักเดินทางต่างชาติที่ได้รับวัคซีนกันโควิด-19 สามารถเดินทางท่องเที่ยวได้ใน EU ตั้งแต่ฤดูร้อนนี้เป็นต้นไป แต่ก็นับว่าเป็นข่าวดี โดยนโยบายนี้หวังช่วยกระตุ้นธุรกิจท่องเที่ยวให้ฟื้นตัวขึ้นหลังบอบช้ำจากการปิดพรมแดน 1 ปีเต็ม

•อียูเปิดพรมแดนสำหรับคนฉีดวัคซีน

ตัวแทนจากทั้ง 27 ชาติสมาชิกสหภาพยุโรป หรือ อียู  อนุมัติข้อเสนอของคณะกรรมาธิการยุโรป ในประเด็นการผ่อนคลายมาตรการจำกัดการท่องเที่ยวสำหรับชาวต่างชาติก่อนฤดูร้อนที่กำลังจะมาถึง หลังจากต้องล็อกดาวน์กันนักท่องเที่ยวเพราะพิษโควิด-19 ระบาดมานาน
    โดยการผ่อนคลายมาตรการ จะส่งผลให้ชาวต่างชาติจากประเทศที่มีผู้ติดเชื้อน้อย และผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนที่ได้รับการรับรองจากอียูครบแล้ว เดินทางเข้าประเทศในกลุ่มอียูได้
    ทั้งนี้ วัคซีนที่ทางอียูรับรองว่า ใครที่ฉีดครบโดสแล้วเข้ามาท่องเที่ยว ใน 27 ประเทศยุโรปได้ ได้แก่ วัคซีนที่ได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก หรือ WHO อาทิ วัคซีนPfizer , วัคซีนจอหน์สันแอนด์จอห์นสัน  ,วัคซีนโมเดอร์น่า, วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า และ วัคซีนซิโนฟาร์ม เท่านั้น  และไม่มีรายชื่อวัคซีนซิโนแวคที่ประเทศไทยใช้เป็นหลัก
    อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหนึ่งเงื่อนไข ที่สามารถเดินทางเข้าอียูได้ นั่นคือ นักเดินทาง ต้องมาจากประเทศที่การแพร่ระบาดของโควิดไม่รุนแรง ไม่มีไวรัสกลายพันธุ์ระบาด และฉีดวัคซีนจนสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ได้สำเร็จแล้ว

Lazada

Spaintravel

• ฉีดวัคซีนซิโนแวคไปยุโรปได้ไหม ?

ต่อประเด็นคำถามว่า นักท่องเที่ยวประเทศไทย ที่ส่วนใหญ่ได้ฉีดวัคซีนซิโนแวค จะเดินทางเข้าสู่ สหภาพยุโรป ได้หรือไม่นั้น ในประเด็นนี้ต้องถือว่ายังสามารถเข้าได้  แต่จะมาจากเหตุผลเงื่อนไขอื่นๆ   
    เพราะแม้ไทยจะใช้วัคซีนซิโนแวคเป็นหลัก แต่ก็มีนักท่องเที่ยว บางส่วนที่ได้ฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า และก็จะสามารถเข้าสหภาพยุโรป ได้นั่นเอง  ส่วนนักท่องเที่ยวประเทศอื่นๆ ก็ต้องขึ้นอยู่กับเงื่อนไขแต่ละประเทศ
    อย่างไรก็ตาม หากองค์การอนามัยโลก หรือ WHO รับรองวัคซีนซิโนแวคเมื่อไร นั่นก็จะทำให้ คนไทยที่ฉีดวัคซีนซิโนแวคแล้ว ก็จะสามารถเดินทางไปยังยุโรปได้นั่นเอง ด้วยเงื่อนไขนี้ได้นั่นเอง ซึ่งตอนนี้ทาง องค์การอนามัยโลกกำลังพิจารณาวัคซีนซิโนแวคตัวนี้อยู่
    นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวประเทศไทย แม้จะฉีดวัคซีนซิโนแวค ซึ่ง ณ ปัจจุบันองค์การอนามัยโลกยังไม่รับรอง (21 พฤษภาคม 2021 ) ก็อาจจะ เดินทางเข้ายุโรปได้  เพราะเข้าเงื่อนไข เดินทางจากที่การระบาดโควิด-19 ไม่รุนแรงด้วย กล่าวคือ ไทยจะต้องอยู่ใน Safe List ซึ่ง เงื่อนไขของการอยู่ใน Safe List นี้ก็คือ จะต้องมีอัตราส่วนของยอดผู้ติดเชื้อรวมกันในรอบ 14 วันที่ผ่านมา ต่ำกว่า 75 คนต่อหนึ่งแสนประชากร  ซึ่งจะได้รับอนุญาตให้เข้าสหภาพยุโรป แต่ก็มีการคาดการณ์ว่า รายชื่อประเทศ Safe List จะออกอย่างเป็นทางการในสัปดาห์หน้า

•คำนวน Safe List อย่างไร ?

ด้าน ผศ.ดร.วรัชญ์ ครุจิต รองคณบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา คณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ได้แสดงความคิดเห็นผ่านทาง Facebook ส่วนตัวว่าตอนหนึ่งว่า
  

 "เงื่อนไขของการอยู่ใน Safe List นี้ก็คือ จะต้องมีอัตราส่วนของยอดผู้ติดเชื้อรวมกันในรอบ 14 วันที่ผ่านมา ต่ำกว่า 75 คนต่อแสนประชากร (ซึ่งถ้าประกาศใช้จริงๆคงจะวุ่นวายน่าดู เพราะจะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา) ซึ่งจะได้รับอนุญาตให้เข้า EU สำหรับ Nonessential Reasons เช่นกัน (คือการเดินทางที่ไม่จำเป็นเร่งด่วน) เช่นการท่องเที่ยว หรือทำธุรกิจ   คำถามต่อมาคือ ถ้ามีการประกาศมาตรการนี้จริงๆ ไทยจะอยู่ใน Safe List หรือไม่?    อันนี้ก็คงขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ณ วันที่ประกาศมาตรการ แต่สมมติว่าเรามีผู้ติดเชื้อ 2,000 คนต่อวัน ต่อเนื่องกัน 14 วัน (อันนี้ขอไม่รวมคลัสเตอร์คุกก่อนละกันนะครับ) ก็จะมียอดรวม 28,000 คน ซึ่งประเทศไทยมีประชากร 70 ล้านคน หากคิดออกมา 28,000 ต่อ 70,000,000 ก็ได้ได้สัดส่วนอยู่ที่ 40 ต่อแสนประชากร ยังห่างจากเกณฑ์เกือบครึ่ง หรือถ้าเราจะให้ถึงเกณฑ์ 75 ต่อแสน เราต้องติดเชื้อรวม 14 วันอยู่ที่ 52,500 หรือวันละ 3,750 ต่อเนื่องกัน 14 วัน ดังนั้นจึงน่าจะค่อนข้างแน่ว่าเราจะอยู่ใน Safe List ของ EU ตามเงื่อนไขนี้ ไม่ว่าจะฉีดวัคซีนอะไร หรือไม่ฉีดก็ตาม

 

•ผ่อนคลายมาตรการเพื่อมีชีวิตต่อไป

ทั้งนี้ด้วยมาตรการในปัจจุบันมีเพียง 7 ประเทศเท่านั้นที่สามารถเข้าอียูได้ ถ้าจะป็นไปตามเงื่อนไขที่ทางสมาชิกสหภาพยุโรป กำหนด  ประเทศที่ผ่านเกณฑ์ก็จะมี อาทิ ออสเตรเลีย อิสราเอล และสิงคโปร์ ส่วนประเทศอื่นๆ สามารถเข้าได้หากมีผลตรวจโควิดเป็นลบหรือต้องกักตัว
    สำหรับผู้ที่ฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 แล้วและต้องการเข้าอียู ต้องฉีดวัคซีนที่อียูรับรอง ส่วนวัคซีนที่องค์การอนามัยโลกรับรองจะได้รับการพิจารณา โดยคนกลุ่มนี้จะต้องได้รับวัคซีนโดสสุดท้ายอย่างน้อย 14 วันก่อนเดินทาง สำหรับเด็กต้องเดินทางกับผู้ปกครองที่ฉีดวัคซีนแล้ว
    โดยมาตรการนี้ที่ออกมา ก็เพื่อช่วยเหลือทุกๆประเทศในอียู ที่มีรายได้หลักจากการท่องเที่ยว โดยเฉพาะประเทศที่เศรษฐกิจพึ่งพาการท่องเที่ยว เช่น กรีซ และสเปน
    สำหรับ สหภาพยุโรป ที่ยอมลดเงื่อนไขในการเดินทางเหล่านี้ นั่นเป็นเพราะ ทั่วโลกมีความคืบหน้าเรื่องการฉีดวัคซีนมากขึ้น โดยทั่วโลกฉีดวัคซีนโควิด-19 ไปแล้ว 1,414 ล้านโดส ขณะเดียวกันอียูก็ยอมให้ยกเลิกการผ่อนคลายนี้ได้ภายหลัง ถ้าหากพบว่าการผ่อนคลายนี้ทำให้เกิดการระบาดเพิ่มขึ้น
   

ทุกอย่างยังสามารถยืดหยุ่นได้...ขอเพียงแต่ให้ ทุกประเทศได้มีโอกาสฟื้นจากวิกฤตครั้งนี้บ้าง...ได้หายใจพ้นเหนือน้ำบ้าง...

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด