Spring News

เห็ดเผาะ เชิญยิ้ม กับชีวิตจริงที่ไม่ตลก เจอมรสุมโควิด ถูกยึดบ้าน-ยึดรถ

23 มิ.ย. 2564 เวลา 4:20 น.

ขำไม่ออก! "เห็ดเผาะ เชิญยิ้ม" เล่าชีวิตจริงที่ไม่ตลกเหมือนในจอ มีแต่คราบน้ำตา เผยโควิดทำธุรกิจเจ๊งหมดทุกอย่าง โดนยึดรถ-ยึดบ้าน เตรียมย้ายครอบครัวไปสู้ต่อที่ต่างประเทศ

เส้นทางชีวิตจริงของนักแสดงตลก "เห็ดเผาะ เชิญยิ้ม" ที่สร้างรอยยิ้มให้กับทุกคน แต่เบื้องหลังการใช้ชีวิตจริงๆ นั้น กลับเป็นชีวิตที่ไร้เสียงหัวเราะ มีแต่คราบน้ำตา

โดยล่าสุดเจ้าตัวได้เปิดใจกับรายการ ต้มยำอมรินทร์ เล่าถึงเรื่องราวในชีวิต เพราะว่าจริงๆ แล้วชีวิตจริงไม่ได้ตลกเลย เพราะการลงทุนกับธุรกิจที่คิดว่าดี คิดว่าใช่จะพาให้ครอบครัวสบาย

ทำเงินได้ดี แต่สุดท้ายกลับล้มไม่เป็นท่า จนตัวเองสติหลุดต้องเข้าวัดบวช เพื่อเรียกสติ พร้อมเผยเตรียมย้ายครอบครัวไปอยู่ต่างประเทศ

โควิดเข้ามา คืองานทุกอย่างหยุดเลยใช่ไหม?

"มันก็หยุดทุกอย่างเลยค่ะ ชีวิตของเราพอเจอคนร่วมงาน หรือญาติ หรือคนรู้จักเขาก็จะถามเราว่า เห็ดเผาะ เป็นยังไงบ้าง เราไม่รู้ว่าจะตอบยังไงเลยค่ะ เราก็ตอบว่าเป็นเหมือนพี่นั่นแหละ

แต่บังเอิญคือเราดวงไม่ดีด้วย เกี่ยวกับการทำธุรกิจของเราด้วย ซึ่งเราเริ่มทำเลยคือเปิดมินิมาร์ทที่สวนผัก ตอนนั้นมันเป็นอพาร์ทเม้นท์ของคนที่เรารู้จัก

เราไปดูทำเลแล้วรู้สึกว่าโอเค เราเลยถามเขาว่าเราเปิดได้ไหม ค่าเช่าประมาณเดือนละ 6,000 บาท ช่วงแรกๆ ที่เปิดเราไปขายเองเลยขายดีเลยนะคะ

ช่วงเช้าขายดีมากที่สุด กลางวันจะนิ่งๆ หน่อย ส่วนเสาร์ อาทิตย์ คือเคยขายได้เป็นหลักหมื่น แต่มันก็เป็นดวงพอเราขายของตรงนี้ก็จะมีงานเข้ามาให้ไปทำ

เพราะตอนนั้นคาเฟ่ยังเปิดอยู่ (เปิดแบบปลายๆ พระราม 9 แล้ว) เราก็ให้ลูกดูบ้าง หลานดูบ้าง จากที่เราขายได้วันละ 6-7 พันบาท กลับมาขายได้วันละ 300 บาท เพราะว่าเด็กไม่ได้ใส่ใจก็เจ๊งไป"

"แล้วพอหลังจากนั้นเราก็มีความรู้สึกว่าอยากเปิดร้านขายสเต็ก พอเราได้เงินมาก็เปิด เราก็ตั้งชื่อร้านว่า สเต็กเห็ดเผาะ คนไม่เข้าร้านเลย เพราะว่าคนเขาเข้าใจผิดว่าสเต็กใส่อะไร

ถึงขนาดที่บางคนเข้ามาถามว่าเห็ดมันสามารถมาทำสเต็กได้เหรอ แล้วพ่อถั่วแระ เขาก็มาทักเราว่าทำไมเราไม่เอารูปตัวเองขึ้นโชว์ที่ร้าน เราก็ไปทำตามก็มีคนรู้จักก็เข้ามาทานที่ร้าน

แล้วแฟนเราก็เป็นคนทำแล้ว ก็มีอันต้องไปทำงานอีก เราก็ให้พี่ป้าน้าอามาอยู่ที่ร้านช่วยก็เละอีก พอเรากลับมาจากทำงานมาที่ร้าน ลูกค้าก็มาบอกเราว่ารสชาติที่เขาเคยกินไม่ใช่แบบนี้ แล้วก็ไม่มีลูกค้าเข้าร้านเลย"

"เราทำมาทุกอย่างเลยค่ะ มินิมาร์ท ร้านสเต็ก ปลาเผา ร้านนวด เจ๊งหมดเลย เพราะเราไม่ได้คุมเองด้วย และโควิดเข้ามาด้วย ซึ่งการทำธุรกิจของเรา พอทำไปทำมา กลายเป็นหนี้เลย"

โดนยึดรถ ยึดบ้าน เพราะเกิดจุดที่ไม่มีจะผ่อนจริงๆ ?

"ไม่มีเลยค่ะ ตอนแรกที่เราทำธุรกิจคือ ไม่ได้มีการกู้เลย แต่หลังๆ มาคือเริ่มที่จะมีการกู้ เพราะอย่างตอนแรกเราทำงานได้เงินมาเอาไปลงทุน แต่พอเรายิ่งลงทุนยิ่งจมลงไป

เราก็ยิ่งเอาเงินไปถมที่จมลง เพื่อให้มันอยู่ได้ แล้วก็มีธุรกิจอีกตัวที่ทำ คือเราไปรับมาแล้วก็มาปล่อยต่อ เพื่อจะเอากำไร แต่มันไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด มันกลายเป็นดินพอกหางหมู

พอสินค้าที่เรารับมาส่งมาไม่ได้ เพราะว่ามันมาจากต่างประเทศใช่ไหมคะ พอมาไม่ได้เรากลายเป็นหนี้เลย เราต้องรับผิดชอบจากมีเงินซัพพอร์ต กลับกลายเป็นไม่มีไปเลยเราก็ต้องขายโน้น ขายนี่"

"ยอมให้เขาเอารถไปขายจนหมดแล้ว เหลือเงินอยู่หลักหมื่นก็ไปซื้อรถคันหนึ่งมาไว้ใช้ ก็มาถึงจุดพีคมากๆ เลยคือเหลือคันนี้คันเดียว

แล้วช่วงที่เรามาอัดรายการ คือไปขับรถชนหกล้ออีก แล้วรถคันนี้ที่เราขับไม่มีประกันด้วย กลับต้องไปเสียเงินให้กับคู่กรณีอีก ที่เล่ามาทั้งหมดคือแค่ย่อๆ นะคะ แต่รายเอียดคือหลายอย่างมาก"

เห็ดเผาะ ต้องประคับประคองทั้งครอบครัว จนป่วยเป็นซึมเศร้า ไบโพลาร์ ?

"ตอนแรกที่เราป่วยหรือเปล่า เพราะว่าเราเล่นตลกมาตั้งแต่ 4-5 ขวบ แล้วเราก็ไปเล่นลิเก แล้วก็กลับมาเล่นตลกต่อ เราเหมือนกับว่ามีอารมณ์แปรปรวน หัวร้อนง่าย

ตอนนั้นเราก็คิดว่าคงเป็นอารมณ์ของผู้หญิงที่ต้องรับมือทุกสิ่งทุกอย่างเองหรือเปล่า จนกระทั่งมาวันหนึ่งที่คนพูดแล้วเรารู้สึกว่าผิดใจไม่ได้เลย

แล้วคือมีวันหนึ่งที่แฟนมาพูดเกี่ยวกับเรื่องร้านเรื่องอะไร (ซึ่งก่อนหน้านี้มีซินแสเขาก็ทักเราแล้ว ว่าเราไม่ได้มีดวงเกิดมาเพื่อเป็นแม่ค้า คุณเกิดมาเพื่อเป็นนักแสดง คุณควรมูฟทุกอย่างกลับคืนให้หมดเถอะ เพราะไม่งั้นทุกอย่างจะเจ๊ง)

ซึ่งพอเราถูกทัก เราก็ยังไม่เชื่อ แล้วประกอบกับแฟนก็อยากให้เราหยุด เขาก็มาบอก เราก็กลับกลายเป็นทะเลาะกัน แต่ทุกครั้งที่ทะเลาะหรืออะไรแบบนี้ แฟนจะหยุดแล้วยอมไป

แต่วันนั้นเขาพูดแค่ว่า เธอไม่ฟังฉันเลย คือสติเราหลุดไปเลย ไปกระชากเอาราวเหล็กที่ใช้สำหรับแขวนตู้เสื้อผ้าออกมา แล้วก็ใช้ท่อนเหล็กตีแฟนทุกอย่างที่ทำได้ คือเสี้ยววินาทีเลยค่ะ"

"แต่พอรู้สึกตัวเรายืนอึ้งกับสิ่งที่เราทำลงไป แล้วเราก็พยายามเดินออกไป วนถามตัวเองว่าเราทำอะไรลงไป แล้วก็ก้มกราบแฟนขอโทษในสิ่งที่เราทำกับเขาลงไป ขอโทษเขาทั้งคืนเลยวันนั้น

แต่เขานิ่ง จนแบบเราไม่รู้จะทำยังไง เราก็เข้าไปในห้องพระ กราบพ่อแก่ตั้งจิตว่าไม่รู้ว่า เพราะอะไรทำไมครอบครัวถึงเป็นแบบนี้ มันอาจจะเป็นวิบากกรรมหรือเปล่า

หรือจะเป็นทุกสิ่งที่เราได้ผิดครูบาอาจารย์หรือเปล่า เพราะเราไม่ได้ไหว้ครูเลย แต่เพราะว่าเราก็เจอวิกฤตแบบนี้ก็ไหว้ครูต้องใช้เงินเยอะ ซึ่งไม่ได้ต้องจัดใหญ่ก็ได้แต่ต้องใช้เงินและสิ่งที่ทำละเอียดอ่อนมาก"

"แล้วหลังจากนั้นเราก็โกนผมเลย แล้วเราก็ทำคลิปขอโทษทุกคน ขอโทษครอบครัว ขอโทษที่เป็นแบบนี้ ตอนนั้นเหมือนสติเราหลุดไปแล้ว แต่พอ พี่กบ เขามาเจอ

เขาก็บอกเราว่าไม่เป็นไรตั้งสตินะ มันอาจจะเป็นวิบากกรรมหรืออะไรก็ตาม ยังไงก็โกนหัวแล้วไปบวชเลย ส่วนตัวแฟนเขาก็ไปบวชพระ ตอนนั้นบวชอยู่ประมาณ 19 วัน"

ชีวิตยังมีลมหายใจ แต่สู้ครั้งนี้ขอไปสู้ที่อเมริกา ?

"มันเป็นสภาวะที่ไม่ไหวแล้ว คือไม่ไหวจริงๆ คือเรามีลูกชาย 2 คน ลูกผู้หญิงหนึ่งคน คือตอนนี้ไม่ได้อยู่ด้วยกันเลย เหมือนครอบครัวมันกระจายไปหมด

เหมือนมีแค่เราสองคนพ่อแม่แล้วก็หลานอีกคน แล้วพอดีมีพี่ตาล พี่เขาทักมาจาก แม็กซิโก (น้ำตาไหล) เขาก็บอกว่าเขาเห็นเรามีปัญหาครอบครัวเยอะมากเลย

เขาก็บอกเราว่ามาหาพี่ไหม มาพักผ่อนกับพี่อย่างน้อยก็ยังได้พักสติพักสมองอยากทำอะไรก็ทำ เพราะพี่ตาลเขาชวนให้เราไปทำอยู่ที่ร้านไม่ต้องไปเป็นลูกน้องใครให้อยู่กับเขา เลยตัดสินใจว่าจะไปก็มีเรา แฟน แล้วก็ลูกคนเล็กไปด้วยกัน เราจะไปกันคือ สิ้นเดือนนี้ค่ะ"

อยากบอกอะไรกับคนที่เจอภาวะหนักหน่วงเหมือนเราบ้าง ?

"อย่างเดียวเลยที่จะอยู่ได้จะอยู่รอด คือต้องไม่ท้อ ต้องมีสติที่จะสู้มัน คือร้องไห้ได้เหนื่อยไม่ไหวอยากร้อง ร้องเลยค่ะ ร้องให้เต็ม เพราะนี่มันคือการลงทุนของเราและเราได้ทำดีที่สุดแล้ว แล้วก็ไปต่อเพราะเมื่อถึงเวลานั้นแล้วเราร้องไห้ขนาดไหนแต่เราไม่ไปต่อ ก็ไม่มีใครสามารถมาดึงมือเราให้เดินต่อได้นอกจากตัวของเราเอง"

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด