ถอดแนวคิด “ท็อป จิรายุส” นัมเบอร์วันโลกการเงินดิจิทัล

04 พ.ย. 2564 เวลา 2:56 น. 515

“ทำสิ่งที่คนส่วนใหญ่มองไม่เห็น” คือนิยามของ BitKub ที่ท็อป จิรายุส คนรุ่นใหม่วัย 31 ปี ใช้เป็นธงนำในการก่อตั้งธุรกิจบริหารเงินดิจิทัลมูลค่าระดับล้านล้าน ฟังแนวคิดที่นำพาไปสู่ความสำเร็จในเวลาเพียง 4 ปี ที่ธุรกิจโต 1,000 %

"สปริงนิวส์" ถอดแนวคิด ท็อป จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา Group CEO ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด เป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ ที่น่าจับตามองมากที่สุดคนหนึ่ง ด้วยวัย 31 ปี และเป็นเจ้าของธุรกิจมูลค่าในหลักล้านล้านบาท หลังจาก SCBX ยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมการเงิน ตัดสินใจร่วมลงทุนในธุรกิจของเขาเป็นมูลค่าถึง 17,500 ล้านบาท ทำให้ BitKub รั้งตำแหน่งสตาร์ทอัพยูนิคอร์น รายที่ 3 ของไทยทันที 

ท็อป จิรายุส และ ผู้บริหาร SCBX ในวันที่ประกาศร่วมลงทุนในดีล 3.5 หมื่นล้านบาท

BitKub เป็นกลุ่มที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับคริปโตเคอเรนซี และ บล็อกเชน เทคโนโลยี ที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย คือ นิยามที่ ท็อป จิรายุส บอกเล่าถึงตัวตนของ BitKub ท็อปบอกด้วยว่า ไม่ว่าจะเกิดโควิดหรือไม่ บริษัทเติบโตถึง 1000% ทุกปี ปีแรก 2018 ทำเงินได้ประมาณ 3 ล้านบาท ปีที่2 ทำเงินได้ 33 ล้านบาท ปีที่ 3 ปี 2020 ทำเงินได้ 345 ล้านบาท ก็ 10 เท่าหรือ 1000% ปีนี้ 2021 ครึ่งปีแรก 6 เดือนแรก ทำเงินได้ 3,500 ล้านบาท สิบเท่าหรือ 1,000 % ทั้งปีน่าจะทำเงินได้ 5,000 ล้านบาท และ Net profit กำไรน่าจะ 2,000 กว่าล้านบาท 
“ไม่ว่าจะเป็นโควิดหรือไม่มีโควิดบริษัทเราโตเฉลี่ย 1,000 เปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว แล้วเหตุผลก็เพราะว่าการทำสตาร์ทอัพ คือ การทำสิ่งที่คนส่วนใหญ่มองไม่เห็น แล้วมันเป็นความจริง Bitkub ก็เช่นเดียวกัน เราเป็นคนส่วนน้อยที่ถูกมากๆ เกี่ยวกับ Bitcoin ในขณะที่คนส่วนใหญ่เข้าใจมันผิด คิดว่าเป็นแชร์ลูกโซ่บ้าง ฟอกเงินบ้าง ตลาดมืดบ้าง ค้ายาบ้าบ้าง แล้วคนส่วนน้อยที่ถูกมากๆ หรือหาสิ่งที่เรียกว่า Important truth เจอ อันนี้คือ "คีย์" ของสตาร์ทอัพ จริงๆ มันจะทำให้เราสามารถที่จะสเกล อันนี้คือข้อแตกต่างระหว่าง SME กับ สตาร์ทอัพ เราสามารถที่จะสเกลได้อย่างมหาศาล สเกล คือ โตติดกัน 4 ปี ซึ่งไม่น่าจะมีบริษัทไหนที่ทำได้ในเมืองไทย”
 

 

วิธีคิด ของ BitKub ในฐานะกลุ่มที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับคริปโตเคอเรนซี และ บล็อกเชน คือ เป็น Fully Digital Base ที่ไม่ต้องมีสาขา ไม่ต้องมีโลจิสติกส์ BitKub ใช้มากกว่า 50 แอปพลิเคชันในการทำงาน วิธีการทำงานของคนรุ่นใหม่ทั้งหมด เป็นแอปพลิเคชันใหม่ที่อยู่บน Cloud หรือเรียกว่า Cloud Base Application ไม่ต้องลงทุนอะไรเองเลย ใช้วิธีจ่ายค่าสมาชิก เหมือนที่จ่ายค่าบริการเน็ตฟลิกซ์ทุกเดือน ทำงานอยู่บนออนไลน์ การลงทุนน้อยมากแต่ ผลกำไรอยู่ที่ 80% ทำให้ตัวเบามากๆ ท็อป เปรียบเทียบให้เห็นว่า บริษัทเขาเป็นเหมือน AirBNB ไม่ต้องลงทุนอะไร แต่มีโรงแรมมากกว่า แมริออท ที่ต้องลงทุนซื้อโรงแรม

BitKub ในอุตสาหกรรมการเงิน
BitKub พยายามจะวาง Infrastructure ให้กับประเทศไทย ที่เราประสบความสำเร็จแล้ว คือ ไฟแนนซ์เชียล แฟลตฟอร์ม เขามองว่า สถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก ก็คือ สถาบันการเงินที่ไม่ต้องมีเงินเป็นของตัวเอง มีแค่ Free Flow of Capital ซึ่งให้คำนิยามว่าเป็น Financial Platform สิ่งที่จะทำในอนาคต ไม่ใช่เป็นไซโล โอนเงินข้ามประเทศก็ทำได้ ซื้อขายหุ้น ซื้อขายที่ดิน 
“ส่วนหนึ่งของอสังหาฯ ส่วนหนึ่งของไฟฟ้า ส่วนหนึ่งคาร์บอนเครดิต ก็ซื้อขายบนหุ้น ไฟแนนเชียลแพลตฟอร์ม แลกเปลี่ยนสกุลเงินตราแบบซูเปอร์ริช ยุคที่แล้ว การแลกเปลี่ยนสกุลดิจิทัลบาท สกุลดิจิทัลหยวนก็ทำได้มันคือ All Channel เหมือนอย่างที่เฟซบุ๊กตอนนี้เป็นทั้ง ดิจิทัลทีวี ดิจิทัลวิทยุ ดูวีดิโอก็ได้ ฟังพอดแคสก็ได้ สื่อสารโฆษณาก็ได้ มันคือ All Channel”  
 

 

ท็อป จิรายุส มองว่า วงการการเงินในอนาคต ก็คือ ไฟแนนเชียล แพลตฟอร์ม คือ All Channel และเมื่อรู้ว่า Metaverse กำลังจะมา BitKub ก็ Launch ตลาดที่เรียกว่า NFT Market สิ่งที่จะทำให้วงการบันเทิงทั่วโลก วงการโฆษณา และวงการเกม ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เขาบอกว่า ให้เวลาไม่เกิน 5 ปี จะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่เราเล่นเกมแล้วได้เงิน จะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่เราดูโฆษณาแล้วได้เงิน จะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่เราจะมี Relationship ที่ลึกซึ้งกับศิลปินที่เราชื่นชอบได้มากกว่าแค่ดูออนไลน์ผ่านวีดิโอ
ในขณะที่ BitKub มุ่งมั่นจะสร้าง Financial Platform ของคนไทย 100% ด้วยความภาคภูมิใจ แต่ท็อป จิรายุส ก็มองว่า อุปสรรคหนึ่งในการเดินหน้างานนี้ คือ Mindset ของหน่วยงานรัฐที่ยังไม่มองในทิศทางเดียวกัน และ ยังกลัวการเปลี่ยนแปลง 
“จริงๆ ถ้าให้พูดตรงๆ เพื่อผลประโยชน์ต่อประเทศของเรา ผมมองว่า Regulator ควรจะต้องตามเทคโนโลยีให้ทันมากขึ้น เพราะทุกวันนี้ Regulator ส่วนใหญ่กลัวสิ่งใหม่ ซึ่งเป็นปกติของมนุษย์เรา มนุษย์ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง ไม่ชอบสิ่งใหม่อยู่แล้ว แต่ Regulator ต้องเข้าใจว่าการพัฒนาประเทศ ต้องเดินไปข้างหน้า อะไรที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงมันคือสิ่งที่ตายแล้ว ประเทศก็เช่นเดียวกัน บริษัทก็เช่นเดียวกัน บริษัทที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง คือ บริษัทที่ตายแล้ว เพราะฉะนั้นการที่ experiment ก็มีทั้ง progress มีทั้งล้มเหลว เป็นเรื่องปกติ บ้านเรายังกลัวการล้มเหลว อันนี้เราควรจะเปลี่ยน Mindset ใหม่”
ท็อป จิรายุส เชื่อว่า เมื่อประเทศไทยมี Financial platform ของตัวเองที่เป็นของคนไทย 100% จะมีอำนาจการต่อรอง ที่ไม่ปล่อยให้เม็ดเงินไหลไปอยู่ในมือต่างชาติ จะมีเม็ดเงินมาพัฒนาประเทศทุกปีและขับเคลื่อนจีดีพีของประเทศในรูปแบบ new economy ที่ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลก เมื่อนั้นเราจะควรจะ “เป็นนกที่บินเก่งมาก แต่ไม่บินทวนกระแสลม” 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด

ข่าวที่น่าสนใจ