
SHORT CUT
Bnomics โดย ธนาคารกรุงเทพ เปิดบทเรียนจากเนเธอร์แลนด์ ต้นแบบการจัดการน้ำระดับโลก ชี้ไทยต้องเปลี่ยนจากรอแก้ปัญหาเมื่อน้ำท่วมเป็นการลงทุนป้องกันล่วงหน้า วางแผนทั้งระบบลุ่มน้ำ ลดความเสียหายต่อชีวิตและเศรษฐกิจในระยะยาว
น้ำลดแล้วไม่ได้แปลว่าความเสียหายจบ เพราะหลายครอบครัวยังต้องแบกรับค่าซ่อมบ้าน ซ่อมรถ และรายได้ที่หายไป ขณะที่ร้านค้าและโรงงานอาจต้องหยุดกิจการ แม้มีระบบป้องกันน้ำท่วมที่แข็งแรง แต่หากถนนถูกน้ำท่วม พนักงานและวัตถุดิบเดินทางมาไม่ถึง การผลิตก็หยุดชะงักได้เช่นกัน
Bnomics โดย ธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่า เหตุการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ ช่วงปลายเดือนกันยายน 2026 สะท้อนความสำคัญของการจัดการน้ำที่ต้องคำนึงถึงทั้งความปลอดภัยของประชาชนและความต่อเนื่องทางเศรษฐกิจ โดยมีเนเธอร์แลนด์เป็นกรณีศึกษาสำคัญ จากประเทศที่เผชิญมหาอุทกภัยในปี 1953 ซึ่งคร่าชีวิตประชาชน 1,836 คน สู่การพัฒนาระบบป้องกันน้ำขนาดใหญ่ผ่านโครงการ Delta Works และแนวทาง Room for the River ที่เปิดพื้นที่ให้แม่น้ำรองรับน้ำหลากได้มากขึ้น
บทเรียนสำคัญสำหรับไทยคือ การเปลี่ยนจากการรอแก้ปัญหาเมื่อเกิดภัย มาเป็นการลงทุนป้องกันความเสียหายล่วงหน้า โดยมหาอุทกภัยปี 2554 สร้างความเสียหายและความสูญเสียทางเศรษฐกิจประมาณ 1.43 ล้านล้านบาท หรือ 12.6% ของ GDP ตามการประเมินของธนาคารโลก โดยภาคเอกชนรับภาระประมาณ 90% ของความเสียหายและความสูญเสียดังกล่าว
นอกจากนี้ การจัดการน้ำไม่ควรพิจารณาเพียงการสร้างเขื่อน ขุดคลอง หรือเพิ่มเครื่องสูบน้ำ แต่ต้องวางแผนเชื่อมโยงทั้งระบบ ตั้งแต่การใช้ที่ดิน การขยายเมือง การพัฒนานิคมอุตสาหกรรม ไปจนถึงการรักษาพื้นที่รับน้ำ เพราะการแก้ปัญหาในพื้นที่หนึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงให้กับอีกพื้นที่ได้ หากขาดการวางแผนร่วมกัน
อีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามคือการดูแลโครงสร้างป้องกันน้ำในระยะยาว ทั้งการตรวจสอบ ซ่อมแซม และจัดสรรงบประมาณบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการคำนึงถึงประชาชนและเกษตรกรที่ต้องใช้พื้นที่รองรับน้ำ โดยมีมาตรการชดเชยที่เหมาะสม
สุดท้าย เป้าหมายของการจัดการน้ำอาจไม่ใช่การทำให้ไม่มีน้ำท่วมเลยทุกพื้นที่ แต่คือการทำให้เมื่อเกิดน้ำท่วม ประชาชนปลอดภัย ความเสียหายต่ำที่สุด เศรษฐกิจหยุดชะงักน้อยลง และประเทศสามารถฟื้นตัวกลับมาเดินหน้าต่อได้เร็วขึ้น