svasdssvasds

‘บิ๊กโจ๊ก’ลั่นไม่เอาคืน แต่มีข้อมูลแน่น เปิดมาตายทั้งสำนักงานตำรวจฯ

‘บิ๊กโจ๊ก’ลั่นไม่เอาคืน แต่มีข้อมูลแน่น เปิดมาตายทั้งสำนักงานตำรวจฯ

‘บิ๊กโจ๊ก’ ไม่ขอเอาคืน เปรยมีข้อมูลเยอะ ลั่นเปิดมาตายทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยังอยากรักษาองค์กรเอาไว้ ยันใช้เงินส่วนตัวดูแลลูกน้อง เอาจากภรรยาซึ่งมีมรดกพันล้าน เผยนับถือ เฮียแต๋ม รู้จักกันมา 20 ปี ทำธุรกิจถูกกฎหมายไม่เกี่ยวเว็บพนัน และเคย ป.ป.ช. ตรวจสอบแล้ว

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล บิ๊กโจ๊ก’ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติให้สัมภาษณ์รายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซต์ไทยแลนด์ ถึงประเด็นที่สังคมกำลังจับตามอง ภายหลังถูกตำรวจบุกค้นบ้านพัก ภายในซอยวิภาวดี 60 กรุงเทพมหานคร โดยมีลูกน้องนายตำรวจ 8 คน มีความเชื่อมโยงกับเว็บไซต์พนันออนไลน์ ว่า ในกรณีที่ใช้เงินส่วนตัวให้ลูกน้องทำงานนั้น หลักคิดของตน พ่อตนเป็นตำรวจ เมื่อมาทำงานก็ต้องทำงานเพื่อแผ่นดิน แล้วตนไม่มีลูก ไม่ต้องส่งลูกเรียนต่างประเทศ ตนเลยเอาเงินมาใช้ทำเพื่อประเทศดีกว่า 

‘บิ๊กโจ๊ก’ลั่นไม่เอาคืน แต่มีข้อมูลแน่น เปิดมาตายทั้งสำนักงานตำรวจฯ

“เงินที่ให้ลูกน้องช่วยทำงานโดยเฉลี่ย 1-2 ล้านต่อเดือน โดยเงินจำนวนนี้นอกเหนือจากงบราชการลับครั้งละ 6 แสน ที่ผบ.ตร.นำมาให้ ซึ่งเงินทั้งหมดถูกต้องตามกฎหมาย เป็นเงินของภรรยา และเงินที่บ้านของผม อย่างคดีแอม ไซยาไนด์ เราไปตั้งฐานที่นครปฐม ต้องจ่ายค่าอาหารเช้า เที่ยง เย็น เบรกก่อนเที่ยงบ่าย โรงแรม ถามว่าเราจะทำงานอย่างรวดเร็ว ตนไม่เคยให้ลูกน้องต้องจ่าย ถามผู้บัญชาการภาค 7 ได้ ผบ.ตร.ก็รู้ เราทำคดีนี้ 3 เดือน ตนหมดไป 7-8 แสนบาทอันนี้แค่คดีเดียว แล้วมันจะไม่ถึงล้านตรงไหน ถามว่ามันอาจไม่มีใครบ้าแบบตน ถ้าไม่ไล่ตนแบบนี้ตนจะไม่พูด เดี๋ยวหาว่าตนไปโม้ แต่ลูกน้องทุกคนรู้หมด วันนี้ถ้าดูเส้นเงินของมินนี่ ที่บอกว่าโอนเข้ามาตรงกับค่าใช้จ่ายของผม ประมาณ 3 ล้านกว่า ผมถามว่าจะรับเงินจากเว็บพนันที่ไหน 3 ล้านกว่า เขารับกันเป็น 100 ล้าน”


 

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า ส่วนเงินของภรรยา นั้นมาจาก หลังพ่อตาเสีย เงินมรดกที่ยังไม่ได้แบ่งก็เกือบพันล้าน เมื่อพ่อตาเสียชีวิต แม่ยายตนก็เป็นผู้จัดการมรดก วันนี้ตนกับภรรยา ตั้งใจทำอะไรก็ได้ที่จะทำบุญให้ประชาชน ตนเป็นตัวอย่างของการปฏิรูปตำรวจตัวจริง เพราะตนเลี้ยงลูกน้อง ไม่ใช่ให้ลูกน้องมาเลี้ยงตน

เมื่อถามถึงประเด็นบ้านทาวโฮมของเฮียแต๋มที่โดนค้นมีความเชื่อมโยงกันอย่างไร พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า ปกติตนอยู่แฟลตตำรวจจนเป็นนายพล แต่พอเราเป็นผู้การ งานเราเยอะขึ้น แต่ตนก็ไม่ได้ไปสร้างบ้าน พ่อตายกที่ดินให้ที่พุทธมณฑลสาย 7 จำนวน 10 ไร่ แล้วให้ไปสร้างบ้าน เราก็ถมที่และเขียนแบบแล้ว แต่ตนสนิทกับเฮียแต๋ม รู้จักกันมากว่า 20 ปี ตั้งแต่ตนเป็นสารวัตร ซึ่งนับถือกันเป็นญาติ ซึ่งก่อนจะออกจากแฟลตตำรวจ ตนก็ถามเฮียแต๋มว่ามีบ้านตรงไหนบ้าง เฮียแต๋มก็บอกว่ามีบ้านหลังดังกล่าว ตนก็เลยมาอยู่ โดยเช่า 2 หลัง และอีก 2 หลังว่างอยู่ก็เลยให้ลูกน้องไปอยู่

‘บิ๊กโจ๊ก’ลั่นไม่เอาคืน แต่มีข้อมูลแน่น เปิดมาตายทั้งสำนักงานตำรวจฯ

เมื่อถามว่า จะมีการเรียกเฮียแต๋มกับภรรยาไปสอบปากคำ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า ตอนตนมีเรื่องใหม่ๆ เฮียแต๋มก็โดน ป.ป.ช. เรียกตรวจสอบมาแล้ว ซึ่งก็บอกว่ามีรายได้ต่อปี 700-800 ล้าน ซึ่งทำธุรกิจขายรถ ตอนนี้เขาสงสัยว่าตนอยู่บ้านคนทำเว็บพนันหรือไม่ ซึ่งเฮียแต๋มเขาทำธุรกิจถูกกฎหมาย ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการพนัน ตนก็บอกให้เฮียแต๋มตั้งโต๊ะแถลงเลย ซึ่งกำลังประสานงานให้แถลงข่าว 

เมื่อถามว่า ตกลงจะเอาคืนไหม พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า

“ผมไม่เอาคืนหรอกครับ แต่ข้อมูลผมมีมาก ผมเปิดเมื่อไรก็ตายกันหมดทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่ยังไม่ขอบอก ผมไม่เอาคืน แต่ข้อมูลมีเยอะ ผมทำตรงไปตรงมาทุกคดี แต่เส้นทางการเงินมันพันกับหลายคน มันไม่ใช่ขี้ไก่แบบของผม เจ้าพ่อเว็บพนันไม่มีใครรู้จักผม และเขากลัวผมหมด ไอ้ที่ทำกับแบบนี้ทำก็ทำได้ แต่ผมยังรักษาองค์กรเอาไว้อยู่”

ทั้งนี้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยังได้อธิบายถึงหลักการขอหมายจับ ถ้าเป็นตำรวจต้องไปขอศาลอาญาทุจริตกลาง แต่ครั้งนี้ที่ไม่ไปขอศาลอาญาทุจริตกลาง เพราะศาลนี้เข้มงวด ยิ่งถ้าเป็นนายตำรวจระดับสูง ยิ่งเข้มงวด เลยไปขอที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลนี้ก็ไม่ใส่ยศเวลาขอหมาย สามารถใส่นายนำหน้าชื่อไปได้ ถือเป็นการปิดบังอำพรางหลอกศาล ยัดไส้ชื่อรวมกับพลเรือนไป

related