
SHORT CUT
กางแผนรับมือเศรษฐกิจไทย หลัง 'สันติธาร' เตือนเจอ 3 คลื่นใหญ่ถล่ม ทั้งของแพง กำลังซื้อทรุด เสี่ยงเกิดภาวะถดถอยทางเทคนิค รัฐต้องเร่งปั๊มมาตรการประคองด่วน
ดร.สันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ภาพเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ปี 2569 สะท้อนความท้าทายหลายด้าน โดยเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญแรงกระแทกจาก 3 คลื่นสำคัญ ได้แก่ พลังงานแพง เงินเฟ้อ และกำลังซื้อที่ชะลอตัว ซึ่งทำให้ภาครัฐจำเป็นต้องเร่งประคองเศรษฐกิจในระยะสั้น เพื่อป้องกันไม่ให้แรงกระแทกดังกล่าวลุกลามจนกลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาว
ขณะนี้เศรษฐกิจไทยไม่ได้อยู่ในภาวะปกติ แต่กำลังเผชิญหน้ากับ "3 คลื่นความท้าทาย" ที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกัน ได้แก่ วิกฤตพลังงานราคาแพง, ภาวะเงินเฟ้อข้าวของขึ้นราคา และ กำลังซื้อของประชาชนที่เริ่มหดตัวลง คลื่นเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเงินในกระเป๋าของทุกคนในเวลานี้
ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือในไตรมาส 3 ปี 2569 นี้ หากตัวเลข GDP ของไทยยังคงหดตัวต่อเนื่องจากไตรมาสที่ 2 จะทำให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ภาวะ "Technical Recession" หรือการถดถอยทางเทคนิคทันที ซึ่งหมายถึงภาวะที่เศรษฐกิจเติบโตติดลบติดต่อกันสองไตรมาส เป็นสัญญาณเตือนภัยที่รัฐบาลมองข้ามไม่ได้
กลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) กำลังตกที่นั่งลำบากจากภาวะ "Double Squeeze" คือรายได้ลดลงแต่ต้นทุนกลับพุ่งสูงขึ้น นอกจากนี้ยังเผชิญปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อและแหล่งเงินทุนที่ยากลำบาก หากปล่อยให้ SME ล้มละลายเป็นวงกว้าง จะกลายเป็น "แผลเป็นทางเศรษฐกิจ" ที่ยากจะเยียวยาในระยะยาว
ท่ามกลางข่าวร้าย ยังมีข่าวดีอยู่บ้าง เมื่อการลงทุนภาคเอกชนในไตรมาส 2 ขยายตัวถึง 13.4% สูงสุดในรอบ 13 ปี โดยเม็ดเงินส่วนใหญ่ไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น AI, เศรษฐกิจสีเขียว และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ สะท้อนว่าเครื่องยนต์ใหม่ของเศรษฐกิจเริ่มทำงานแล้ว แม้เครื่องยนต์เดิมจะติดขัดก็ตาม
ดร.สันติธาร เสนอแนวทางแก้ปัญหาด้วยหลักการ "ประคองวันนี้-เปลี่ยนผ่านเดี๋ยวนี้-ลงทุนเพื่ออนาคต" รัฐบาลต้องเร่งออกมาตรการลดค่าไฟฟ้าและเยียวยาประชาชน พร้อมกับปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมเดิมไปสู่ระบบอัตโนมัติและพลังงานสะอาด เพื่อให้ธุรกิจไทยอยู่รอดได้ในเวทีโลก
ความหวังสุดท้ายของปีอยู่ที่ไตรมาส 4 ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยว รวมถึงการที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลกอย่าง IMF-World Bank และ World Economic Forum ซึ่งคาดว่าจะดึงดูดผู้คนและเม็ดเงินมหาศาลเข้ามาพยุงเศรษฐกิจให้พ้นขีดอันตรายได้ในที่สุด
ที่มา : thansettakij