svasdssvasds

ประวัติ "หมอกฤตไท" เพจสู้ดิวะ หลังสู้มะเร็งปอด การเดินทางไกลครั้งสุดท้าย

ประวัติ "หมอกฤตไท" เพจสู้ดิวะ หลังสู้มะเร็งปอด การเดินทางไกลครั้งสุดท้าย

ประวัติ "หมอกฤตไท" เจ้าของเพจ สู้ดิวะ ที่ต่อสู้กับมะเร็งปอดระยะสุดท้าย เจ้าตัวเคยพิมพ์ข้อความบอกลา เผยว่าเวลากำลังนับถอยหลัง ล่าสุดเสียชีวิตแล้วอย่างสงบ เมื่อเวลาประมาณ 10.59 น.

ถือเป็นข่าวเศร้าของวงการแพทย์ เมื่อ "หมอกฤตไท" หรือชื่อจริงว่า นายแพทย์กฤตไท ธนสมบัติกุล เจ้าของเพจ สู้ดิวะ ผู้ที่แบ่งปันเรื่องราวการต่อสู้กับโรคร้าย หลังตรวจพบมะเร็งปอดระยะสุดท้าย ทั้งที่เป็นคนรักสุขภาพ ไม่สูบบุหรี่ กินอาหารคลีน และออกกำลังกายเป็นประจำ พร้อมเผยว่าอาจเหลือเวลาอีกไม่นาน โดยได้โพสต์ข้อความบอกลา พร้อมข้อความระบุว่า 

ผมคงอยู่ได้อีกไม่นานแล้วครับใครมีอะไรอยากพูดอยากบอกผมเชิญได้เลยครับ ผมน่าจะไปช่วงกลางเดือนหน้า จากนั้นไว้เจอกันใหม่นะครับ ณ ตอนนี้ผมพิมพ์ได้เท่านี้ก็เอาละครับขอบคุณสำหรับทุกอย่างตลอดช่วง 30 ที่ผ่านมาครับ ขอโทษถ้าผมทำให้ใครไม่พอใจครับ

ล่าสุดวันนี้ (5 ธ.ค. 66) คุณพ่อหมอกฤตไท ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ไทภัทร ธนสมบัติกุล เป็นภาพของลูกชายซึ่งจากไปเมื่อเวลา 10.59 น. พร้อมข้อความระบุว่า เดินทางปลอดภัยครับ ลูกชาย #สู้ดิวะ โดยมีคนเข้ามาคอมเมนต์แสดงความเสียใจและร่วมไว้อาลัยเป็นจำนวนมาก

 

 

 

ประวัติ "หมอกฤตไท" เพจสู้ดิวะ

"หมอกฤตไท" ชื่อจริงว่านายกฤตไท ธนสมบัติกุล อายุ 28 ปี เกิดในครอบครัวใหญ่ครับ ครอบครัวที่มีอากงอาม่า กับหลานๆหลายสิบชีวิต มีชีวิตวัยเด็กที่มีความสุขมากๆ กินเก่ง เล่นเก่ง พูดเยอะ เป็นเด็กน้อยตาตี่อ้วนกลมที่อารมณ์ดีมากๆ

แต่ชีวิตก็มีจุดเปลี่ยนตรงช่วงมัธยมต้น ครอบครัวมีปัญหานิดหน่อย พ่อแม่ได้ตัดสินใจอยู่ห่างกัน ซึ่งดีต่อท่านทั้งสองจริงๆ แต่ในมุมของผม มันทำให้ผมต้องเติบโตอย่างก้าวกระโดด เพราะต้องอยู่กับแม่และน้องสาว ผมต้องเป็นผู้ใหญ่ทันที

ซึ่งมองย้อนกลับไป ผมขอบคุณเหตุการณ์ครั้งนั้นมากๆที่ทำให้ผมได้อ่านหนังสือ ได้พัฒนาความคิดและทัศนคติตัวเองขึ้นมา ถ้าไม่ได้เจอเรื่องนี้ ผมคงยังเป็นคุณชาย เป็นเด็กมัธยมธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น

ผมเป็นคนที่มีเพื่อนฝูงมากมายตั้งแต่ประถมจนถึงมัธยม คือต้องบอกว่าผมให้ความสำคัญกับเรื่องเพื่อนมากกว่าเรื่องเรียน

โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย

ผมมีช่วงชีวิต 6 ปีที่ทรงคุณค่าที่สุดในโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ผม OSK 131 ครับ

แน่นอนครับ ขึ้นชื่อว่าสวนกุหลาบ ผมมีความเป็นสวนกุหลาบอย่างที่สุด และผมมีเพื่อนสวนกุหลาบที่เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม

ผมได้ถูกปลูกฝังให้เป็นสุภาพบุรุษสวนกุหลาบ รักเพื่อน เคารพพี่ นับถือครู กตัญญูพ่อแม่ ดูแลน้อง

หลังจากจบสวนกุหลาบ ผมได้สอบติด คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รุ่น 56 ครับ

ชีวิตได้ขึ้นเหนือในวัย 18 ปี เป็นจุดเปลี่ยนชีวิตที่สำคัญเลยครับ จากเด็กกรุงเทพ ย้ายมาใช้ชีวิตอยู่ในประเทศเชียงใหม่

โอเค ผมเรียนหมอ 6 ปีครบตามเวลา ไม่ขาดไม่เกินครับ เนื่องจากว่าผมมาเชียงใหม่คนเดียว จึงได้มามีเพื่อนใหม่ที่นี่ทั้งหมด ผมโคตรรักพวกมันเลย เพื่อนชาวเหนือ พาผมไปกินอาหารแปลกๆ เรียนรู้วัฒนธรรม คำเมือง การใช้ชีวิต

ซึ่งทุกอย่างมันมาผ่านบาสเกตบอลครับ ผมเป็นนักบาสเกตบอลของคณะแพทย์เชียงใหม่ที่ยิ่งใหญ่ครับ เรื่องราวเยอะมากๆ

 

คราวนี้ผมเรียนจบหมอละ ก็เรียนต่อเฉพาะทางต่ออีก 3 ปีทันทีเลยครับ

ผมเลือกสาขา เวชศาสตร์ครอบครัว (Family Medicine) เป็นแพทย์ใช้ทุนร่วมกับเรียนต่อเฉพาะทางที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ครับ เรื่องแฟมเมดเองก็เล่าได้อีกหนึ่งตอนใหญ่ๆเหมือนกันครับ ทำไมคนแบบผม ที่หยิบคนมาสิบคนก็ไม่มีใครบอกว่าผมดูเป็นหมอแฟมเมด แต่ทำไมผมถึงเลือกเรียนสาขานี้ และ ที่สำคัญคือทำไม ผมถึงเลือกที่เมื่อเรียนจบแล้ว ผมกลับไม่ได้ปฏิบัติงานในฐานะหมอแฟมเมด แต่กลับย้ายมาทำงานสายระบาดวิทยาคลินิก น่าสนุกใช่ไหมครับ ไว้เรามาว่ากันครับ

ระหว่างที่เรียนเฉพาะทาง ผมก็ฟิตมากพอที่จะไปศึกษา สาขาเฉพาะทางอีกอันหนึ่งคือ ระบาดวิทยาคลินิก (Clinical Epidemiology and Clinical Statistic) สาขาที่เรียกได้ว่าหลายคนในประเทศไทยอาจจะยังไม่รู้จักด้วยซ้ำ แต่หลักๆคือเป็นศาสตร์ของการตอบโจทย์ ตอบปัญหาของหมอในกระบวนการรักษาคนไข้ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และสถิติ สร้างผลงานวิจัยเพื่อช่วยให้กระบวนการดูแลคนไข้นั้นดีขึ้นครับ

และผมยังฟิตกว่านั้น ด้วยการเรียนปริญญาโท วิทยาการข้อมูล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (Data Science) อีกใบพร้อมกันไปเลย สนุกมากครับ 

ปัจจุบันก็เรียนจบด้วยดี กำลังจะรับปริญญาแล้วครับ ได้เรียนรู้เรื่องข้อมูล เรื่องแนวคิดทางธุรกิจ การแก้ปัญหาด้วยแนวคิดทาง DS และวิธีการจัดการกับข้อมูลต่างๆ เพื่อพร้อมรับมือกับโลกอนาคตครับ

โอเคครับ ปัจจุบัน ผ่านไป 3 ปี ผมจบแพทย์เฉพาะทางเวชศาสตร์ครอบครัว และปริญญาโทวิทยาการข้อมูล

ผมได้บรรจุเป็นอาจารย์ประจำศูนย์ระบาดวิทยาคลินิกและสถิติศาสตร์คลินิก ภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัว คณะแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผมทำงานได้สองเดือนแล้วครับ ผมค่อนข้างมีทักษะในเรื่องการเล่าเรื่องและการสอนครับ

เรากำลังสร้างทีมกัน สร้างทีม CE (clinical epidemiology) เชียงใหม่ กับสุดยอดอาจารย์แห่งยุคและทีมงานคุณภาพ

ในส่วนของการใช้ชีวิตเอง 

ผมชอบออกกำลังกายมากครับ เนื่องจากเป็นนักกีฬาด้วย เข้ายิมด้วย ดูแลสุขภาพดีมากๆ ครับ ให้ความสำคัญกับอาหารและการนอนหลับ ชอบอ่านหนังสือ ฟัง podcast ลงทุน ตามสไตล์วัยรุ่น productive ครับ

ชีวิตในวัย 28 ปี หลังจากผ่านการลงทุนในตัวเองมาอย่างหนักหน่วง ผมได้เริ่มวิ่งตามความฝันอย่างเต็มที่ เดินตามแผนที่วางไว้ได้อย่างงดงาม 

ผมกำลังจะแต่งงาน กำลังจะซื้อบ้าน

แล้ว

ผมก็เป็นมะเร็งปอดระยะสุดท้ายครับ

ประวัติการรักษาตัวจากโรคมะเร็งปอด แต่มะเร็งกลับลุกลามรวดเร็ว

"หมอกฤตไท" เพจสู้ดิวะ

ตัวเลข 6 เดือนนี้สำคัญกับผมมากครับ มันแปลว่าที่ 6 เดือนหลังจากวินิจฉัยจะมี 50% ของคนที่เป็นโรคมะเร็งปอดชนิดนี้ ที่มีการลุกลามของมะเร็งเพิ่มขึ้น และดื้อต่อการรักษาหลักที่กำลังให้อยู่

เดือนตุลาคม 2565

จุดเริ่มต้นของเรื่องราว

ผมได้รับการวินิจฉัยเป็นมะเร็งปอดที่มีการลุกลามไปสมอง ผมรับการผ่าตัด รับการตรวจทั้งร่างกาย รับยาเคมีบำบัด รับการฉายแสง

เดือนพฤศจิกายน 2565

หลังจากรับผลข้างเคียงทุกอย่าง ขนร่วงหมดตัว ผมเริ่มตั้งหลักกับตัวเองใหม่

ตัดสินใจเปิดเพจ สู้ดิวะ ขึ้นมา เพื่อตั้งใจส่งต่อสิ่งเล็กๆบางอย่าง และมันดันส่งได้จริงๆ

เดือนธันวาคม 2565

ติดตามผลการรักษาครั้งแรกที่ 3 เดือน

ผลเอกซเรย์คอมพิวเตอร์บอกว่าก้อนที่ปอดผมมีขนาดเล็กลง และมะเร็งไม่มีการกระจายไปที่อวัยวะอื่นเพิ่มเติม ตัวโรคในภาพรวมยังคงสงบ

แต่ก้อนในสมอง ไม่ใช่แบบนั้น

เนื่องจากยาที่ผมได้มันผ่านเข้าสมองได้น้อยมาก เชื้อมะเร็งในเนื้อสมองผมจึงเริงร่า

ผมได้เรียนรู้ว่า ชีวิตเราโคตรไม่แน่นอน สุดท้ายเราจะต้องตายและเราไม่รู้ว่ามันจะเป็นวันไหน

เดือนมกราคม 2566

อาการผมดีขึ้นมากๆ ผมกลับไปออกกำลังกายได้แทบจะปกติ เล่นบาสได้ ปั่นจักรยานได้ เข้ายิม ฟิตร่างกายให้กลับไปเหมือนตอนก่อนป่วย

ผมได้กลับไปสอนนักศึกษา ได้กลับไปทำงาน เริ่มวางแผนที่จะกลับไปใช้ชีวิตอย่างคนทั่วไป

ผมได้แชร์มุมมองเรื่องงานที่เราอยากทำไปจนวันสุดท้ายกับทุกท่าน

เดือนกุมภาพันธ์ 2566

ติดตามในสมอง 3 เดือนหลังจากฉายแสงครบ ถึงแม้ก้อนที่ฉายแสงไปจะยุบลง แต่มีก้อนใหม่เพิ่มขึ้นมา 3 ก้อน

ผมตัดสินใจที่จะสังเกตอาการไปก่อน ขอไปพูดกับน้องสวนกุหลาบก่อน แล้วค่อยว่ากันหลังจากนั้น ถ้าทุกท่านจำได้ ในโพสต์นั้น ผมเขียนว่า

“ผมอาจไม่สามารถพูดอะไรแบบนี้ได้แล้วและอาจจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเคยมาพูดงานนี้”

ซึ่งผมหมายความแบบนั้นจริงๆ

เพราะหลังจากได้ไปสวนกุหลาบ ผมกลับมารับการตรวจสมองอีกครั้ง

ก้อนที่เจอครั้งก่อนนั้น โตขึ้นเป็นสองเท่า ร่วมกับมีก้อนใหม่เพิ่มขึ้นอีก

ตอนนี้ในหัวผมมีทั้งหมด 13 ก้อนครับ

และผมมีอาการชักร่วมด้วย

ผมจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยการฉายแสงทั้งศีรษะ เพื่อกำจัดเชื้อมะเร็งที่น่าจะกระจายไปทั่วสมอง ซึ่งก็แปลว่าเนื้อสมองส่วนปกติของผมก็จะโดนรังสีไปด้วย ส่งผลให้สมองผมเสื่อมแน่นอน แค่มากหรือน้อย เร็วหรือช้าเท่านั้น จะเรียนปริญญาเอกอีกใบก็คงจะเป็นไปได้ยากมากๆ ถึงผมจะไม่อยาก แต่มันก็เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้วจริงๆ

เดือนมีนาคม 2566

ผมเริ่มรับการฉายแสงทั่วศีรษะ โชคไม่ดีเท่าไร สมองผมบวมเยอะ ทำให้ผมมีความดันในกะโหลกเพิ่มขึ้น ผมปวดหัวมากๆ ปวดแบบลูกตาจะกระเด็นออกมา ผมอ้วกพุ่งออกมาทางจมูกด้วยความแรงเดียวกับที่พุ่งออกทางปาก

ผมได้นอนโรงพยาบาลสังเกตอาการ และรับยาสเตียรอยด์เพื่อกดการอักเสบของสมอง ยาทำงานได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ก็ต้องแลกกับผลข้างเคียงของมัน

หลังจากนอนโรงพยาบาลไปครึ่งเดือน ผมได้กลับบ้านและเขียนโพสต์ว่า

“ทำไมเราถึงยังตายไม่ได้”

เพราะช่วงที่นอนโรงพยาบาลนั้น

ผมคิดถึงการยอมแพ้ขึ้นมาจริงๆ

ต้องบอกตรงนี้เลยว่า ผมประทับใจโพสต์นี้ที่สุดตั้งแต่เปิดเพจมาเลยครับ เพราะโพสต์นี้มันมากกว่าการที่คนทักมาให้กำลังใจผม แต่คนในเพจกำลัง ให้กำลังใจ กันและกัน ขอบคุณทุกคนมากครับ น่ารักมากๆเลย

หลังจากนั้นสองวัน ผมก็มีอาการปวดหัวรุนแรงอีกครั้ง ผลเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองบอกว่า ก้อนในสมองผมมีเลือดออกและเลือดนั้นทำให้แรงดันในสมองเพิ่มขึ้น ผมอาจต้องรับการผ่าตัดระบายเลือดออก

โชคดีที่สุดท้ายปริมาณเลือดนั้นไม่ได้มากพอที่จะต้องผ่าตัดเปิดสมอง อาการปวดหัวน่าจะเป็นผลข้างเคียงจากการฉายแสงมากกว่า แต่ก็ต้องรอทำเอกซเรย์ด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าดูกันอีกที ระหว่างนี้ก็กินยากดการอักเสบลดสมองบวมต่อไปก่อน ซึ่งพอกินยาตัวนี้ติดต่อกันนานๆ ทำให้ต้องกินยาป้องกันการติดเชื้อราในปอดควบคู่ไปด้วย ค่าผลเลือดต่างๆก็พังไปหมด ทั้งทีออกกำลังกายและคุมอาหารอย่างดีกินยาสม่ำเสมอในขนาดสูงสุด แต่ค่าไขมันเลวในเลือดก็สูงกว่าค่าปกติมากๆ เป็นค่าไขมันที่ถ้าผมจะเป็นเส้นเลือดตีบก็ไม่น่าแปลกใจเลยครับ นอกจากนี้ยังต้องกินยากันชักและยาชะลออาการสมองเสื่อมทุกวันเช้าเย็น มีอาการปวดกระดูกซี่โครงที่ไม่รู้ว่ามะเร็งลุกลามไปกระดูกหรือเปล่า

ก่อนหน้านี้ผมจองตั๋วไปญี่ปุ่นเอาไว้ แต่จากอาการต่างๆที่เล่าไป ทำให้ความหวังที่ผมจะได้ไปเที่ยวดูเป็นเรื่องตลกมากๆเลยครับ สองวันก่อนจะถึงวันบินไปญี่ปุ่น ผมยังแอดมิทอยู่ด้วยซ้ำ

แต่

ผมก็พยายามเตรียมตัว เตรียมยา เขียนประวัติตัวเองอย่างดีที่สุด เผื่อว่าถ้ามีอะไรเกิดขึ้นที่นู่น หมอญี่ปุ่นจะต้องน้ำตาไหลให้กับประวัติที่ผมเตรียมไว้ให้แน่ๆ (แต่ดีสุดคือไม่ต้องไปเจอเขานะ)

เหลือเชื่อมากๆครับ

จังหวะตอนที่เครื่องบินกำลังลงจอดที่สนามบิน ภาพของแสงอาทิตย์ที่หน้าต่าง มันเหลือเชื่อมากๆ

ทั้งการที่ผมได้ไปเดินกับพีมในสวนที่เต็มไปด้วยดอกซากุระ ได้พาพีมไปดูภูเขาไฟฟูจิ ไปสูดอากาศสะอาด ไปกินอาหารอร่อย ได้ไปสวนสนุก ได้ใส่ชุดกิโมโนคู่กัน และผมได้กินเนื้อโกเบ ทั้งหมดนี้มันเกิดขึ้นแล้วจริงๆ

ใช่ครับ ผมยังคงกินยามหาศาล นอนได้วันละ 2-3 ชั่วโมง ยังคงท้องผูกและต้องคอยสังเกตุอาการตัวเองอย่างจริงจังตลอดเวลา

แต่ ผมก็ยังไปด้วยความหวัง ว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย

ทุกเช้าที่ผมตื่นขึ้นมา ทุกสิ่งที่ผมยังมองเห็น ทุกมื้อที่ผมได้กิน ทุกที่ที่ผมได้ไป ทุกกิจกรรมที่ผมได้ทำมันโคตรพิเศษ ทุกคนตรงหน้าคือคนสำคัญที่สุด

ทุกวันที่ผมได้รับมา ผมตั้งใจใช้มันเหมือนมันเป็นครั้งสุดท้าย (เพราะมันอาจเป็นครั้งสุดท้ายของผมจริงๆ)

ผมไม่รู้เลยว่า ผมจะตื่นมามองเห็นแบบนี้อยู่ไหม

ผมไม่รู้เลยว่า ผมจะมีโอกาสมาเที่ยวอีกไหม

ผมไม่รู้เลยว่า ผมจะเป็นคนครึ่งแรก หรือครึ่งหลัง

เดือนเมษายน 2566

เอาล่ะ

ตอนนี้คือ 6 เดือน หลังจากวันที่ผมได้รับการวินิจฉัยเป็นมะเร็งปอดระยะสุดท้าย

“ถ้ามันไม่ตอบสนองต่อการรักษาล่ะ”

“ถ้าโรคมันกำเริบ หรือโรคมันไม่สงบล่ะ”

นี่เป็นความกังวลที่ผมไม่สามารถพยายามทำอะไรเพื่อเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ของมันได้เลย

ผมทำได้แค่ดูแลร่างกายและจิตใจให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ อดทนกับทุกอย่างที่เข้ามาในชีวิต

แล้วหวังว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย

ทำได้แค่ หวัง จริงๆครับ

ที่ผ่านมาผมเจอความผิดหวังเยอะเหมือนกันครับ ใช้พลังใจเยอะมากๆในการกลับมาสู้ต่อ แต่ผมก็กอดความหวังนั้นไว้ เพราะมันดูเป็นสิ่งเดียวที่ผมมี

ผมก็ไม่รู้อะไรเกิดก่อนกันนะครับ

เพราะมีชีวิตจึงมีความหวัง

หรือเพราะมีความหวังจึงมีชีวิต

ผมบอกกับพีมในวันที่กำลังไปทำการตรวจติดตามที่ 6 เดือนว่า

“ไม่ว่าผลจะเป็นยังไง เค้าจะยังไม่ตายทันทีที่รู้ผลเย็นนี้เราจะยังไปกินข้าวอร่อยๆกันเหมือนเดิม”

.ผมได้ทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ที่ทรวงอกและช่องท้อง รวมถึงตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าสมอง และผลการติดตามที่ 6 เดือนคือ

ก้อนที่ปอดขวายุบลงไปครึ่งหนึ่งจากของเดิม ก้อนเล็กๆ ที่ปอดซ้ายหายไปเกือบหมด ก้อนในสมองทุกก้อนยังอยู่ แต่ถือว่าสงบ ไม่มีก้อนขึ้นใหม่ที่อวัยวะอื่น ไม่มีการกระจายไปที่กระดูก ตับ ไต ปอด หรือต่อมน้ำเหลือง มีเพียงก้อนที่เยื่อหุ้มปอดที่โตขึ้นไปกดกระดูกซี่โครงทำให้มีอาการปวด ซึ่งสามารถทำการฉายแสงเฉพาะจุดที่ก้อนได้

ผมได้เป็น “คนครึ่งหลัง” แล้วครับ

กลุ่มคนที่สถิติจากวิจัยบอกไม่ได้แล้วว่าจะอยู่ไปอีกนานเท่าไร และตัวเลขที่น่าสนใจต่อไปคือ สัดส่วนผู้ที่รอดชีวิตที่ 5 ปี อยู่ที่ประมาณ 20%

ผมหวังให้เป็นผมนะ

ถ้าจะให้สรุปบทเรียนจากน้องมะเร็งในช่วงที่อยู่ด้วยกันมาคงได้ว่า

“ชีวิตไม่แน่นอน สุดท้ายเราทุกคนจะต้องตาย อยู่กับปัจจุบัน ใช้แต่ละวันให้เหมือนวันสุดท้าย ถ้ามีอะไรที่ทำเพื่อคนอื่นได้ ก็แบ่งปันความโชคดีให้เขาบ้าง และไม่ว่าชีวิตจะเลวร้ายแค่ไหน อย่าหมดหวังกับชีวิตเด็ดขาด”

วันหยุดสงกรานต์แบบนี้ หลายๆท่านอาจจะกำลังใช้ช่วงวันหยุดให้รางวัลตัวเองด้วยการเดินทางท่องเที่ยว หลายท่านคงมีโอกาสกลับบ้านไปอยู่กับครอบครัวหรือคนรัก ขอให้ทุกท่านใช้เวลาตรงหน้าให้เต็มที่ครับ ให้เหมือนกับเป็นวันสุดท้าย เพราะเราไม่รู้จริงๆครับ ว่าสงกรานต์ปีหน้าจะเป็นอย่างไร เราจะยังได้เจอกันไหม

"หมอกฤตไท" เข้าพิธีวิวาห์กับแฟนสาว

หลังจากนั้นเพจเฟซบุ๊ก สู้ดิวะ ได้โพสต์ภาพและคลิปงานแต่งงานของตัวเอง พร้อมเขียนแคปชั่นว่า

กว่าจะถึงวันนี้…สู้

เวลาคือสิ่งที่พิสูจน์ว่าสองคนนี้รักกันแค่ไหน

ลูกจ๋า เวลาคือสิ่งสำคัญ เป็นเวลาที่จะได้ใช้ร่วมกัน

และคนทั้งสองก็ใช้เวลาร่วมกันได้อย่างดีที่สุด

โดยเพจ The Happy Moment : A happy wedding planner in Chiang Mai ได้โพสต์แคปชั่นงานแต่งของหมอกฤตไท ว่า 

“ปัจจุบันดีที่สุดแล้ว - อยู่กับปัจจุบัน - โมเม้นนี้ – พีมกับพี่ไทมีวันนี้วันเดียว - ทุกคนก็มีวันเดียว อยากให้แฮปปี้กับ ณ โมเม้นปัจจุบัน”

บรีฟที่น่ารักมากจากน้องพีมและน้องไทแห่งเพจ สู้ดิวะ

สำหรับเราคำว่า present ของพีมและไท ไม่ได้หมายถึงแค่วันนี้ ตอนนี้ เวลานี้ แต่ยังเป็นของขวัญชิ้นสำคัญที่อยากเติมความสุขให้กัน จนกลายมาเป็นประโยคพิเศษในงาน

“leave your previous moment, enjoy the precious present”

เพราะทุกคนคือของขวัญคนสำคัญของน้องๆ ในวันนี้ และเราเชื่อว่ามีอีกหลายคนรอบตัวที่น้องๆ ให้ความสำคัญไม่แพ้กัน

ออร่าความสุขที่ส่งต่อให้กันในงาน เป็นคำตอบได้อย่างดีถึง “present” ที่น้องๆ มีทุกคนรอบข้างและมีกันและกัน

ขอบคุณ attitude ดีๆ พลังบวกที่น้องๆ แชร์ มันทำให้เรามองความสุขและความรักรอบตัวในมุมที่สวยงาม

หมอกฤตไท จากไปอย่างสงบ

ล่าสุดวันนี้ (5 ธ.ค.) เฟซบุ๊ก ไทภัทร ธนสมบัติกุล คุณพ่อหมอกฤตไท ได้โพสต์ภาพลูกชายซึ่งจากไปเมื่อเวลา 10.59 น. พร้อมข้อความระบุว่า เดินทางปลอดภัยครับ ลูกชาย

ที่มา : สู้ดิวะ , ไทภัทร ธนสมบัติกุล

 

related