svasdssvasds

จุดเริ่มต้น ผิดมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง มาจากไหน - ดาบลงโทษนักการเมืองจากรัฐธรรมนูญ 60

จุดเริ่มต้น ผิดมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง มาจากไหน  - ดาบลงโทษนักการเมืองจากรัฐธรรมนูญ 60

"ผิดมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง" กลายเป็นเครื่องมือทางกฎหมายที่ทรงพลังในการยุติเส้นทางของนักการเมืองไทยภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งส่งผลกระทบตั้งแต่ สส. จนถึงนายกรัฐมนตรี ดังเช่นกรณีล่าสุดของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ที่ต้องพ้นจากตำแหน่ง

SHORT CUT

  • "มาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง" มีต้นกำเนิดจากรัฐธรรมนูญปี 2560 ในยุค คสช. ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางกฎหมายเพื่อควบคุมและลงโทษผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทุกระดับ
  • กลไกการบังคับใช้ผ่านองค์กรอย่าง ป.ป.ช. และศาล (ศาลฎีกา/ศาลรัฐธรรมนูญ) โดยคำตัดสินถือเป็นที่สิ้นสุดและไม่สามารถอุทธรณ์ได้ นำไปสู่การตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิต
  • เครื่องมือนี้ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการเมืองไทย โดยมีกรณีตัวอย่างสำคัญคือการถอดถอนนักการเมืองชื่อดังหลายรายออกจากตำแหน่ง รวมถึงอดีตนายกรัฐมนตรีอย่าง เศรษฐา ทวีสิน และ แพทองธาร ชินวัตร

"ผิดมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง" กลายเป็นเครื่องมือทางกฎหมายที่ทรงพลังในการยุติเส้นทางของนักการเมืองไทยภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งส่งผลกระทบตั้งแต่ สส. จนถึงนายกรัฐมนตรี ดังเช่นกรณีล่าสุดของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ที่ต้องพ้นจากตำแหน่ง

“ผิดมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง” เครื่องมือสอยนักการเมืองจากรัฐธรรมนูญ’60

การเมืองไทยที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ อย่างที่ทราบกันดี , ล่าสุด นายกฯคนที่ 31 อย่าง แพทองธาร ชินวัตร ต้องหลุดจากตำแหน่ง 

เราสามารถเห็นภาพอย่างชัดเจนว่า ไทยมีเครื่องมือทางกฎหมายชนิดหนึ่งที่พิสูจน์แล้วว่าทรงพลังและเด็ดขาดอย่างยิ่งในการตัดสินอนาคตของนักการเมือง นั่นคือ "มาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง" ซึ่งกลายเป็นกลไกสำคัญที่สามารถยุติเส้นทางอาชีพของบุคคลสำคัญทางการเมืองได้อย่างสิ้นเชิง ตั้งแต่อดีตรัฐมนตรีไปจนถึงนายกรัฐมนตรี คำตัดสินในคดีเหล่านี้ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อตัวบุคคล แต่ยังสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจและบรรทัดฐานทางการเมืองของไทยอย่างลึกซึ้ง

 จุดกำเนิด: มรดกจากรัฐธรรมนูญฉบับ คสช. 

เครื่องมือชิ้นนี้มีจุดเริ่มต้นที่ชัดเจนย้อนกลับไปใน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ซึ่งร่างขึ้นภายใต้การกำกับดูแลของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และได้นำมาซึ่งการประกาศใช้ "มาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระฯ พ.ศ. 2561" เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2561

แม้ว่าชื่อของมาตรฐานนี้จะเน้นไปที่องค์กรอิสระและศาลเป็นหลัก แต่ในทางปฏิบัติกลับขยายขอบเขตการบังคับใช้ครอบคลุมถึงผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.), สมาชิกวุฒิสภา (สว.), และคณะรัฐมนตรี (ครม.) และมาตรฐานนี้ ได้วางกรอบอุดมการณ์ ค่านิยมหลัก และจริยธรรมทั่วไปที่นักการเมืองต้องยึดถือ 

และที่สำคัญที่สุดคือ ได้กำหนดผลลัพธ์ของการฝ่าฝืนเอาไว้
 

กลไกการบังคับใช้: จาก ป.ป.ช. สู่คำตัดสินสุดท้ายของศาล 

กระบวนการเอาผิดนักการเมืองในข้อหาฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรงนั้น มีองค์กรหลักเข้ามาเกี่ยวข้อง 2 ส่วน ซึ่งทำหน้าที่แตกต่างกันไป แต่มีเป้าหมายเดียวกันคือการธำรงไว้ซึ่งมาตรฐานที่กำหนด

คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.): ทำหน้าที่เป็น ผู้ไต่สวนเบื้องต้น เมื่อมีการร้องเรียนเข้ามา หาก ป.ป.ช. มีมติว่าการกระทำนั้นเข้าข่ายการฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง จะส่งสำนวนต่อไปยัง ศาลฎีกา เพื่อทำการวินิจฉัยชี้ขาด

ศาลรัฐธรรมนูญ : รัฐธรรมนูญปี 2560 ได้ให้อำนาจพิเศษแก่ศาลรัฐธรรมนูญในการวินิจฉัยคุณสมบัติและความประพฤติของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีได้โดยตรง ซึ่งทำให้กระบวนการรวดเร็วกว่าและมีผลกระทบในวงกว้าง ดังที่เห็นได้จากกรณีล่าสุด

สิ่งที่น่าสนใจคือ คำพิพากษาในคดี "ผิดมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง" นี้ถือเป็นที่สิ้นสุด และ ไม่สามารถอุทธรณ์ได้ ซึ่งเป็นบทลงโทษที่รุนแรงและเด็ดขาดอย่างยิ่ง

จุดเริ่มต้น ผิดมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง มาจากไหน  - ดาบลงโทษนักการเมืองจากรัฐธรรมนูญ 60 Credit ภาพ REUTERS

มาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ระบุไว้อย่างไร 

มาตรฐานทางจริยธรรมฯ ฉบับนี้แบ่งออกเป็นทั้งหมดสี่หมวดด้วยกัน โดยหมวดที่ 1-3 ว่าด้วยเรื่องมาตรฐานจริยธรรมที่ต้องปฏิบัติตาม โดยมีหมวดที่สำคัญที่สุดคือ “หมวดที่ 1 มาตรฐานทางจริยธรรมอันเป็นอุดมการณ์” ข้อ 5-10 ซึ่งหากใครถูกตัดสินว่าผิดในหมวดนี้ก็จะเข้าข่ายผิดมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง โดยเนื้อหาในหมวดนี้ประกอบด้วย

“ข้อ 5 ต้องยึดมั่น และธำรงไว้ซึ่งการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

ข้อ 6 ต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย บูรภาพแห่งอาณาเขตและเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย เกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ และความมั่นคงของรัฐ และความสงบเรียบร้อยของประชาชน

ข้อ 7 ต้องถือผลประโยขน์ของประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน

ข้อ 8 ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบเพื่อตนเองหรือผู้อื่น หรือมีพฤติกรรมที่รู้เห็นยินยอมให้ผู้อื่นใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตนแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ

ข้อ 9 ต้องไม่ขอ ไม่เรียก ไม่รับ หรือยอมรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดในประการที่อาจทำให้กระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่

ข้อ 10 ต้องไม่รับของขวัญของกำนัล ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด เว้นแต่เป็นการรับจากการให้โดยธรรมจรรยา และการรับที่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับให้รับไว้”

นอกจากเนื้อหาในหมวดที่ 1 จะถูกระบุให้เป็นความผิดมาตรฐานทางจริยธรรมร้ายแรงแล้ว ถ้าทำความผิดใน “หมวด 2 มาตรฐานทางจริยธรรมอันเป็นค่านิยมหลัก” และ “หมวด 3 จริยธรรมทั่วไป” ก็สามารถถูกพิจารณาให้มีลักษณะร้ายแรงได้ โดยให้พิจารณาถึงพฤติกรรม เจตนาและความร้ายแรงของความเสียหาย

จุดเริ่มต้น ผิดมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง มาจากไหน  - ดาบลงโทษนักการเมืองจากรัฐธรรมนูญ 60 Credit ภาพ NATION PHOTO

กรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้น 

นับตั้งแต่มีการบังคับใช้มาตรฐานนี้ มีนักการเมืองชื่อดังหลายรายที่ต้องสิ้นสุดอาชีพทางการเมืองจากคำตัดสินของศาล กรณีเหล่านี้ได้สร้างบรรทัดฐานใหม่ทางการเมือง

ปารีณา ไกรคุปต์: อดีต สส. พรรคพลังประชารัฐ ถูกพิพากษาจากกรณีบุกรุกที่ดินป่าสงวนและที่ดิน ส.ป.ก. ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นการกระทำที่เสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์และขาดความน่าเชื่อถือ ส่งผลให้ถูก เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี

ธณิกานต์ พรพงษาโรจน์: อดีต สส. พรรคพลังประชารัฐ ถูกตัดสินว่ามีความผิดจากการให้เพื่อน สส. ใช้บัตรของตนลงคะแนนแทน หรือที่เรียกกันว่า "เสียบบัตรแทน" ซึ่งศาลถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่ซื่อสัตย์สุจริต บทลงโทษคือการถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิตเช่นกัน

พรรณิการ์ วานิช : อดีตโฆษกพรรคอนาคตใหม่ ถูกศาลฎีกาพิพากษาจากกรณีโพสต์ภาพและข้อความในอดีตบนโซเชียลมีเดีย ซึ่งศาลเห็นว่ามีลักษณะที่อาจเชื่อมโยงไปในทางที่ไม่เหมาะสมต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ถือเป็นการฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง และนำไปสู่การถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิต

เศรษฐา ทวีสิน: กรณีล่าสุดและส่งผลกระทบมากที่สุด คือคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญ ที่ชี้ว่านายเศรษฐากระทำการฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง จากการเสนอชื่อแต่งตั้งนายพิชิต ชื่นบาน ซึ่งมีประวัติเคยถูกจำคุก เป็นรัฐมนตรี คำตัดสินนี้ไม่เพียงแต่ทำให้นายเศรษฐาต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่ยังส่งผลให้ คณะรัฐมนตรีต้องสิ้นสุดลงทั้งคณะ

แพทองธาร ชินวัตร : ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้พ้นจากตำแหน่งนายกฯ เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568  เพราะผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากกรณีคลิปเสียงฮุนเซนหลุด 

นอกจากนี้ ยังมีกรณีของ นายอนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ (เรียกรับเงินสินบน) และ นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ (ออกโฉนดที่ดินโดยมิชอบ) ที่ล้วนถูกตัดสินในลักษณะเดียวกัน ขณะที่คดีของนักการเมืองคนอื่นๆ เช่น ะกลุ่ม 44 สส. พรรคก้าวไกล ถูกสอบมาตรฐานจริยธรรมจากรณีเสนอแก้ไขมาตรา 112 ก็ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณา ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามาตรฐานจริยธรรมนี้ยังคงเป็นประเด็นสำคัญทางการเมืองต่อไป

ปารีณา ไกรคุปต์ Credit ภาพ Nation Photo

คำถามถึงอนาคต

"มาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง" ได้กลายเป็นเครื่องมือที่ทรงอิทธิพลในการเมืองไทยอย่างปฏิเสธไม่ได้ มันได้สร้างบทลงโทษขั้นสูงสุดคือ "การประหารชีวิตทางการเมือง" โดยที่ผู้ถูกตัดสินไม่มีสิทธิ์อุทธรณ์ อย่างไรก็ตาม การบังคับใช้กฎหมายนี้ก็ได้ก่อให้เกิดคำถามสำคัญเช่นกันว่า ขอบเขตและบรรทัดฐานในการพิจารณาว่าสิ่งใดคือ "การฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง" นั้นควรมีเกณฑ์ที่ชัดเจนเพียงใด เพื่อป้องกันไม่ให้กลายเป็นเพียงเครื่องมือที่ขึ้นอยู่กับดุลพินิจขององค์กรผู้บังคับใช้กฎหมายแต่เพียงฝ่ายเดียว ซึ่งเป็นคำถามที่สังคมไทยยังคงต้องหาคำตอบต่อไปในอนาคต

ที่มา :  ratchakitcha supremecourt.or.th  constitutionalcourt

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

 

related