
ทำความเข้าใจสถานการณ์ ประเทศ เวเนซุเอลา , จากเศรษฐีน้ำมัน เป็นหนึ่งในประเทศก่อตั้งกลุ่ม OPEC สู่รัฐล้มเหลว - เงินเฟ้อพุ่ง หนี้สาธารณะท่วมหัว
เสียงระเบิดที่ดังกึกก้องเหนือท้องฟ้ากรุงการากัสเมื่อเช้ามืดวันที่ 3 มกราคม 2026 ไม่ใช่เพียงสัญญาณของปฏิบัติการทางทหาร แต่คือจุดสิ้นสุดของยุคสมัย และเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตการณ์ครั้งใหม่ที่โลกต้องจับตามอง เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศชัยชนะในการ “บุกจับ” นิโกลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลา และนำตัวไปดำเนินคดีที่สหรัฐฯ
เวเนซุเอลา : จากชาติผู้ร่วมก่อตั้ง กลุ่มประเทศผู้ส่งน้ำมันออก (OPEC) และเคยเป็นเศรษฐีที่มั่งคั่งที่สุดในละตินอเมริกา เวเนซุเอลาเดินทางมาถึงจุดที่ผู้นำประเทศถูกคุมตัวอยู่บนเรือรบสหรัฐฯ ในฐานะ “อาชญากรยาเสพติด” ได้อย่างไร?
คำสาปของ 'ทองคำสีดำ'
ย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษ 1970 เวเนซุเอลาเปรียบเสมือน "ซาอุดีอาระเบียแห่งลาตินอเมริกา" ด้วยปริมาณน้ำมันสำรองที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามากที่สุดในโลก (ราว 3 แสนล้านบาร์เรล) น้ำมันได้ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนมหาศาล และเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนประเทศสู่ความโชติช่วง
แต่ความมั่งคั่งนี้กลับกลายเป็นดาบสองคม เมื่อโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศพึ่งพา “ขาข้างเดียว” คือการส่งออกน้ำมันถึง 90% ของรายได้ทั้งหมด เมื่อราคาน้ำมันตลาดโลกผันผวน หรือเกิดการบริหารจัดการที่ผิดพลาด เสาหลักเพียงต้นเดียวนี้ก็พร้อมจะพังทลาย
จุดเปลี่ยนสำคัญเริ่มขึ้นในยุคของ อูโก ชาเวซ (เป็นผู้นำประเทศตั้งแต่ 1999 ถึง ปี 2013) และต่อเนื่องมาถึงทายาททางการเมืองอย่าง นิโกลัส มาดูโร การใช้นโยบายประชานิยมสุดโต่ง การยึดกิจการเอกชนมาเป็นของรัฐ และการเข้าแทรกแซงบริษัทน้ำมันแห่งชาติ (PDVSA) ด้วยการปลดผู้เชี่ยวชาญออกและแทนที่ด้วยพวกรัฐบาลที่ไร้ประสบการณ์ ทำให้การผลิตน้ำมันดิ่งลงเหว
ในช่วงเวลานั้น , หลังจากก้าวขึ้นสู่อำนาจในปี 1999 ฮูโก ชาเวซ สั่งให้บริษัทน้ำมันเอกชนทุกแห่งควบรวมกิจการกับ บริษัทรัฐวิสาหกิจ PDVSA โดยให้รัฐวิสาหกิจเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่
นับตั้งแต่นั้นมา อุตสาหกรรมน้ำมันของเวเนซุเอลาก็ต้องเผชิญกับการคอร์รัปชัน การตัดสินใจที่แย่
จากที่เคยผลิตได้วันละ 3.2 ล้านบาร์เรล เหลือเพียงหลักแสนบาร์เรล แท่นขุดเจาะในทะเลสาบมาราไกโบที่เคยรุ่งเรือง กลายเป็นเศษเหล็กสนิมกิน สะท้อนภาพความล่มสลายของอุตสาหกรรมที่เป็นหัวใจของชาติ
ผลพวงจากการบริหารที่ล้มเหลวและการคอร์รัปชันกัดกินประเทศราวกับมะเร็งร้าย เวเนซุเอลาต้องเผชิญกับ “ภาวะเงินเฟ้อขั้นรุนแรง” (Hyperinflation) ที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่
ในปี 2018 ที่เกิดวิกฤตเงินเฟ้อแบบสุด ๆ ในเวเนซุเอลา ที่ธนบัตรแต่ละใบแทบไม่มีมูลค่า
ภาพจำที่สร้างความตกตะลึงไปทั่วโลกคือประชาชนต้องหอบเงินเป็นฟ่อนเพื่อซื้อกาแฟเพียงแก้วเดียว ข้อมูลสถิติชี้ให้เห็นความวิปโยคทางเศรษฐกิจที่ยากจะจินตนาการ:
ราคากาแฟ ในกรุงการากัส เคยพุ่งขึ้นถึง 43,000%
ไก่สดหนึ่งตัว มีราคาสูงถึง 14.6 ล้านโบลิวาร์
การตัดศูนย์เงินตรา รัฐบาลพยายามแก้ปัญหาด้วยการออกสกุลเงินใหม่และตัดเลขศูนย์ออกหลายหลัก แต่นั่นเป็นเพียงการแก้ที่ปลายเหตุ
แม้ในปี 2025 อัตราเงินเฟ้อจะชะลอตัวลง แต่ค่าครองชีพยังคงสวนทางกับรายได้ ค่าแรงขั้นต่ำที่รัฐบาลปรับขึ้นแล้วปรับขึ้นอีก ก็ยังไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ ส่งผลให้ชาวเวเนซุเอลานับล้านคนต้องอพยพหนีความอดอยาก กลายเป็นผู้ลี้ภัยทางเศรษฐกิจกระจายตัวไปทั่วทวีปอเมริกา
เบื้องหลังความพังพินาศ คือกองหนี้สาธารณะมหาศาลที่รัฐบาลสะสมมากว่า 4.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ การผิดนัดชำระหนี้พันธบัตรบริษัทน้ำมัน และหนี้สินต่างประเทศที่หยิบยืมจากพันธมิตรอย่าง "จีน" และ "รัสเซีย" เพื่อมาพยุงลมหายใจของระบอบมาดูโร
เจ้าหนี้เหล่านี้ไม่ได้ให้เงินเปล่า แต่แลกมาด้วยทรัพยากรน้ำมันของเวเนซุเอลา ทำให้รายได้ที่ควรจะเข้าประเทศเพื่อนำมาฟื้นฟูเศรษฐกิจ กลับต้องถูกหักลบกลบหนี้ไปจนแทบไม่เหลือ
ความสัมพันธ์ที่ลุ่มๆ ดอนๆ ระหว่างสหรัฐฯ และเวเนซุเอลา มาถึงจุดแตกหักที่สุดภายใต้การนำของ โดนัลด์ ทรัมป์
ข้อกล่าวหาที่สหรัฐฯ ใช้เล่นงานมาดูโร ไม่ใช่แค่เรื่องเผด็จการหรือการโกงการเลือกตั้ง แต่คือการระบุว่ารัฐบาลของเขาเป็น "Narco-State" หรือรัฐที่ค้ายาเสพติด โดยกล่าวหาว่ากลุ่ม Cartel de los Soles ใช้อำนาจรัฐขนส่งยาเสพติดเข้าสู่สหรัฐฯ
และแล้วในเช้ามืดของวันที่ 3 มกราคม 2026 โลกก็ต้องจารึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์:
การโจมตี: เสียงระเบิดดังสนั่นที่ฐานทัพฟูเอร์เต ติอูนา ในกรุงการากัส
การจับกุม: โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ภาพมาดูโรบนเรือรบ USS Iwo Jima ยืนยันว่าผู้นำเวเนซุเอลาและภรรยาถูกจับกุมแล้ว
ข้อหา: อัยการสหรัฐฯ สั่งฟ้องในคดีค้ายาเสพติดและอาวุธร้ายแรง
ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงวิเคราะห์ว่า นี่คือการเดิมพันครั้งใหญ่ของสหรัฐฯ ที่เปลี่ยนจากการ "คว่ำบาตร" ทางเศรษฐกิจ มาเป็นการใช้ "กำลังทหาร" เข้าแทรกแซงโดยตรง ซึ่งถือเป็นการกระทำที่หมิ่นเหม่ต่อกฎหมายระหว่างประเทศอย่างยิ่ง
สถานการณ์ในเวเนซุเอลาขณะนี้เข้าสู่ภาวะสุญญากาศทางอำนาจ แม้ เดลซี โรดริเกซ รองประธานาธิบดีจะสาบานตนเข้ารับตำแหน่งทันทีเพื่อรักษาอำนาจของกลุ่มชาวิสโม (Chavismo) แต่เสถียรภาพของรัฐบาลใหม่นั้นเปราะบางอย่างยิ่ง
คำถามสำคัญที่ทั่วโลกกำลังจับตามองคือ:
ปฏิกิริยาจากพันธมิตร : จีนและรัสเซีย ซึ่งมีผลประโยชน์มหาศาลในเวเนซุเอลา จะตอบโต้ปฏิบัติการของสหรัฐฯ อย่างไร ?
สงครามกลางเมือง : กองทัพเวเนซุเอลาที่ประกาศ "สู้ตาย" จะนำไปสู่การนองเลือดภายในประเทศหรือไม่?
ชะตากรรมประชาชน: ท่ามกลางเกมการเมืองระดับโลก ประชาชนชาวเวเนซุเอลาที่บอบช้ำจากพิษเศรษฐกิจอยู่แล้ว จะเป็นผู้รับเคราะห์กรรมหนักที่สุดหรือไม่?
จากประเทศที่เคยรวย สู่ประเทศที่ล้มเหลว และวันนี้กลายเป็นสมรภูมิความขัดแย้งของมหาอำนาจ บทเรียนของเวเนซุเอลาคือเครื่องเตือนใจราคาแพงว่า ทรัพยากรธรรมชาติอาจเป็นได้ทั้ง "พร" และ "คำสาป" หากตกอยู่ในมือของผู้นำที่ขาดวิสัยทัศน์และความซื่อสัตย์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง