
เจาะขุมทรัพย์น้ำมันโลก: เบื้องหลังการจับกุม นิโกลัส มาดูโร คือเดิมพันพลังงาน 3 แสนล้านบาร์เรล ซึ่งเวเนซุเอลานั่นคือประเทศที่มี ปริมาณ น้ำมันสำรองมากที่สุด
ในขณะที่นายนิโคลัส มาดูโร ผู้นำที่ถูกโค่นอำนาจของเวเนซุเอลา กำลังรอการไต่สวนนัดแรกในเรือนจำความมั่นคงสูงที่บรูคลิน จากข้อหาค้ามนุษย์และยาเสพติด ท่ามกลางปฏิบัติการทางทหารแบบสายฟ้าแลบที่สั่งการโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาแต่สำหรับนักสังเกตการณ์ระดับโลก ถ้อยแถลงของผู้นำสหรัฐฯ ได้เปิดเผยให้เห็นถึง "แรงจูงใจซ้อน" ที่มีความสำคัญยิ่งกว่าการบังคับใช้กฎหมาย นั่นคือการเข้าควบคุมแหล่งพลังงานอย่างน้ำมัน
แม้ข้อหาทางการจะเป็นเรื่องยาเสพติด แต่โดนัลด์ ทรัมป์ระบุชัดเจนในการแถลงข่าวว่า สหรัฐฯ จะหันไปโฟกัสที่ "ปริมาณสำรองน้ำมัน" ของเวเนซุเอลาทันทีที่มาดูโรพ้นจากอำนาจ "เราจะให้บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ... เข้าไปลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์ เพื่อซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานที่พังเสียหายอย่างหนัก" ทรัมป์กล่าว พร้อมระบุว่าอุตสาหกรรมน้ำมันของเวเนซุเอลาในยุคมาดูโรนั้นเป็น "ความล้มเหลว" ที่ผลิตได้น้อยกว่า 1% ของโลก ทั้งที่นั่งทับอยู่บนกองทองคำสีดำมหาศาล
เพื่อทำความเข้าใจว่าทำไมเวเนซุเอลาจึงเป็นเดิมพันที่สูงค่าทางยุทธศาสตร์ ต้องพิจารณาข้อมูลล่าสุดจากกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) ณ สิ้นปี 2024 ซึ่งชี้ให้เห็นความจริงที่น่าตกใจ
มีเพียง 4 ประเทศเท่านั้น ที่ควบคุมปริมาณน้ำมันสำรองที่พิสูจน์แล้ว (Proven Reserves) เกินกว่าครึ่งหนึ่งของโลกและนี่คือการจัดลำดับมหาอำนาจน้ำมันโลก เรียงตามปริมาณสำรองที่พิสูจน์แล้ว
กลุ่มนี้มีอิทธิพลต่อทิศทางราคาและความมั่นคงทางพลังงานของโลกอย่างแท้จริง
อันดับประเทศปริมาณน้ำมันสำรอง
1.เวเนซุเอลา มีปริมาณสำรอง 299,953,000,000 บาร์เรล คิดเป็น 18.17% - นี่คือ แชมป์โลกที่การผลิตหยุดชะงักจากการคว่ำบาตรและการบริหารที่ผิดพลาด
2. ซาอุดีอาระเบีย มีปริมาณสำรอง 266,578,000,000 บาร์เรล คิดเป็น 16.15% นี่คือพี่ใหญ่แห่งตะวันออกกลาง ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดใน OPEC
3. แคนาดา มีปริมาณน้ำมันสำรอง 170,863,000,000 บาร์เรล คิดเป็น 10.35% นี่คือส่วนใหญ่มาจากทรายน้ำมัน (Oil Sands) ซึ่งมีต้นทุนการผลิตสูงกว่า
4. อิหร่าน มีปริมาณน้ำมันสำรอง 157,530,000,000 บาร์เรล คิดเป็น 9.54% นี่คืออีกมหาอำนาจอีกรายที่ถูกจำกัดด้วยมาตรการคว่ำบาตร
อิรัก คูเวต และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ยังคงเป็นฐานการผลิตสำคัญ ขณะที่รัสเซียและสหรัฐฯ แม้จะมีปริมาณสำรองน้อยกว่าในแง่ตัวเลขดิบ แต่มีเทคโนโลยีการขุดเจาะที่ก้าวหน้าสูง
5. อิรัก: 143,069,000,000 บาร์เรล (8.67%)
6. คูเวต: 101,500,000,000 บาร์เรล (6.15%)
7. สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์: 97,800,000,00 บาร์เรล (5.93%)
8. รัสเซีย: 80,000,000,000 บาร์เรล (4.85%)
9. ลิเบีย: 48,363,000,000 บาร์เรล (2.93%)
10. ไนจีเรีย: 37,070,000,000 บาร์เรล (2.25%)
11. สหรัฐอเมริกา: 35,230,000,000 บาร์เรล (2.13%)
12. คาซัคสถาน: 30,000,000,000 บาร์เรล (1.82%)
13. กาตาร์: 25,244,000,000 บาร์เรล (1.53%)
14. จีน: 25,132,122,000 บาร์เรล (1.52%)
15. บราซิล: 16,184,100,000 บาร์เรล (0.98%)
และประเทศอื่นๆ ตามลำดับ อาทิ แอลจีเรีย, เม็กซิโก, แองโกลา จนถึงประเทศไทยที่อยู่ในอันดับ 50 มีปริมาณสำรองราว 404 ล้านบาร์เรล หรือ 0.025% ของโลก)
แม้โลกกำลังพยายามเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด แต่ตัวเลขเหล่านี้ย้ำเตือนว่า เชื้อเพลิงฟอสซิลยังคงตอบสนองความต้องการพลังงานเกือบ 70% ของโลกการที่สหรัฐฯ เข้าแทรกแซงเวเนซุเอลา ไม่ใช่เพียงแค่การจับกุมผู้นำเผด็จการ แต่คือการปลดล็อกกุญแจสู่คลังน้ำมันเกือบ 3 แสนล้านบาร์เรล การเคลื่อนไหวครั้งนี้อาจเปลี่ยนสมดุลอำนาจพลังงานโลก ลดบทบาทของกลุ่ม OPEC เดิม และทำให้สหรัฐฯ กลายเป็นผู้ควบคุมก๊อกน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในซีกโลกตะวันตกอย่างเบ็ดเสร็จ
ที่มา : worldometers
ข่าวที่เกี่ยวข้อง