
ย้อนเหตุการณ์ สหรัฐฯ แทรกแซงแผ่นดินอื่นทั่วโลก ใช้ปฏิบัติการทางทหาร ฉายภาพซ้ำ ยุทธศาสตร์ อ้าง ปกป้องผลประโยชน์ ตัดไฟภัยคุกคาม อย่างกรณีล่าสุด บุกจับผู้นำ เวเนซุเอลา - นิโกลัส มาดูโร
ปฏิบัติการทางทหารล่าสุดของสหรัฐอเมริกาในกรุงคารากัส เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2026 ซึ่งนำไปสู่การจับกุมตัวประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา ไม่ใช่เรื่องใหม่ในหน้าประวัติศาสตร์การต่างประเทศของสหรัฐฯ หากแต่มันคือการฉายภาพซ้ำ ของยุทธศาสตร์ที่สหรัฐฯ ใช้มาตลอดหลายทศวรรษ
จากละตินอเมริกาที่เปรียบเสมือน "หลังบ้าน" สู่สมรภูมิในตะวันออกกลาง รูปแบบ (Pattern) การใช้กำลังของสหรัฐฯ มักมีจุดร่วมที่คล้ายคลึงกัน: การตั้งข้อหาผู้นำรัฐ, การอ้างความมั่นคงหรือมนุษยธรรม และจบลงด้วยการปฏิบัติการทางทหารเพื่อ "เปลี่ยนระบอบ" นี่คือการย้อนรอยปฏิบัติการสำคัญในอดีต ที่ปูทางมาสู่สิ่งที่เกิดขึ้นในเวเนซุเอลา อย่างที่เราเห็นในปี 2026
ภูมิภาคลาตินอเมริกาถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่สหรัฐฯ ให้ความสำคัญสูงสุดมาโดยตลอด ภายใต้แนวคิดที่ต้องปลอดจากอิทธิพลของขั้วอำนาจอื่น กรณีของเวเนซุเอลาในวันนี้ มีความคล้ายคลึงอย่างน่าตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นใน ปานามา เมื่อปี 1989
เป้าหมาย: พลเอก มานูเอล นอเรียกา (Manuel Noriega)
ข้ออ้าง: พัวพันยาเสพติดและเป็นภัยต่อชาวอเมริกัน
รูปแบบ: การบุกสายฟ้าแลบ
กรณีของนอเรียกา คือแม่แบบที่ชัดเจนที่สุด สำหรับกรณีมาดูโร ,สหรัฐฯ ในยุค จอร์จ บุช ผู้พ่อ กล่าวหานอเรียกา ซึ่งอดีตเคยเป็นคนของ CIA ว่าพัวพันการค้ายาเสพติด (เช่นเดียวกับข้อกล่าวหาที่มีต่อมาดูโร) ประธานาธิบดีจอร์จ เอช. ดับเบิลยู. บุช สั่งทหารกว่า 27,000 นายบุกโจมตีกองบัญชาการทหารปานามา ผลลัพธ์คือนอเรียกาต้องหนีหัวซุกหัวซุนไปพึ่งสถานทูตวาติกัน ก่อนยอมจำนนและถูกนำตัวไปดำเนินคดีในสหรัฐฯ
เป้าหมาย: คณะรัฐบาลทหารฝ่ายซ้าย
ข้ออ้าง: คุ้มครองนักศึกษาแพทย์ชาวอเมริกัน และต้านอิทธิพลคิวบา/โซเวียต
ในยุคสงครามเย็น ความกลัวคอมมิวนิสต์ผลักดันให้ประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน สั่งยกพลขึ้นบกที่เกาะเล็กๆ แห่งนี้ โดยอ้างความปลอดภัยของพลเมืองตนเอง ผลลัพธ์คือการล้มล้างรัฐบาลทหารและการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่โปร-สหรัฐฯ
เป้าหมาย: พลโท ราอูล เซดราส
ข้ออ้าง: คืนอำนาจให้ประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้ง
แม้กรณีนี้จะจบลงด้วยการเจรจาในนาทีสุดท้ายขณะเครื่องบินรบทะยานขึ้นฟ้าแล้ว แต่ก็แสดงให้เห็นถึง "การทูตเรือปืน" (Gunboat Diplomacy) ที่สหรัฐฯ พร้อมใช้กำลังทหารเต็มรูปแบบเพื่อกดดันให้ผู้นำเผด็จการยอมลงจากอำนาจ
ตะวันออกกลางและเอเชีย: สงครามต่อต้านการก่อการร้ายและ WMD
เมื่อก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 ข้ออ้างของสหรัฐฯ เปลี่ยนจาก "ภัยคอมมิวนิสต์" และ "ยาเสพติด" มาเป็น "การก่อการร้าย" และ "อาวุธทำลายล้างสูง"
เป้าหมาย: มุลเลาะห์ โอมาร์ (ตาลีบัน) และ โอซามา บิน ลาเดน (อัลกออิดะห์)
ข้ออ้าง: ตอบโต้เหตุการณ์ 9/11
นี่คือสงครามที่ยาวนานที่สุดของสหรัฐฯ เริ่มต้นด้วยการโจมตีทางอากาศและใช้หน่วยรบพิเศษร่วมกับพันธมิตรฝ่ายเหนือ แม้จะสามารถล้มรัฐบาลตาลีบันได้สำเร็จในระยะแรก แต่ผู้นำระดับสูงอย่างบิน ลาเดน กลับหลบหนีไปได้นานนับทศวรรษ ก่อนจะถูกสังหารในปฏิบัติการลับที่ปากีสถานในอีก 10 ปีต่อมา
เป้าหมาย: ซัดดัม ฮุสเซน
ข้ออ้าง: อาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (WMD)
กรณีอิรักถือเป็นรอยด่างพร้อยที่สุดในแง่ความชอบธรรมข่าวกรอง เนื่องจากภายหลัง ไม่พบหลักฐานเรื่องอาวุธ WMD ตามที่กล่าวอ้าง สหรัฐฯ และอังกฤษบุกภาคพื้นดินยึดกรุงแบกแดด นำไปสู่การจับกุมซัดดัม ฮุสเซน ในหลุมหลบภัย (ปฏิบัติการ Red Dawn) และจบชีวิตด้วยการประหารชีวิต อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากการเปลี่ยนระบอบได้ทิ้งสุญญากาศทางอำนาจที่นำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงในภูมิภาคจนถึงปัจจุบัน
เป้าหมาย: มูอัมมาร์ กัดดาฟี
ข้ออ้าง: หลักการ R2P (Responsibility to Protect) คุ้มครองพลเรือน
ต่างจากอิรักและปานามา สหรัฐฯ เลือกใช้ยุทธศาสตร์ "No boots on the ground" (ไม่ส่งทหารราบ) แต่ใช้การโจมตีทางอากาศถล่มระบบป้องกันภัยของกัดดาฟี เพื่อเปิดทางให้กลุ่มกบฏภาคพื้นดินจัดการ ผลลัพธ์คือจุดจบที่นองเลือดของกัดดาฟีและการล่มสลายของรัฐบาล
จากปานามาเมื่อปี 1989 มาจนถึงเวเนซุเอลาในต้นปี 2026 ปฏิบัติการเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ไม่ว่าผู้นำสหรัฐฯ จะมาจากพรรคใด นโยบายการต่างประเทศที่พร้อมจะใช้ Hard Power เพื่อปกป้องผลประโยชน์หรือจัดการกับสิ่งที่สหรัฐฯ มองว่าเป็นภัยคุกคาม ยังคงเป็นเครื่องมือหลักเสมอมา
คำถามสำคัญที่ประชาคมโลกต้องจับตามองต่อไปหลังการจับกุมนิโคลัส มาดูโร ไม่ใช่แค่ชะตากรรมของอดีตผู้นำ แต่คือชะตากรรมของชาวเวเนซุเอลาและเสถียรภาพของภูมิภาค เพราะประวัติศาสตร์จากอิรักและลิเบียสอนให้เรารู้ว่า "การชนะสงครามนั้นง่ายกว่าการสร้างสันติภาพ" เสมอ
ที่มา : straitstimes pbs.org history cfr theworld
ข่าวที่เกี่ยวข้อง