
SHORT CUT
ในยุคที่สังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะ "เด็กเกิดน้อย" จนน่าตกใจ นโยบายด้าน “สตรีมีบุตรและเด็กเล็ก” จึงไม่ใช่แค่เรื่องสวัสดิการทั่วไป แต่กลายเป็น "หัวใจสำคัญ" ของการวางรากฐานโครงสร้างประเทศที่ทุกพรรคการเมืองต้องหยิบมาประชันกัน
สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรของไทย โดยเฉพาะการเป็นสังคมสูงอายุที่เพิ่มขึ้น อย่างต่อเนื่อง ขณะที่จำนวนเด็กเกิดใหม่กลับลดลงทุกปี กำลังกลายเป็นวาระสำคัญที่ได้รับความสนใจจากทุกภาคส่วน
ข้อมูลล่าสุดจากเว็บไซต์สำนักบริหารการทะเบียนระบุว่า ในครึ่งปีแรกของปี 2568 มีเด็กเกิดใหม่ 201,175 คน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2567 ที่มี 221,933 คน หรือประมาณ 9.4 % ขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตในช่วงเดียวกันของปีนี้อยู่ที่ 282,582 คน ลดลงจากปีก่อนหน้าเล็กน้อย (4%) ซึ่งหมายความว่า แม้การตายจะลดลง แต่การเกิดลดลงเร็วและแรงกว่า หากแนวโน้มยังคงเช่นนี้ไปจนถึงสิ้นปี จำนวนเด็กเกิดใหม่ในปี 2568 ทั้งปี ตั้งแต่เดือนมกราคม ถึงธันวาคม อาจลดลงมาอยู่ที่ราว 400,000 กว่าคน
ปรากฏการณ์ "เกิดน้อย" ที่ลดลงอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง เช่นนี้ ได้ก่อให้เกิดความกังวลถึงผลกระทบในหลายด้าน จนทำให้คำว่า “วิกฤตประชากร” หรือ “วิกฤตเกิดน้อย”
รัฐบาลประชาชน เสนอชุดนโยบายสวัสดิการดูแลประชาชนตั้งแต่ตั้งครรภ์ถึงยามสูงวัย ให้คนไทยเกิด-แก่ อย่างมีศักดิ์ศรี พร้อมลดภาระค่าใช้จ่ายคนวัยทำงานที่ต้องหาเลี้ยงทั้งพ่อแม่และลูก
พรรคไทยสร้างไทยประกาศนโยบายทำให้คนไทยหายเหนื่อยและหมดกังวลกับการมีลูก ด้วยการออกคูปองเลี้ยงลูกเดือนละ 2,000 บาท ให้ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ไปจนถึงลูกอายุ 6 ขวบ เนื่องจากช่วงอายุนี้เป็นโอกาสทองที่จะพัฒนาสมองและร่างกายของเด็กได้ดีที่สุด
โดยคูปองดังกล่าวจะใช้แลกเป็นนม วิตามิน และสิ่งจำเป็นในการดูแลลูกตามคำแนะนำของแพทย์ในโครงการอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เด็กไทยได้รับการดูแลให้อิ่มท้องสมองดี ลดภาระของพ่อแม่ และถือเป็นการลงทุนสร้างคนที่มีคุณภาพเพื่อเป็นกำลังสำคัญในการสร้างชาติ พร้อมทั้งช่วยจูงใจให้คู่สมรสตัดสินใจมีบุตรเพื่อแก้ปัญหาอัตราการเกิดต่ำ
นโยบายมารดาประชารัฐ เป็นนโยบายหาเสียงสำคัญของพรรคพลังประชารัฐ เกี่ยวกับการเข้ามาช่วยดูแลค่าใช้จ่ายพ่อแม่ ในการเลี้ยงดูบุตรตั้งแต่ตั้งครรภ์ไปจนถึงคลอดบุตรและต่อเนื่องไปถึง 6 ขวบ
พรรคประชาธิปัตย์ชูนโยบายหมัดเด็ดด้านการศึกษาและเด็กเกิดใหม่
พรรคไทยสร้างไทยอาสาดูแลประชาชนตั้งแต่ตั้งครรภ์จนถึงวัยชรา