
SHORT CUT
อะไรคือสาเหตุของการประท้วงครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในอิหร่าน ทำไมถึงมีผู้เสียชีวิต และสหรัฐฯ จะเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไร?
การประท้วงต่อต้านรัฐบาลได้ปะทุขึ้นอย่างรุนแรงใน 31 จังหวัดของอิหร่านตั้งแต่เมื่อเดือนธันวาคม ซึ่งถือเป็นการต่อต้านระบอบการปกครองครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี ทั้งยังขยายวงกว้างอย่างรวดเร็ว จนทางการต้องตอบโต้ด้วยการตัดขาดอินเตอร์เน็ตและระบบการสื่อสาร ซึ่งทำให้ประเทศถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ท่ามกลางความโกรธแค้นของประชาชนที่ยังคงเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ
การประท้วงเริ่มต้นขึ้นเมื่อช่วงปลายเดือนธันวาคม ในตลาดแห่งหนึ่งของกรุงเตหะราน จากกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าที่ต้องการให้รัฐบาลเริ่มแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและภาวะเงินเฟ้อรุนแรง ที่ทำให้ราคาอาหารและสินค้าจำเป็นพุ่งสูงขึ้นจนประชาชนแบกรับไม่ไหว ก่อนที่การประท้วงเล็กๆ นี้จะลุกลามไปยังเมืองและหมู่บ้านมากกว่า 180 แห่งทั่วประเทศ
รัฐบาลอิหร่านพยายามบรรเทาความกดดันด้วยมาตรการแจกเงินสดโดยตรงเกือบ 7 ดอลลาร์ต่อเดือนให้แก่ประชาชนทั้งประเทศ แต่ก็ยังไม่สามารถระงับความโกรธแค้นที่ก่อให้เกิดความไม่สงบนี้ลงได้
สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงเมื่อธนาคารกลาง ตัดสินใจ ยุติโครงการที่อนุญาตให้ผู้นำเข้าบางรายเข้าถึงเงินดอลลาร์สหรัฐในราคาที่ถูกกว่าส่วนอื่นๆ ของตลาด ส่งผลให้ผู้ค้าต้องปรับขึ้นราคาสินค้า บางรายต้องปิดกิจการ
แม้ช่วงแรกจะเป็นการประท้วงที่เน้นประเด็นด้านเศรษฐกิจ แต่ความไม่พอใจของประชาชนที่สะสมมานานหลายปี ให้ทำให้การประท้วงได้ถูกขยายประเด็นจนกลายเป็นการต่อต้านรัฐบาลและระบอบการปกครอง
สำหรับรัฐบาลอิหร่านแล้ว การประท้วงครั้งนี้นับเป็นการก่อความไม่สงบครั้งรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2022 (จากกรณีของมาห์ซา อามินี หญิงสาววัย 22 ปี ที่เสียชีวิตในระหว่างถูกควบคุมตัวซึ่งจุดชนวนให้เกิดการประท้วง 'สตรี ชีวิต เสรีภาพ')
ขณะที่ฝูงชนที่โกรธแค้นจำนวนมากเริ่มตะโกนวิจารณ์ปัญหาความยากจนแลความไม่เท่าเทียม ยังมีการตะโกนว่า “ความตายแด่คาเมเนอี” ซึ่งเป็นการท้าทายโดยตรงต่ออยาตอลเลาห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ผู้ซึ่งมีอำนาจสูงสุดเหนือกิจการทางศาสนาและกิจการของรัฐ ซึ่งน่าจะเป็นชนวนสำคัญที่ทำให้รัฐบาลต้องออกมาปราบปรามการประท้วงโดยเร็ว และมีรายงานถึงการใช้ความรุนแรงด้วย แต่รัฐบาลอ้างว่าความไม่สงบครั้งนี้เป็นฝีมือของผู้ก่อการร้าย
แม้การติดตามข่าวสารภายในอิหร่านจะเป็นไปอย่างยากลำบาก แต่สำนักข่าวสิทธิมนุษยชน HRANA ในสหรัฐฯ ยังมีรายงานว่า มีผู้ประท้วงเสียชีวิตมากกว่า 500 คน รวมทั้งเด็กอย่างน้อย 9 คน นับตั้งแต่การประท้วงเริ่มต้นขึ้น และมีผู้ถูกจับกุมเกือบ 10,700 คน แต่การตัดขาดการสื่อสารทำให้ตัวเลขดังกล่าวยังไม่สามารถถูกตรวจสอบได้อย่างอิสระ
ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเกียน ออกมานกล่าวโทษความไม่สงบที่เกิดขึ้นว่าเป็นฝีมือของ 'ผู้ก่อการร้าย' ที่เชื่อมโยงกับต่างชาติ ซึ่งเขาอ้างว่าเป็นผู้เผาตลาด มัสยิด และสถานที่ทางวัฒนธรรม นอกจากนี้เขายังกล่าวว่าสงคราม 12 วันระหว่างอิสราเอลและอิหร่านเมื่อปีที่แล้วได้นำพาประเทศของเขา 'เข้าสู่ความโกลาหล'
ด้านอาลี ซาเลฮี อัยการของเตหะราน กล่าวว่า ผู้ประท้วงบางคนอาจต้องโทษประหารชีวิตจากการกระทำของพวกเขา เช่น การก่อกวนทรัพย์สินสาธารณะ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประท้วงต่อต้านรัฐบาล ถือเป็นการ 'ก่อสงครามต่อพระเจ้า' ซึ่งมีโทษสูงสุดคือการประหารชีวิต
หลังมีรายงานการปราบปรามจนทำให้มีผู้ประท้วงเสียชีวิต ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกมาแสดงท่าทีไม่เห็นด้วย พร้อมกล่าวว่า รัฐบาลของเขากำลังติดตามสถานการณ์การประท้วงที่รุนแรงในอิหร่าน และกำลังพิจารณาทางเลือกที่เป็นไปได้ในการช่วยเหลือผู้คน เช่น การใช้กองกำลังทหาร
โดยส่งคำเตือนถึงผู้นำอิหร่านว่า จะต้องเจอกับมาตรการตอบโต้ที่รุนแรงจากสหรัฐฯ หากยังไม่หยุดสังหารประชาชน ซึ่งรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน อับบาส อาราคชี ตอบกลับว่า อิหร่านพร้อมจะเจรจา แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของความเคารพซึ่งผลประโยชน์ของกันและกัน
ขณะที่อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เตือนให้สหรัฐฯ หยุดการก้าวก่าย และใส่ใจเพียงปัญหาของประเทศตนเอง พร้อมยืนยันด้วยว่า "สาธารณรัฐอิสลามจะไม่ยอมอ่อนข้อให้กับผู้ที่พยายามทำลายเรา"