
SHORT CUT
หลังจากปีแห่งความปั่นป่วนทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีและความท้าทายต่อระบบพหุภาคีและสถาบันต่าง ๆ ผู้นำโลกจะสามารถคาดหวังอะไรได้บ้างในปี 2026
รายงาน Global Risks Report 2026 ของสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ที่อ้างอิงจากการสำรวจความคิดเห็นของผู้นำระดับโลกกว่า 1,300 คนและการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านความเสี่ยงสะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านอย่างชัดเจนสู่ 'ยุคแห่งการแข่งขัน'
ในขณะที่โมเมนตัมความเสี่ยงระดับโลกยังคงทวีความรุนแรงขึ้น ทั้งในด้านความเร็ว ขนาดและขอบเขต รายงานฉบับนี้เน้นย้ำว่า อนาคตไม่ใช่เส้นทางเดียวที่ตายตัวแต่เป็นผลลัพธ์จากชุดการตัดสินใจที่มีร่วมกันในวันนี้ในฐานะประชาคมโลก โดยอธิบายถึงภูมิทัศน์แบบหลายขั้วที่กำลังก่อตัวขึ้น ซึ่งถูกขับเคลื่อนด้วยการเผชิญหน้ามากกว่าความร่วมมือและความไว้วางใจ
นอกจากนี้ความไม่แน่นอนจะยังคงเป็นธีมหลักสำหรับอนาคตอันใกล้ โดยผู้ตอบแบบสอบถามครึ่งหนึ่งคาดการณ์ว่า ปี 2026 จะเป็นปีแห่งความ 'ปั่นป่วน' (Turbulent) หรือ 'มรสุมโหมกระหน่ำ' (Stormy) ในอีก 2 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากมุมมองความเสี่ยงในระยะ 10 ปีข้างหน้า สัดส่วนดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นเป็น 57% โดยเกือบ 1 ใน 5 คาดการณ์ว่าจะเกิดความเสี่ยงขนาด 'หายนะระดับโลก' ขึ้นในอนาคตได้
ต่อไปนี้คือประเด็นสำคัญบางส่วน
การเผชิญหน้าทางภูมิเศรษฐศาสตร์คุกคามพหุภาคีนิยม
เมื่อระบบพหุภาคีโลกที่ดำรงมาอย่างยาวนานเผชิญแรงกดดัน ความไว้วางใจที่ลดลง ความโปร่งใสและการเคารพหลักนิติธรรมที่ถดถอย รวมถึง กระแสกีดกันทางการค้าที่รุนแรงขึ้น กำลังบ่อนทำลายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การค้า การลงทุน และเพิ่มโอกาสเกิดความขัดแย้ง การเผชิญหน้าทางภูมิเศรษฐกิจ การเผชิญหน้าทางภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geoeconomic Confrontation) จึงกลายเป็นความกังวลอันดับต้น ๆ สำหรับผู้นำโลกและผู้เชี่ยวชาญด้านความเสี่ยงในปี 2026 ครอบคลุมความท้าทายด้านการค้า การลงทุน ห่วงโซ่อุปทานและการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติ
การเผชิญหน้าทางภูมิเศรษฐศาสตร์ถูกเลือกเป็นความเสี่ยงอันดับ 1 สูงถึง 18% โดยผู้ตอบมองว่ามีแนวโน้มจะก่อให้เกิดวิกฤตระดับโลกอย่างมีนัยสำคัญในปี 2026 รองลงมาคือความขัดแย้งทางอาวุธระหว่างรัฐ (State-Based Armed Conflict) ที่เคยเป็นความเสี่ยงสูงสุดในปี 2025 ซึ่งมีผู้ตอบเลือก 14%
แม้โลกจะเริ่มคุ้นชินกับมาตรการภาษีศุลกากรแล้ว แต่ก็มีความเสี่ยงที่การเผชิญหน้าทางภูมิเศรษฐศาสตร์จะกลายเป็นสงครามเศรษฐกิจอย่างเต็มรูปแบบ ด้วยการปิดล้อมท่าเรือ การจำกัดการส่งออกสินค้าสำคัญ การยกเลิกสัญญาและการควบคุมเงินทุน เป็นต้น
อันดับ 3 คือ สภาพอากาศสุดขั้วที่ 8% ตามมาด้วยอันดับ 4 คือ ความแตกแยกทางสังคม (Societal Polarization) ซึ่งอยู่ที่ 7% การบิดเบือนข้อมูล/ข้อมูลเท็จ 7% ตามลำดับ
สำหรับภาพรวมความเสี่ยงในอีก 2 ปีข้างหน้ายังคงมีความคล้ายคลึงกัน นำโดยการเผชิญหน้าทางภูมิเศรษฐศาสตร์ การบิดเบือนข้อมูล/ข้อมูลเท็จ และการแบ่งขั้วทางสังคม มาเป็น 3 อันดับแรก ขณะที่ความขัดแย้งทางอาวุธระหว่างรัฐลดลงมาอยู่ที่อันดับ 5
อย่างไรก็ตาม เมื่อมองในกรอบ 10 ปีข้างหน้า การรับรู้ความเสี่ยงเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยความกังวลอันดับต้นๆ คือ ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น สภาพอากาศสุดขั้ว การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญต่อระบบโลก
ในบรรดาความกังวลที่สำคัญสุดในอีก 2 ปีข้างหน้า การบิดเบือนข้อมูล/ข้อมูลเท็จ ก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ถูกมองว่าเป็นความเสี่ยงระยะยาวที่รุนแรง โดยอยู่ในอันดับที่ 4 และความกลัวต่อผลกระทบด้านลบของปัญญาประดิษฐ์ (AI) อยู่ในอันดับที่ 5
ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจทวีความรุนแรงขึ้น
เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจแสดงให้เห็นถึงการขยับอันดับเพิ่มขึ้นมากที่สุดในช่วง 2 ปีข้างหน้า พร้อมกับการเผชิญหน้าทางภูมิรัฐศาสตร์ ความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยและภาวะเงินเฟ้อทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นมากที่สุดและขยับขึ้นมาถึง 8 อันดับ
อีกหนึ่งความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วคือความเสี่ยงจากฟองสบู่สินทรัพย์แตกที่ขยับขึ้นมาถึง 7 อันดับ เน้นย้ำให้เห็นถึงความผันผวนจากการผสมผสานของหนี้สินที่เพิ่มขึ้น ภาวะเศรษฐกิจถดถอยและผลตอบแทนที่ไม่แน่นอนจากการลงทุนในเทคโนโลยีแนวหน้า (Frontier Technologies) อย่าง AI และควอนตัม โดยรายงานเตือนว่าหากเพิ่มการเผชิญหน้าทางภูมิรัฐศาสตร์เข้าไปในส่วนผสมนี้ด้วย ผลกระทบอาจไม่เพียงแต่กระทบกับภาคธุรกิจเท่านั้น แต่รวมถึงสังคมทั้งหมด
ความเสี่ยงจากเทคโนโลยีที่ไร้การควบคุม
การพัฒนาอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี อย่าง AI และควอนตัมคอมพิวติง สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโต แต่ก็เพิ่มระดับความเสี่ยงด้วยเช่นกัน โดยความเสี่ยงเหล่านี้มีตั้งแต่ผลกระทบของ AI ต่อตลาดแรงงานและgเสถียรภาพความมั่นคงทางสังคม (Social Stability) เนื่องจากลักษณะของงานเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ขั้นพื้นฐาน ไปจนถึงคำถามเกี่ยวกับภัยคุกคามของควอนตัมต่อความมั่นคงของข้อมูล และความเสี่ยงทางทหารที่เกิดจากระบบอาวุธที่ทำงานอัตโนมัติมากขึ้นเรื่อย ๆ
การบิดเบือนข้อมูล/ข้อมูลเท็จ และความไม่มั่นคงทางไซเบอร์ อยู่ในอันดับ 2 และอันดับ 6 ในมุมมอง 2 ปี ขณะที่ผลกระทบเชิงลบของ AI ขยับอันดับมากที่สุดในระยะยาว จากอันดับที่ 30 ในระยะสั้นขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 5 ในมุมมอง 10 ปี และผลกระทบเชิงลบของเทคโนโลยีแนวหน้า ขยับจากอันดับที่ 33 มาอยู่ที่อันดับ 25 ระหว่างมุมมอง 2 ปีและมุมมอง 10 ปี
รายงานเสริมว่าการสร้างความตระหนักรู้ การศึกษา การพัฒนายกระดับทักษะ และมาตรการกำกับดูแล จะเป็นหัวใจสำคัญชองกลยุทธ์การบรรเทาความเสี่ยง
ความแตกแยกทางสังคมยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสูง
ความแตกแยกทางสังคมหรือการแบ่งขั้วทางสังคมเป็นองค์ประกอบหลักและคงที่ของภูมิทัศน์ความเสี่ยงระดับโลกของรายงานความเสี่ยงระดับโลก 5 ฉบับหลังสุด
ความเสี่ยงทางสังคมอยู่ในอันดับที่ 3 ในมุมมอง 2 ปีข้างหน้า ลดลงมาอยู่ในอันดับที่ ในมุมมอง 10 ปี เป็นความเสี่ยงเพียงรายการเดียวที่ยังคงติดใน 10 อันดับแรกของความเสี่ยงทั้งในระยะสั้นและระยะยาวตลอด 5 ปีที่ผ่านมา
ปัญหาความเหลื่อมล้ำ สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีและภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับความแตกแยกทางสังคม เมื่อผสานกับการบิดเบือนข้อมูล/ข้อมูลเท็จ และการเผชิญหน้าทางภูมิเศรษฐศาสตร์ อาจทำให้ความแตกแยกทางสังคมและการเมืองอาจทวีความรุนแรงขึ้นในอีก 2 ปีข้างหน้า
ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมลดลงในระยะสั้น แต่ยังสูงในระยะยาว
ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมเคยได้รับการจัดให้อยู่ในอันดับสูงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ความเสี่ยงเหล่านี้ถูกจัดลำดับความสำคัญรองลงมาในระยะสั้น เมื่อเทียบกับภัยคุกคามที่ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ที่มีความเร่งด่วนกว่า แม้เหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรงสุดขั้วและมลพิษยังคงติด 10 อันดับแรก แต่ลดลงเล็กน้อย ขณะที่การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญต่อระบบโลกและการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพลดลงเห็นได้ชัด โดยลงไปอยู่ในอันดับล่าง ๆ ของการจัดอันดับเมื่อเทียบกับปีก่อน
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์นี้แตกต่างออกไปในแนวโน้ม 10 ปีข้างหน้า ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมยังคงครองอันดับต้น ๆ โดยมีความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม 5 รายการติดอยู่ใน 10 อันดับแรก ได้แก่ สภาพอากาศสุดขั้ว การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและการล่มสลายของระบบนิเวศ และการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญต่อระบบโลก ติด 3 อันดับแรก ตามมาด้วยการขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติซึ่งอยู่ที่อันดับ 6 และมลพิษอยู่อันดับ 10 ขณะที่การเผชิญหน้าทางภูมิเศรษฐศาสตร์ซึ่งเป็นความกังวลระยะสั้นอันดับที่ 1 ลดลงไปอยู่อันดับ 19
ระเบียบโลกเดิมกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยน
ท่ามกลางนโยบายกีดกันทางการค้าและนโยบายอุตสาหกรรมเชิงกลยุทธ์กำลังเพิ่มสูงขึ้น และรัฐบาลต่างๆ เข้ามาควบคุมห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญมากขึ้น รายงานความเสี่ยงระดับโลกปี 2026 จึงสะท้อนภาพโลกที่มีการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น
ผู้ตอบแบบสอบถามราว 68% เชื่อว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า สภาพแวดล้อมทางการเมืองโลกจะแตกแยกกระจัดกระจายและมีหลายขั้วมากขึ้น โดยมีเพียง 6% ที่คาดว่าระเบียบระหว่างประเทศหลังสงครามและสถาบันพหุภาคีจะฟื้นคืนกลับมาเมื่อผลประโยชน์ของชาติได้รับการให้ความสำคัญมากกว่าการดำเนินการร่วมกัน
เมื่อความไม่แน่นอนยังคงเป็นเพียงสิ่งเดียวที่แน่นอน สิ่งนี้เน้นย้ำถึงความจำเป็นอย่างต่อเนื่องในการร่วมมือกันข้ามรอยร้าวใหม่ ๆ การเจรจาที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นหัวข้อหลักของการประชุมประจำปีของสภาเศรษฐกิจโลกในเมืองดาวอสจะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการกำหนดเส้นทางร่วมกันในอนาคต
5 ความเสี่ยงสูงสุดสำหรับประเทศไทยในปี 2026
จากการสำรวจความคิดเห็นผู้บริหาร (Executive Opinion Survey: EOS) เกี่ยวกับความเสี่ยงของประเทศไทยในปี 2026 พบว่า 5 ความเสี่ยงสูงสุดที่ประเทศไทยกำลังจะเผชิญในอนาคตอันใกล้นี้ ได้แก่ อันดับ 1 หนี้ ครอบคลุมหนี้สาธารณะ หนี้ภาคธุรกิจและหนี้ครัวเรือน รองลงมาคือ ภาวะเศรษฐกิจถดถอยจากความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะหดตัวหรือเผชิญความซบเซา ซึ่งอยู่ในอันดับ 2
ส่วนอันดับ 3 คือ การขาดโอกาสทางเศรษฐกิจหรือการว่างงาน ตามมาด้วย ผลกระทบเชิงลบจากเทคโนโลยี AI ในอันดับที่ 4 รวมถึง ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ทั้งด้านความมั่งคั่งและรายได้ของประชาชน
ที่มา: World Economic Forum