svasdssvasds

ส่องโมเดล ประกันสังคมเนเธอร์แลนด์ ทำไมถึงดีที่สุดในโลก ?

ส่องโมเดล ประกันสังคมเนเธอร์แลนด์ ทำไมถึงดีที่สุดในโลก ?

ทำไมเนเธอร์แลนด์ถึงครองแชมป์สวัสดิการโลก? ถอดบทเรียน "โมเดลโพลเดอร์" และระบบบำนาญ 3 เสาหลักที่ทั่วโลกต้องศึกษา

SHORT CUT

  • วัฒนธรรม "โพลเดอร์" (Consensus): เน้นการเจรจาหาฉันทามติร่วมกันระหว่างรัฐ นายจ้าง และลูกจ้าง เพื่อสร้างนโยบายที่มั่นคงและทุกฝ่ายยอมรับในระยะยาว
  • บำนาญ 3 เสาหลักที่สมดุล: กระจายความเสี่ยงผ่านบำนาญรัฐ บำนาญจากงาน และการออมส่วนตัว ส่งผลให้ผู้เกษียณมีรายได้เฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 93 ของรายได้ก่อนเกษียณ
  • กลไกตลาดที่มีรัฐกำกับ: ใช้บริษัทเอกชนขับเคลื่อนระบบ แต่รัฐคุมกฎเข้มงวดเพื่อให้ทุกคนเข้าถึงสวัสดิการสุขภาพและสังคมได้อย่างเท่าเทียมและไม่มีการปฏิเสธการรับสิทธิ

ทำไมเนเธอร์แลนด์ถึงครองแชมป์สวัสดิการโลก? ถอดบทเรียน "โมเดลโพลเดอร์" และระบบบำนาญ 3 เสาหลักที่ทั่วโลกต้องศึกษา

ความสำเร็จของประเทศเนเธอร์แลนด์ในการสร้างและรักษาระบบประกันสังคมที่ได้รับการยอมรับว่าดีที่สุดในโลก ไม่ได้เป็นเพียงผลลัพธ์จากการบริหารจัดการนโยบายในระยะสั้น แต่เป็นผลิตผลจากการสะสมทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมทางการเมืองแบบเน้นฉันทามติ และการออกแบบโครงสร้างทางกฎหมายที่ซับซ้อนซึ่งสามารถปรับตัวให้เข้ากับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ตลอดเวลา

จากรายงานการจัดอันดับของ Mercer CFA Institute Global Pension Index ประจำปี 2024 และ 2025 เนเธอร์แลนด์ยังคงครองตำแหน่งอันดับหนึ่งของโลกด้วยคะแนนดัชนีรวม 85.4 ซึ่งสะท้อนถึงความเหนือชั้นในด้านความเพียงพอของสิทธิประโยชน์ (Adequacy) ความยั่งยืนทางการเงิน (Sustainability) และความโปร่งใสของระบบธรรมาภิบาล (Integrity)  

อะไรคือ "สูตรลับ" ที่ทำให้พวกเขาสามารถบูรณาการรัฐสวัสดิการเข้ากับกลไกตลาดได้อย่างไร้รอยต่อ? เราจะไปเจาะลึกโครงสร้างที่แข็งแกร่งดั่งคันกั้นน้ำของพวกเขากัน

ส่องโมเดล ประกันสังคมเนเธอร์แลนด์ ทำไมถึงดีที่สุดในโลก ?

"Polder Model" รากฐานสวัสดิการมั่นคง 

ความเข้าใจระบบประกันสังคมของ เนเธอร์แลนด์ จำเป็นต้องเริ่มจากบริบทพื้นฐานของสังคมและภูมิประเทศของประเทศนี้ โดยศึกษาจาก “โพลเดอร์” (Polder Model) ซึ่งหมายถึงพื้นที่ดินที่มนุษย์สร้างขึ้นด้วยการกั้นคันดินและระบายน้ำออกจากทะเลหรือแหล่งน้ำ เพื่อให้สามารถนำมาใช้เพาะปลูกและอยู่อาศัยได้

ส่องโมเดล ประกันสังคมเนเธอร์แลนด์ ทำไมถึงดีที่สุดในโลก ?

เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ของเนเธอร์แลนด์อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล การปกป้องที่ดินจากน้ำท่วมจึงไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นภารกิจร่วมกันของทั้งชุมชน หากเจ้าของที่ดินเพียงรายเดียวละเลยการดูแลคันดินในส่วนของตน ความเสียหายย่อมลุกลามไปสู่พื้นที่ทั้งหมดโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ สภาพความเป็นจริงทางกายภาพเช่นนี้เองที่หล่อหลอมให้สังคมดัตช์ยึดถือแนวคิดเรื่อง “การพึ่งพาอาศัยกัน” หรือ solidarity และการแก้ปัญหาด้วยการประนีประนอม แม้ผู้คนจะมีความแตกต่างด้านศาสนา ความเชื่อ หรืออุดมการณ์ทางการเมืองอย่างก็ตาม

เมื่อเข้าสู่บริบทการเมืองและเศรษฐกิจสมัยใหม่ จิตวิญญาณแห่งความร่วมมือดังกล่าวถูกแปลงให้เป็นกลไกเชิงสถาบันอย่างชัดเจน ผ่านข้อตกลงวาสเซนนาร์ (Wassenaar Agreement)ในปี 1982 ซึ่งเป็นการเจรจาระหว่างสามฝ่าย ได้แก่ รัฐบาล สหภาพแรงงาน และสมาคมนายจ้าง เพื่อตอบโจทย์วิกฤตเงินเฟ้อและอัตราการว่างงานที่พุ่งสูงในขณะนั้น

ข้อตกลงนี้วางหลักการให้แรงงานยอมชะลอการเรียกร้องขึ้นค่าจ้าง เพื่อแลกกับการรักษาการจ้างงานและการลดชั่วโมงทำงาน แนวทางดังกล่าวกลายเป็นจุดตั้งต้นสำคัญของระบบประกันสังคมแบบดัตช์ ที่เน้นการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนอย่างเป็นระบบ โดยมี Sociaal-Economische Raad หรือ SER ทำหน้าที่เป็นเวทีกลางในการให้คำปรึกษาและกำหนดทิศทางนโยบาย ด้วยเหตุนี้ การตัดสินใจเชิงนโยบายในเนเธอร์แลนด์จึงมักดำเนินไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะต้องรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน แต่ในขณะเดียวกัน เมื่อได้ข้อสรุปแล้ว นโยบายเหล่านั้นมักมีความมั่นคงสูง และไม่เปลี่ยนแปลงไปตามวัฏจักรการเมืองหรือการเปลี่ยนรัฐบาลได้โดยง่าย

 

 เสาหลัก 3 ประการที่ค้ำจุนสังคมผู้สูงอายุ

ความแข็งแกร่งที่สุดของประกันสังคมเนเธอร์แลนด์อยู่ที่ระบบบำนาญ ซึ่งได้รับการออกแบบให้กระจายแหล่งที่มาของเงินทุนอย่างสมดุลเพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาภาครัฐเพียงอย่างเดียว  ระบบนี้แบ่งออกเป็นสามส่วนหลักหรือที่เรียกว่า "เสาหลักสามประการ" (Three Pillars) 

 

เสาหลักที่หนึ่ง: บำนาญรัฐขั้นพื้นฐาน (AOW)

กฎหมายบำนาญชราภาพทั่วไป (Algemene Ouderdomswet หรือ AOW) เป็นตาข่ายรองรับสังคมสำหรับทุกคนที่อาศัยหรือทำงานในเนเธอร์แลนด์  ระบบนี้บริหารจัดการโดยธนาคารประกันสังคม (Social Insurance Bank - SVB) โดยใช้หลักการ "จ่ายตามจริง" (Pay-as-you-go) คือเงินสมทบที่เก็บจากคนทำงานในปัจจุบันจะถูกนำไปจ่ายให้แก่ผู้เกษียณอายุในทันที  สิทธิประโยชน์นี้จะคำนวณจากจำนวนปีที่พำนักในเนเธอร์แลนด์ระหว่างอายุ 15 ปีจนถึงวันเกษียณ โดยทุกปีที่อาศัยอยู่จะได้รับสิทธิร้อยละ 2 ของบำนาญเต็มจำนวน หากอาศัยครบ 52 ปีจะได้รับบำนาญเต็มร้อยละ 100  จุดเด่นของ AOW คือการการันตีรายได้ขั้นต่ำเพื่อป้องกันความยากจนในวัยชรา โดยไม่คำนึงถึงระดับรายได้ในอดีต   

เสาหลักที่สอง: กองทุนบำนาญจากอาชีพ (Occupational Pensions)

นี่คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้เนเธอร์แลนด์มีระบบบำนาญที่ใหญ่ที่สุดประเทศหนึ่งในแง่ของสินทรัพย์เมื่อเทียบกับ GDP  กองทุนเสาหลักที่สองครอบคลุมแรงงานกว่าร้อยละ 90 ของประเทศผ่านข้อตกลงแรงงานสัมพันธ์ (Collective Labor Agreements) ในแต่ละอุตสาหกรรม  นายจ้างมีหน้าที่ต้องนำลูกจ้างเข้าสู่กองทุนบำนาญประจำอุตสาหกรรม (Industry-wide pension funds) ซึ่งกองทุนเหล่านี้มีสถานะเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่บริหารจัดการร่วมกันโดยตัวแทนนายจ้างและสหภาพแรงงาน  เงินสมทบโดยเฉลี่ยจะแบ่งเป็นส่วนของนายจ้างร้อยละ 66 และลูกจ้างร้อยละ 33  ระบบนี้ช่วยให้เนเธอร์แลนด์มีอัตราการทดแทนรายได้ (Replacement Rate) สูงถึงร้อยละ 93 ซึ่งสูงเป็นอันดับต้นๆ ของกลุ่มประเทศ OECD    

เสาหลักที่สาม: บำนาญส่วนบุคคล (Private Pensions)

เป็นการออมเพื่อวัยเกษียณที่ผู้ลงทุนสมัครใจจัดการด้วยตนเอง เช่น การซื้อประกันบำนาญ หรือการออมเงินผ่านบัญชีเงินฝาก/การลงทุนที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี

การออมบำนาญลักษณะนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษสำหรับฟรีแลนซ์หรือผู้ประกอบอาชีพอิสระ (เช่น ZZP’ers) รวมถึงผู้ที่สะสมเงินบำนาญจากการทำงานประจำได้ไม่เพียงพอ จึงมักถูกเรียกว่า “บำนาญเสริม” อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงแล้ว ใครก็ตามก็สามารถเลือกใช้ระบบบำนาญภาคเอกชนนี้เพื่อเพิ่มความมั่นคงทางการเงินหลังเกษียณได้

โครงสร้างระบบที่มั่นคง 

ที่สำคัญคือระบบประกันสังคมของ เนเธอร์แลนด์ เป็นแบบผสมผสานระหว่างภาครัฐและเอกชน ประกอบด้วยบำนาญพื้นฐานจากรัฐ (AOW) ที่จ่ายในอัตราคงที่ให้ผู้เกษียณทุกคน และกองทุนบำนาญจากการทำงานในภาคเอกชนซึ่งเป็นภาคบังคับเกือบทั่วทั้งตลาดแรงงาน ผ่านกองทุนบำนาญอาชีพตามข้อตกลงแรงงาน ระบบนี้ทำให้ผู้ที่อาศัยหรือทำงานในประเทศได้รับความคุ้มครองด้านประกันสังคมอย่างทั่วถึง ครอบคลุมสวัสดิการสำคัญ เช่น การรักษาพยาบาล การลาคลอด เงินเลี้ยงดูบุตร และเงินว่างงาน โดยสิทธิประโยชน์มีความชัดเจนและค่อนข้างเอื้อประโยชน์ต่อครอบครัวและแรงงาน

การบริหารและแหล่งเงินทุน
การบริหารจัดการเน้นความโปร่งใสและความเป็นมืออาชีพ ผู้จ่ายเงินสมทบทั้งลูกจ้างและนายจ้างมีตัวแทนร่วมตัดสินใจ ช่วยลดการแทรกแซงทางการเมืองและเปิดทางให้กองทุนลงทุนระยะยาวได้อย่างมั่นคง แหล่งเงินทุนใช้ทั้งภาษีและเงินสมทบ บำนาญพื้นฐานรัฐใช้ระบบจ่ายจากคนทำงานสู่ผู้เกษียณ (pay-as-you-go) ขณะที่กองทุนบำนาญอาชีพภาคเอกชนรับเงินสมทบจากนายจ้าง–ลูกจ้างและนำไปลงทุนสร้างผลตอบแทน ส่วนระบบสุขภาพเป็นประกันภาคบังคับที่ดำเนินการโดยบริษัทเอกชนภายใต้การกำกับของรัฐ และมีการอุดหนุนตามรายได้เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงบริการได้

ส่องโมเดล ประกันสังคมเนเธอร์แลนด์ ทำไมถึงดีที่สุดในโลก ?

ความท้าทายในอนาคต

ความชราภาพของประชากรและภาวะผลตอบแทนการลงทุนที่ต่ำกดดันความยั่งยืนของระบบบำนาญเดิม รัฐจึงอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบบำนาญแบบเงินสมทบ (DC) เพื่อกระจายความเสี่ยงระหว่างรุ่น ความท้าทายสำคัญคือการรักษาสมดุลระหว่างความมั่นคงทางการเงินของกองทุนกับการคุ้มครองผลประโยชน์ของผู้เกษียณทั้งปัจจุบันและอนาคต ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นว่าระบบใหม่มีความยุติธรรม โปร่งใส และปลอดจากการเมืองแทรกแซงในระยะยาว

ที่มา : bluelynx / pensionsage. / researchgate 

ข่าวที่เหี่ยวข้อง 

related