
SHORT CUT
ย้อนรอยเส้นทางวิบาก "ทักษิณ ชินวัตร" (หรือ พี่โทนี่ ในยุคแอป clubhouse ปังๆ) จากอดีตนายกฯ สู่สถานะนักโทษ ก่อนได้รับสิทธิ์พักโทษ ท่ามกลางคำถามถึงบทบาทการเมืองในอนาคต เขาจะเป็น ผู้นำจิตวิญญาณของคนเสื้อแดงต่อไปหรือไม่ ?
หากจะทำความเข้าใจภาพรวมเรื่องราวของ "ทักษิณ ชินวัตร" เราต้องหมุนเข็มนาฬิกากลับไปในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2551 นั่นคือครั้งแรกที่เขากลับเหยียบแผ่นดินไทยหลังเหตุการณ์รัฐประหารปี 2549 ภาพที่กลายเป็นประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งคือการ "ก้มกราบพื้นแผ่นดิน" ครั้งแรก
ทันทีที่ถึงสนามบินสุวรรณภูมิ วันนั้น ท่ามกลางเสียงเชียร์ของกลุ่มผู้สนับสนุนที่หนาตาในขณะนั้น เขาประกาศพร้อมสู้คดีทางการเมือง แต่สุดท้ายสถานการณ์ก็นำพาให้เขาต้องตัดสินใจลี้ภัยในต่างประเทศรอบที่ 2 ซึ่งกินเวลามหาศาลถึง 17 ปีเต็ม ทิ้งไว้เพียงตำนาน "ผู้นำจิตวิญญาณ" ที่ยังคงโลดแล่นอยู่ในใจของคนเสื้อแดงทั่วประเทศ
วันที่ 22 สิงหาคม 2566 กลายเป็นอีกหนึ่งวันหยุดโลกสำหรับคนไทย เครื่องบินส่วนตัว MJETS นำพาทักษิณบินสู่ดอนเมือง เขาก้มกราบพระบรมฉายาลักษณ์หน้าอาคารผู้โดยสาร ก่อนจะถูกนำตัวไปฟังคำพิพากษาคดีค้างเก่ารวม 3 คดี มีโทษจำคุกรวม 8 ปี แต่ชีวิตในกรงขังกลับสั้นกว่าที่คิด เพราะในคืนเดียวกันนั้นเอง กรมราชทัณฑ์ส่งตัวเขาไปรักษาที่โรงพยาบาลตำรวจ "ชั้น 14" ด้วยอาการป่วยสะสมและความดันสูง กลายเป็นชนวน ให้สังคมวิจารณ์ถึง 'สิทธิพิเศษ' ตลอดหลายเดือนที่เขาพักรักษาตัวอยู่บนตึกสูงแทนที่จะเป็นห้องขังแคบๆ แบบนักโทษคนอื่นๆ
ในวันที่ 31 สิงหาคม 2566 ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศ โปรดเกล้าฯ พระราชทานอภัยลดโทษให้นายทักษิณเหลือจำคุกเพียง 1 ปี เพื่อใช้ความรู้ความสามารถทำคุณประโยชน์แก่ประเทศ จนกระทั่งวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2567 ทักษิณ ชินวัตร ได้รับสิทธิ์พักโทษเป็นครั้งแรก เขาเดินทางออกจากโรงพยาบาลตำรวจด้วยภาพจำ "สวมเฝือกคอและแขน" กลับสู่บ้านจันทร์ส่องหล้า แต่ความสงบสุขนั้นกลับอยู่ได้ไม่นาน เมื่อมีผู้ยื่นคำร้องต่อศาลให้ตรวจสอบว่า การอยู่ชั้น 14 นั้นนับเป็นการรับโทษตามกฎหมายหรือไม่
หน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยพลิกผันอีกครั้งในปี 2568 เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำสั่งไต่สวนกรณีการพักรักษาตัวที่ชั้น 14 ตามคำร้องของนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ แม้ในช่วงกันยายน 2568
ทักษิณ ชินวัตร จะมีการเดินทางออกนอกประเทศระยะสั้นโดยระบุว่าไปพบแพทย์ที่สิงคโปร์และดูไบ แต่ในวันที่ 9 กันยายน 2568 ศาลได้มีคำสั่งชี้ขาดว่า การรักษาตัวที่ รพ.ตำรวจ ในช่วงที่ผ่านมานั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่สามารถนำระยะเวลานั้นมาหักลบวันรับโทษได้
ส่งผลให้นายทักษิณต้องกลับไปมีสถานะ "นักโทษเด็ดขาดชาย (น.ช.)" และถูกส่งตัวเข้าจองจำในเรือนจำกลางคลองเปรมจริงเป็นเวลา 1 ปีเต็ม
ชีวิตในเรือนจำคลองเปรมของทักษิณเริ่มต้นอย่างจริงจังตั้งแต่กันยายน 2568 ถึงเมษายน 2569 ตลอดช่วงเวลานี้ ครอบครัวชินวัตร โดยเฉพาะ 'อุ๊งอิ๊งค์' แพทองธาร ชินวัตร ลูกสาวและอดีตนายกฯ ได้กลายเป็นกำลังใจหลัก
เธอเผยภาพผ่านโซเชียลมีเดีย เป็นภาพนายทักษิณในชุดนักโทษสีฟ้าและผมตัดสั้น ซึ่งเป็นการยืนยันสถานะการเป็นนักโทษอย่างสมบูรณ์เป็นครั้งแรก
ตลอดระยะเวลานั้น ครอบครัวเข้าเยี่ยมรวมกว่า 61 ครั้ง ท่ามกลางกระแสการเมืองภายนอกที่พรรคเพื่อไทยกำลังเผชิญกับการเติบโตของคู่แข่งสำคัญอย่างพรรคภูมิใจไทย
เมื่อถึงพฤษภาคม 2569 กระแสการพักโทษกลับมาอีกครั้ง ท่ามกลางข้อกังขาเรื่อง "การกระทำผิดซ้ำ" และ "ชั้นนักโทษ" กรมราชทัณฑ์จึงได้ออกเอกสารชี้แจงอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ยืนยันว่านายทักษิณเป็นนักโทษชั้นกลาง ซึ่งตามกฎกระทรวงปี 2564 สามารถได้รับการพักโทษได้หากรับโทษมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ส่วนกรณีคำวินิจฉัยศาลฎีกาปี 2568 ให้เริ่มนับโทษใหม่นั้น ไม่ถือเป็นการกระทำผิดซ้ำตามข้อห้าม กรมราชทัณฑ์ยืนยันว่ากระบวนการทั้งหมดโปร่งใส ตรวจสอบได้ และไม่มีการเลือกปฏิบัติแต่อย่างใด
ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 (พรุ่งนี้) ทักษิณมีกำหนดปล่อยตัวพักโทษหลังจากอยู่ในเรือนจำจริงรวม 243 วัน การกลับมาครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อน เพราะเขาต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขการคุมประพฤติที่เข้มงวด
ส่วนประเด็นเรื่องกำไล EM นั้น ก่อนหน้านี้ ราชทณฑ์เคยชี้แจงว่า ก็ไม่มีความจำเป็น แต่จะต้องมีการไปรายงานตัวตามกำหนดนัดกับทางสำนักงานคุมประพฤติ
ห้ามเดินทางออกนอกพื้นที่โดยไม่ได้รับอนุญาต และต้องรายงานตัวทุกเดือนจนกว่าจะพ้นโทษโดยสมบูรณ์ในวันที่ 9 กันยายน 2569 แม้แต่กลุ่มมวลชน "Red Never Dies" ที่นัดรวมตัวให้กำลังใจ ก็ทำได้เพียงแสดงออกเชิงสัญลักษณ์หน้าเรือนจำ เพื่อต้อนรับอดีตนายกฯ ที่พวกเขายังคงศรัทธา
แม้สถานะทางกฎหมายจะเป็น "นักโทษพักโทษ" แต่ในมิติทางการเมืองไม่มีใครเชื่อว่า ทักษิณ ชินวัตร จะวางมือได้จริง
แม้พรรคเพื่อไทยจะระบุว่าเขาคือที่ปรึกษาและผู้นำทางจิตวิญญาณ แต่การเติบโตของพรรคภูมิใจไทยที่กุมอำนาจรัฐในปัจจุบัน เป็นโจทย์ยากที่เขาต้องแก้ ท่ามกลางเงื่อนไขการคุมประพฤติที่หากก้าวพลาดเพียงนิดเดียวอาจหมายถึงการถูกเพิกถอนการพักโทษได้ทุกเมื่อ
คำถามที่สำคัญที่สุดในวันนี้ ไม่ใช่เพียงแค่เขาจะกลับบ้านจันทร์ส่องหล้าเมื่อไร แต่คือบทบาทของเขาต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร ?
เขาจะเป็นเพียงชายวัยเกษียณที่เลี้ยงหลาน หรือจะเป็นกุนซือหลังม่านที่จะกลับมากอบกู้ศรัทธาให้พรรคเพื่อไทย (ที่ผลเลือกตั้งครั้งล่าสุด เป็นพรรคต่ำร้อย และได้สส. เป็นลำดับที่ 3 ) อีกครั้ง ในวันที่การเมืองไทยเปลี่ยนไปเยอะมากๆแล้ว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง