
SHORT CUT
สำนักงานประกันสังคมแจงงบตัดสูท 35 ล้านบาท มาจากงบบริหารงาน ไม่ใช่เงินของผู้ประกันตนทั้งหมด ระบบไอทีและแอป SSO Plus ล่มเนื่องจากมีผู้ใช้งานจำนวนมากเกินกว่าที่ระบบจะรองรับได้
กลายเป็นประเด็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ที่สังคมกำลังจับตามอง เมื่อสำนักงานประกันสังคม (สปส.) นำโดยปลัดกระทรวงแรงงาน และทีมผู้บริหารชุดใหญ่ ออกมาแถลงข่าวชี้แจงทุกข้อสงสัย ตั้งแต่ดราม่างบประมาณตัดชุดยูนิฟอร์ม ไปจนถึงปัญหาระบบไอทีล่มที่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกันตนทั่วประเทศ
นิยดา เสนีย์มโนมัย รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ชี้แจงถึงเรื่องการตัดสูทให้พนักงานของประกันสังคม 7,000 คน งบประมาณ 35 ล้านบาท ที่กำลังเป็นดราม่า เผยว่าสำหรับสูท เป็นชุดยูนิฟอร์มของเจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคม เพื่อที่จะเป็นสัญลักษณ์ว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของสำนักงานประกันสังคม
ในงบที่ใช้นั้น สำนักงานประกันสังคม ไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารงาน หรือการดำเนินการใดๆ เราได้รับเฉพาะเงินเดือนข้าราชการเท่านั้น ฉะนั้นในการที่เราจะจัดทำงบฯ เราต้องทำโครงการเสนอไป
บางคนอาจจะมองว่าสูทไม่มีประโยชน์ แต่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานได้สะท้อนขึ้นมาว่า เป็นสัญลักษณ์ที่จะสื่อสารกับผู้ประกันตนเมื่อออกนอกสถานที่ เพื่อถามข้อมูล หรือสิทธิประโยชน์ต่างๆ ตรงนี้ก็เป็นยูนิฟอร์มที่แสดงถึงอัตลักษณ์ของหน่วยงาน
เมื่อถามย้ำว่า แล้วเงินที่ซื้อสูทมาจากไหน รองเลขา สปส. ระบุว่า ใน พ.ร.บ.การจัดเก็บเงินสมทบมาจาก 3 ฝ่าย คือ ผู้ประกันตน นายจ้าง และรัฐบาล และในการจัดสรรเงินเพื่อใช้ในการบริหารงานให้ใช้ 10% จากเงินสมทบประจำปี ซึ่งเงินสมทบประจำปีเอาจริงๆ เราใช้ไม่ถึง 10% ประมาณ 2-3% เท่านั้น
จากกรณีดราม่า แอปฯ SSO Plus ของสำนักงานประกันสังคม แจ้งปิดปรับปรุงระบบชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 21 ม.ค. 2569 ที่ผ่านมา ก่อนจะเลื่อนเปิดให้บริการถึง 3 ครั้ง โดยระบุว่า เนื่องจากพบปัญหาขัดข้องทางเทคนิคการให้บริการ ทั้งนี้ประกันสังคม จะเร่งดำเนินการตรวจสอบ แก้ไขปัญหาเพื่อให้ระบบกลับมาให้บริการได้โดยเร็วต่อไป โดยมีกำหนดจะเปิดให้บริการ ในเวลา 09.00 น. วันที่ 1 ก.พ. 69
ผลจากการปิดปรับปรุง ส่งผลให้ผู้ประกันตนจำนวนมาก ที่ทำเรื่อง เงินชดเชยเยียวยาหลังออกจากงาน ไม่ได้รับเงิน สร้างความเสียหายแก่ผู้ประกันตนเป็นวงกว้าง ทั้งที่ “เว็บแอป” ดังกล่าวใช้วงเงินกว่า 848 ล้านบาท จัดซื้อจัดจ้างมา แถมยังควักอีก 275 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการ SSO+ อีก
ด้านเฟซบุ๊กเพจ "ประกันสังคมก้าวหน้า - Progressive Social Security" ได้ออกมาโพสต์ข้อความ ตั้งคำถามว่า “ตามที่สำนักงานประกันสังคมประสบปัญหาการใช้งานระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการรับสิทธิประโยชน์ว่างงาน และการเข้าถึงบริการผ่านระบบ e-Self Service และแอปพลิเคชัน SSO Plus โดยทางสำนักงานฯ ได้ชี้แจงสาเหตุและแนวทางแก้ไขเบื้องต้น”
ปัญหาการจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน: มีข้อมูลค้างท่อจากการปิดระบบช่วงปีใหม่ โดย สปส. คาดว่าจะดำเนินการนำเข้าข้อมูลแล้วเสร็จภายในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569
ระบบ e-Self Service และ SSO Plus ขัดข้อง: เนื่องจากมีผู้ใช้งานจำนวนมาก (High Load) เกินกว่าระบบจะรองรับได้ คาดว่าจะแก้ไขเบื้องต้นภายในวันที่ 30 มกราคม 2569
แผนสำรองที่สร้างข้อกังวล: หากภายใน 1 สัปดาห์ปัญหายังไม่คลี่คลาย สปส. เสนอ 2 แนวทางคือ (1) จัดซื้อ Oracle Database เพิ่มเติม หรือ (2) Rollback กลับไปใช้ระบบเดิม (SAPIENS) ซึ่งทั้งสองแนวทางสะท้อนถึงความล้มเหลวในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบใหม่ (850 ล้าน)
เหตุผลที่ฝั่งผู้ประกันตนไม่สนับสนุน 2 แผนสำรองข้างต้นเนื่องจากข้อสังเกตที่น่ากังวล:
ย้อนดูบทเรียนในอดีตและสถานการณ์ปัจจุบัน กลับพบข้อสังเกตที่น่ากังวล:
2549: โครงการเช่าคอมพิวเตอร์มูลค่า 2.8 พันล้านบาท จบลงด้วยปัญหาการต่อสัญญา การล็อกระบบ และคดีความที่ยาวนานกว่า 17 ปี จนถึงปัจจุบันเรายังคงต้องใช้งานระบบ SAPIENS เดิมอยู่
2565 - ปัจจุบัน: โครงการปฏิรูปไอที (SSO Core) เพื่อเปลี่ยนเป็น Web App เริ่มต้นขึ้นพร้อมความคาดหวัง แต่กลับพบความล่าช้า และข้อสังเกตเรื่องค่าปรับที่ลดลงจากที่ควรจะเป็น (จากตัวเลขประมาณการณ์ 186-383 ล้านบาท เหลือเพียงประมาณ 78 ล้านบาท) ไม่รวมถึงค่าเสียโอกาสและค่าดูแลรักษาระบบเก่าที่สูงถึงปีละ 265 ล้านบาท
กรณีระบบไอที และแอปพลิเคชันที่ล่มจนส่งผลกระทบต่อผู้ประกันตน กาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการ สปส. ชี้แจงว่าสำนักงานไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้ระดมเจ้าหน้าที่ส่วนกลางกว่า 100 คน เร่งคีย์ข้อมูลผู้ว่างงานเข้าสู่ระบบ โดยคาดว่าจะเคลียร์ปัญหาตกค้างได้ภายใน 7-10 วัน
สำหรับความรับผิดชอบของผู้รับเหมาโครงการ 850 ล้านบาท ที่ส่งมอบงานล่าช้า สำนักงานได้คิดค่าปรับจากการส่งมอบล่าช้า 153 วัน และค่าปรับจากการจ้างช่วงงานโดยไม่ได้รับอนุญาตอีก 34 ล้านบาท รวมเบื้องต้นประมาณ 163 ล้านบาท ยังไม่รวมค่าเสียหายอื่นๆ ซึ่งคาดว่ายอดรวมค่าปรับและความเสียหายจะอยู่ที่ประมาณ 400 ล้านบาท โดยจะตั้งคณะทำงานเพื่อเรียกเก็บค่าเสียหายให้ครบถ้วน