
SHORT CUT
แอมเนสตี้ ประเทศไทย ผนึกนักวิชาการ และ สื่อมวลชน จัดเวทีดีเบตและแถลงนโยบาย “วาทะผู้นำ วาระสิทธิมนุษยชน” เพื่อเปิดพื้นที่สาธารณะให้พรรคการเมืองแสดงจุดยืนด้านสิทธิมนุษยชน และเสนอแนะด้านสิทธิมนุษยชนต่อพรรคการเมืองด้วย
เพชรรัตน์ ศักดิ์ศิริเวทย์กุล ผู้จัดการฝ่ายรณรงค์ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ระบุว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเผชิญกับการใช้อำนาจรัฐในรูปแบบที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวาง ตั้งแต่การจำกัดสิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและการรวมกลุ่ม การใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือคุกคามผู้เห็นต่าง การควบคุมตัวและการใช้กำลังโดยมิชอบ ตลอดจนการขาดความรับผิดและการลอยนวลพ้นผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ รวมถึงนโยบายการพัฒนาและโครงการขนาดใหญ่ที่ละเมิดสิทธิในที่อยู่อาศัย ที่ดิน และการดำรงชีวิตของชุมชน
“แอมเนสตี้ ประเทศไทย ขอเสนอ 7 วาระสิทธิมนุษยชน เพื่อคุ้มครองประชาชนจากการใช้อำนาจรัฐโดยมิชอบ สร้างระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมที่เป็นธรรม รับรองสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม และยืนยันความรับผิดของประเทศไทยต่อสิทธิมนุษยชนทั้งในประเทศและระดับภูมิภาค บนพื้นฐานของการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์”
โดยข้อเสนอแนะ 7 วาระด้านสิทธิมนุษยชนของแอมเนสตี้ ประเทศไทย ได้แก่
1.คุ้มครองสิทธิในเสรีภาพการแสดงออก การรวมกลุ่ม และการมีส่วนร่วมของประชาชน
ยุติการใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมเพื่อคุกคามหรือปิดปากประชาชน และสร้างพื้นที่ทั้งออฟไลน์และออนไลน์ที่ปลอดภัยต่อการมีส่วนร่วมสาธารณะ
2.รับรองความยุติธรรมที่เท่าเทียมสำหรับทุกคน
ระบบยุติธรรมต้องคุ้มครองสิทธิในการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม หลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์ และสิทธิในการประกันตัว โดยไม่เลือกปฏิบัติหรือมีแรงจูงใจทางการเมือง
3.ยุติความรุนแรงและการละเมิดสิทธิภายใต้การควบคุมของรัฐ
ต้องยุติการควบคุมตัวโดยพลการ การทรมาน การบังคับสูญหาย การสังหารนอกกระบวนการยุติธรรม และการใช้กำลังเกินสมควร พร้อมรับรองการสอบสวนที่เป็นอิสระ เยียวยาอย่างมีประสิทธิภาพ และไม่ลอยนวลพ้นผิด
4.ยึดหลักนิติธรรมและความรับผิดรับชอบของรัฐ
กฎหมายต้องไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือคุกคามประชาชน รวมถึงการฟ้องปิดปาก (SLAPP) และการใช้อำนาจตามกฎหมายพิเศษด้านความมั่นคงโดยขาดการตรวจสอบ
5.คุ้มครองสิทธิความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยในพื้นที่ดิจิทัล
รัฐต้องยุติการสอดส่องและการใช้เทคโนโลยีเฝ้าระวังโดยมิชอบ และรับรองว่าพื้นที่ดิจิทัลเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการแสดงออกและการมีส่วนร่วม
6.เคารพสิทธิในที่อยู่อาศัย ที่ดิน ทรัพยากร และการพัฒนาที่เป็นธรรม
โครงการพัฒนาขนาดใหญ่ของรัฐต้องยุติการบังคับไล่รื้อ รับรองการมีส่วนร่วมของชุมชน และจัดให้มีการเยียวยาอย่างเป็นธรรม โดยเฉพาะต่อผู้ได้รับผลกระทบ
7.รับผิดชอบต่อสิทธิมนุษยชนข้ามพรมแดน
ประเทศไทยต้องคุ้มครองผู้ลี้ภัยและแรงงานข้ามชาติ เคารพหลักการไม่ส่งกลับ และใช้บทบาทระหว่างประเทศเพื่อส่งเสริมความยุติธรรมและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
“แม้จะเห็นความก้าวหน้าในบางมิติ แต่คดีทางการเมืองจากการใช้มาตรา 112 มาตรา 116 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่ต่างจากที่ผ่านมา”
ดร.ปุรวิชญ์ตั้งข้อสังเกตว่าการหาเสียงเลือกตั้งของพรรคการเมืองจำนวนมากยังมุ่งเน้นนโยบายเชิงประชานิยมเพื่อช่วงชิงคะแนนเสียงระยะสั้น มากกว่าการประกาศจุดยืนด้านคุณค่าและสิทธิมนุษยชนอย่างชัดเจน พร้อมชี้ว่าเวทีดีเบตและการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการทำให้ประเด็นสิทธิมนุษยชนกลับมาอยู่ในกระแสการรับรู้ของสังคมอีกครั้ง
รศ.ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสนอว่าประเด็นสิทธิมนุษยชนไม่ควรถูกมองเป็นเพียงหัวข้อเฉพาะด้าน แต่ควรถูกทำให้เป็นกระแสหลัก (Mainstreaming) ที่แทรกอยู่ในทุกนโยบายของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง หรือการจัดสรรงบประมาณ
“การทำให้สิทธิมนุษยชนเป็น Mainstreaming คือการไม่แยกสิทธิมนุษยชนออกมาเป็นเรื่องเฉพาะที่พูดกันเพียงประเด็นเดียวแล้วจบ แต่ต้องฝังอยู่ในทุกนโยบาย เพราะทุกเรื่องล้วนเชื่อมโยงกัน ตั้งแต่คำถามเรื่องบทบาทของกองทัพ ไปจนถึงการใช้งบประมาณด้านความมั่นคง ซึ่งทั้งหมดเกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชนทั้งสิ้น”
รศ.ดร.พิชญ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า คาดหวังให้แต่ละพรรคการเมืองมีบุคคลที่ให้ความสำคัญกับประเด็นสิทธิมนุษยชนอย่างจริงจัง และพร้อมผลักดันวาระนี้ให้เดินควบคู่ไปกับนโยบายด้านอื่นของประเทศ แม้บุคคลดังกล่าวอาจไม่ใช่ผู้ที่อยู่ในสปอตไลต์มากที่สุดก็ตาม
ผศ.ดร.พัทธ์ธีรา นาคอุไรรัตน์ สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล เผยว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สิทธิเสรีภาพของประชาชนไทยตกต่ำลงอย่างเห็นได้ชัดแทบทุกด้าน ตั้งแต่เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การตรวจสอบรัฐและผู้มีอำนาจ ไปจนถึงการถูกฟ้องปิดปากและการใช้นิติสงคราม กลุ่มเปราะบางถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนมากขึ้น โดยสะท้อนผ่านจำนวนเด็กและเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษา รวมถึงปัญหาสุขภาพจิตที่เพิ่มขึ้นจากความสิ้นหวังทางการเมือง ขณะเดียวกัน เสรีภาพทางวิชาการก็ถดถอยอย่างรุนแรง รวมถึงกระบวนการยุติธรรมยังเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามจากความล่าช้าและการเลือกปฏิบัติในคดีสำคัญหลายกรณี
“พรรคการเมืองทุกพรรคจึงต้องมีนโยบายด้านสิทธิมนุษยชนอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นเพื่อให้ประชาชนมีสิทธิในการกำหนดอนาคตของตนเอง การสร้างสันติภาพและความยุติธรรมบนฐานการไม่ใช้ความรุนแรง และการคุ้มครองสิทธิในเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นและการตรวจสอบอำนาจรัฐ เพราะสิทธิมนุษยชนไม่ใช่เรื่องรองแต่เป็นรากฐานของประชาธิปไตย ความมั่นคงของชุมชน และการอยู่ร่วมกันอย่างมีศักดิ์ศรีในสังคมที่ซับซ้อนและหลากหลายมากขึ้น”