svasdssvasds

เสียงเราไม่เท่ากัน? เมื่อชัยชนะใน กทม. มาพร้อมการดูหมิ่นคนต่างจังหวัด

เสียงเราไม่เท่ากัน? เมื่อชัยชนะใน กทม. มาพร้อมการดูหมิ่นคนต่างจังหวัด

สรุปดราม่าเลือกตั้ง2569 กทม.ส้มทั้งแผ่นดิน แต่แพ้ยับในต่างจังหวัด เมื่อ 'ความฉลาดเลือก' กลายเป็นวาทกรรมด้อยค่าความเป็นคน?

กรุงเทพมหานคร... กลายเป็นเกาะสีส้มท่ามกลางมหาสมุทรสีน้ำเงิน

ผลการเลือกตั้ง 2569 อย่างไม่เป็นทางการ สร้างปรากฏการณ์ "ส้มแลนด์สไลด์" ในพื้นที่เมืองหลวง พรรคประชาชนกวาดที่นั่งเรียบทั้ง สส.เขต และบัญชีรายชื่อ ชนะใจคนกรุงได้อย่างเบ็ดเสร็จ แต่เมื่อมองออกไปนอกเขตปริมณฑล ภาพที่เห็นกลับหนังคนละม้วน เมื่อพรรคภูมิใจไทยและพรรคกล้าธรรมจับมือกันปักธงชัยยึดพื้นที่ต่างจังหวัดได้อย่างเหนียวแน่น

Cr.Vote62

ความพ่ายแพ้ในเชิงจำนวน สส. ทั่วประเทศของพรรคประชาชน กลายเป็นเชื้อไฟที่จุดชนวนดราม่าบนโลกออนไลน์ เมื่อมวลชนบางส่วนเริ่มผลิตวาทกรรมขยี้ใจ “คนกรุงเจริญเพราะฉลาดเลือก... ต่างกับต่างจังหวัดที่ยอมให้เขาจูงจมูก ซื้อเสียง และโง่เขลา” 

คำถามคือ... ในระบอบประชาธิปไตย เสียงของคนกรุงและคนต่างจังหวัด มี “ค่า” และ “ความเป็นคน” ไม่เท่ากันจริงหรือ?

Cr.vote62

‘อภิสิทธิ์ทางปัญญา’ เมื่อประชาธิปไตยถูกใช้เพื่อดูแคลน

รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ ม.บูรพา ได้กระตุกแขนเสื้อผู้สนับสนุนพรรคประชาชนให้กลับมามองความจริงอย่างมีสติ โดยวิเคราะห์ว่า ท่าทีการอธิบายความพ่ายแพ้ด้วยการด่าว่าคนต่างจังหวัดโง่ คือการแสดงออกของ ‘อภิสิทธิ์ทางปัญญาของคนเมือง’ (Urban Intellectual Superiority)

ที่มีความเชื่อว่า "ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพฯเป็นคนมีเหตุผล มีการศึกษา และเข้าใจประชาธิปไตย"  ในขณะที่คนต่างจังหวัดถูกลดทอนศักดิ์ศรีให้เหลือเพียงมวลชนที่ "โง่ จน และถูกชักจูงง่าย" ไม่สามารถคิดเองได้

อาจารย์โอฬารชี้ให้เห็นตรรกะที่น่ากลัวว่า "วิธีคิดเช่นนี้ ไม่ต่างจากวาทกรรมอำนาจนิยมที่ชนชั้นนำใช้ดูแคลนประชาชนมานาน เพียงแต่เปลี่ยนคนพูดจาก ‘รัฐ’ มาเป็น ‘มวลชนของพรรคที่อ้างว่าเป็นตัวแทนประชาธิปไตยก้าวหน้า’ เสียเอง"

ความพ่ายแพ้ไม่ใช่ ‘อุบัติเหตุ’ แต่คือ ‘โครงสร้าง’

การอธิบายความพ่ายแพ้ด้วยการโทษ ‘ความโง่เขลา’ ของคนต่างจังหวัด ไม่เพียงสะท้อนความล้มเหลวในการทำความเข้าใจบริบททางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองของพื้นที่นอกเมืองใหญ่ แต่ยังตอกย้ำความเหลื่อมล้ำเชิงวัฒนธรรมและศักดิ์ศรีความเป็นพลเมืองอย่างรุนแรง

ในทางกลับกัน ท่าทีดังกล่าวยิ่งเปิดโปงข้อจำกัดของการเมืองแบบศูนย์กลางที่ไม่สามารถแปร ‘ความถูกต้องทางอุดมการณ์’ ให้กลายเป็นความชอบธรรมในสายตาของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศได้

Cr.Reuters

การทำใจยอมรับว่าคนในต่างจังหวัดเขาก็มี “เหตุผล” ของเขา คือบทเรียนราคาแพงที่พรรคประชาชนต้องอ่านให้แตก การที่ชาวบ้านเลือกพรรคภูมิใจไทยอาจไม่ใช่เพราะเงินเสมอไป แต่อาจเป็นเพราะ

  • ประสบการณ์ทางสังคม: การเข้าถึงสวัสดิการที่มือเอื้อมถึงในยามยาก
  • ตรรกะทางการเมือง: การมีผู้แทนที่พึ่งพาได้ในพื้นที่ ท่ามกลางวิกฤตความมั่นคงชายแดนที่เกิดขึ้นจริง

การมองว่า "กรุงเทพฯ คือศูนย์กลางของปัญญา" และมองต่างจังหวัดด้วยความหยามหมิ่น ไม่เพียงแต่จะตอกย้ำความเหลื่อมล้ำเชิงวัฒนธรรมให้ร้าวลึกขึ้น แต่มันคือการ “ปฏิเสธหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตย” ซึ่งนั่นก็คือความเสมอภาคของพลเมือง

ถ้าไม่เปลี่ยนทัศนคติ ชัยชนะจะยิ่งห่างไกล

หากพรรคประชาชนและมวลชนยังติดอยู่ในกับดักของการดูถูกประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ความพ่ายแพ้ทางการเมืองจะไม่ใช่แค่อุบัติเหตุชั่วคราว แต่มันจะกลายเป็น “โครงสร้างความพ่ายแพ้ที่ผลิตซ้ำ” ตราบใดที่ "ความถูกต้องทางอุดมการณ์" ยังไม่สามารถแปรเปลี่ยนเป็น "ความชอบธรรมในสายตาชาวบ้าน" ได้ กำแพงที่ชื่อว่าความเหลื่อมล้ำทางทัศนคติจะยังคงสูงชัน และขวางกั้นความฝันที่จะเห็นประเทศไทยเปลี่ยนไปทั้งแผ่นดิน

นอกจากนี้ เสียงของคนต่างจังหวัด สะท้อนเพิ่มว่า บางครั้งผลการเลือกตั้งจำนวนมาก อาจสะท้อนแล้วว่านั่นคือการตัดสินใจของคนในพื้นที่ คนต่างจังหวัดไม่ได้โง่ จึงไม่มีสิทธิ์ที่จะไปดูถูกเหยียดหยามการเลือกของใคร คนกรุงมองในมุมของอุดมการณ์หรือนโยบาย บริบทมันต่างกัน ตื่นเช้ามาไปทำงาน กลับบ้านมาปิดประตูนอน 

Cr.Nation Photo

แต่คนต่างจังหวัด การเมืองท้องถิ่นคือเรื่องของความสัมพันธ์และการพึ่งพาแบบเห็นหน้าค่าตา ชาวบ้านไม่ได้สนใจการแก้กฎหมายในสภา แต่แคร์ว่า ยามน้ำไม่ไหล ไฟดับ หรือร่วมงานบวช งานแต่ง งานศพ ของคนในพื้นที่จึงไม่ใช่เรื่องไร้สาระ แต่คือการพิสูจน์ว่า สส. คนนั้นยังเห็นหัวและใส่ใจ เป็นความรู้สึกสนิทใจ ดังนั้น เวลาเลือกตั้งจึงเลือกที่ตัวบุคคลมากกว่าพรรค เพราะวัฒนธรรมเราต่างกัน จึงต้องมองให้กว้างขึ้น

related