
SHORT CUT
เปิดสูตรคำนวณ สส.บัญชีรายชื่อ 100 คน คะแนนเท่ากัน จับสลาก และหลักเกณฑ์การประกาศผลการเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 400 เขต กรณีมีการลงคะแนน หรือนับคะแนนไม่ถูกต้อง ต้องทำอย่างไร
สํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เผยปพร่หลักเกณฑ์เกี่ยวกับ การประกาศผลการเลือกตั้ง สส. และข้อยุติในเรื่องที่จัดทําประชามติ เพื่อให้ประชาชนเกิดความเข้าใจ ในกระบวนการตามกฎหมาย ดังนี้
การคํานวณหาจํานวน สส. แบบบัญชีรายชื่อที่แต่ละพรรคการเมืองจะได้รับมีขั้นตอนดังนี้
2.1 ให้รวมผลคะแนนทั้งหมดที่ทุกพรรคการเมืองได้รับจากการเลือกตั้งแบบบัญชี
2.2 นําคะแนนรวมจาก ข้อ 2.1 หารด้วย 100 ผลลัพธ์ที่ได้ให้ถือเป็นคะแนนเฉลี่ย ต่อ สส. แบบบัญชีรายชื่อ 1 คน
ผลคะแนนที่ทุกพรรคการเมืองได้รับจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ = คะแนนเฉลี่ยต่อ สส. แบบบัญชีรายชื่อ 1 คน หารด้วย 100
2.1 ให้รวมผลคะแนนทั้งหมดที่ทุกพรรคการเมืองได้รับจากการเลือกตั้งแบบบัญชี
2.2 นําคะแนนรวมจาก ข้อ 2.1 หารด้วย 100 ผลลัพธ์ที่ได้ให้ถือเป็นคะแนนเฉลี่ย ต่อ สส. แบบบัญชีรายชื่อ 1 คน
ผลคะแนนที่ทุกพรรคการเมืองได้รับจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ = คะแนนเฉลี่ยต่อ สส. แบบบัญชีรายชื่อ 1 คน หารด้วย 100
2.3 ให้นําคะแนนรวมจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อที่แต่ละพรรคการเมืองได้รับ หารด้วย คะแนนเฉลี่ยตาม ข้อ 2.2 ผลลัพธ์ที่ได้เฉพาะส่วนที่เป็นจํานวนเต็ม คือ จํานวน สส. แบบบัญชีรายชื่อ ที่พรรคการเมืองนั้นได้รับ
คะแนนรวม สส. แบบบัญชีรายชื่อที่แต่ละพรรคการเมืองได้รับ = จํานวน สส. แบบบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองนั้นได้รับ หารด้วย คะแนนเฉลี่ยต่อ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ 1 คน
2.4 ในกรณีที่จํานวน สส. แบบบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองได้รับรวมกันทุกพรรค การเมืองมีจํานวนไม่ครบ 100 คน ให้พรรคการเมืองที่มีผลลัพธ์ที่เป็นเศษ โดยไม่มีจํานวนเต็ม และพรรคการเมืองที่มีเศษหลังจากการคํานวณตาม ข้อ 2.3 พรรคใดเป็นหรือมีเศษ จํานวนมากที่สุด ให้ได้รับจํานวน สส. แบบบัญชีรายชื่ออีก 1 คน เรียงตามลําดับจนกว่าจะมีจํานวน สส. แบบบัญชี รายชื่อที่พรรคการเมืองทั้งหมดได้รับรวมกันครบจํานวน 100 คน
ในกรณีที่จํานวน สส. แบบบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองได้รับรวมกันมีจํานวนไม่ครบ 100 คน ให้พรรคการเมืองที่มีเศษจํานวนมากที่สุด ได้รับจํานวน สส. แบบบัญชีรายชื่ออีก 1 คนเรียงตามลําดับ จนกว่าจะมีจํานวน สส. แบบบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองทั้งหมดได้รับรวมกันครบจํานวน 100 คน
2.5 ในการดาเนินการตาม ข้อ 2.4 ถ้าในนําดับใดมีเศษเท่ากันและจะทําให้จํานวน สส. แบบบัญชีรายชื่อเกิน จํานวน 100 คน ให้ตัวแทนของพรรคการเมืองที่มีเศษเท่ากันจับสลาก ตามวันและเวลาที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกําหนด เพื่อให้ได้ สส. แบบบัญชีรายชื่อครบจํานวน
ให้ถือว่าผู้สมัครตามบัญชีรายชื่อผู้สมัครของพรรคการเมืองตามจํานวนที่พรรคการเมืองนั้นได้รับตามผลการคํานวณ ได้รับเลือกตั้งเรียงตามลําดับหมายเลขในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้นจนครบจํานวน แต่ต้องไม่เกินจํานวนผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อเท่าที่มีอยู่ ในแต่ละบัญชีรายชื่อผู้สมัครที่พรรคการเมืองนั้นได้ส่งสมัคร จํานวนที่ยังขาดอยู่ให้เป็นไปตามมาตรา 83 วรรคสี่ แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 และแก้ไขเพิ่มเติม
ส่วนข้อยุติในเรื่องที่จัดทําประชามติ การออกเสียงที่จะถือว่ามีข้อยุติในเรื่องที่จัดทําประชามติ ให้ใช้เสียงข้างมากของผู้มาออกเสียง โดยคะแนนเสียงข้างมากต้องสูงกว่าคะแนนเสียงไม่แสดงความคิดเห็นในเรื่องที่จัดทําประชามตินั้น
ตามที่ ปรากฎข่าวว่าในการลงคะแนนเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 หลังปิดการลงคะแนนเวลา 17.00 น. เมื่อมีการนับคะแนนเลือกตั้งดังกล่าว จะไม่สามารถนับคะแนนใหม่ได้ หรือถ้ามีการทักท้วงให้ประธานกรรมการประจำหน่วย (กปน.) บันทึกชื่อ-สกุลผู้ทักท้วง รวมถึงเหตุการณ์ในการทักท้วง หากเกิดกรณีนับคะแนนผิด ประชาชนไม่สามารถทักท้วงการนับคะแนน ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ได้นั้น
สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ขอเรียนชี้แจงระหว่างการลงคะแนนหรือการนับคะแนน โดยผู้แทนพรรคการเมือง หรือผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สส./ผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติเห็นว่าไม่ถูกต้อง สามารถทักท้วงได้ เพื่อให้ปฏิบัติเป็นไปตามกฎหมาย หรือสอบถามข้อเท็จจริง จากคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) หรือคณะกรรมการประจำหน่วยออกเสียง (กปส.) ดังนี้
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ค ตามมาตรา 122 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 และแก้ไขเพิ่มเติม "ในกรณีที่ผลการนับคะแนนปรากฏว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งไม่ตรงกับจำนวนบัตรเลือกตั้งที่ใช้ออกเสียงลงคะแนน ให้คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งดำเนินการตรวจสอบความถูกต้อง หากยังไม่ตรงกันอีกให้รายงานความไม่ถูกต้องตรงกันพร้อมเหตุผลต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง พร้อมทั้งแจ้งให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งทราบ และนำส่งหีบบัตรและอุปกรณ์แก่คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งหรือผู้ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งมอบหมาย
เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งได้รับรายงานตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้สังให้มีการนับคะแนนใหม่ หรือสั่งให้ออกเสียงลงคะแนนใหม่ในหน่วยเลือกตั้งนั้น เว้นแต่คณะกรรมการการเลือกตั้งจะมีความเห็นว่าความไม่ถูกต้องตรงกันนั้นมิใช่เกิดจากการทุจริตและไม่ทำให้ผลการเลือกตั้งใน เขตเลือกตั้งนั้นเปลี่ยนแปลงไป จะสั่งให้ยุติก็ได้"
เมื่อนับคะแนนเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง หรือแบบบัญบัญชีรายชื่อเสร็จสิ้นแล้ว หากเกิดกรณีที่ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งไม่ตรงกับจำนวนบัตรเลือกตั้งหรือผลคะแนนไม่ถูกต้อง ให้คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน) ดำเนินการตรวจสอบความถูกต้องว่าเกิดจากเหตุใด โดยไม่สามารถนำบัตรเลือกตั้งมานับคะแนนใหม่ได้
ให้ กปน. ตรวจสอบนับจำนวนบัตรเลือกตั้งที่ลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่ผู้สมัครหรือลงคะแนนให้แก่บัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง รวมกับจำนวนบัตรไม่เลือกผู้สมัครผู้ใดหรือไม่เลือกบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองใด และจำนวนบัตรเสียว่าตรงกับจำนวนผู้มาแสดงตนใช้สิทธิเลือกตั้งหรือจำนวนบัตรเลือกตั้งที่ใช้ไป หรือตรวจสอบจำนวนบัตรเลือกตั้งที่เป็นบัตรดีว่าคะแนนถูกต้องหรือไม่
ถ้าผลการนับคะแนนยังไม่ตรงกับจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ให้ กปน.ดำเนินการรายงานพร้อมเหตุผลต่อ กกต. และบันทึกไว้ในรายงานเหตุการณ์ประจำที่เลือกตั้ง แบบ ส.ส.5/6 (เพื่อเป็นหลักฐาน)
ในระหว่างการลงคะแนน หรือการนับคะแนน ถ้ามีผู้แทนพรรคการเมืองหรือผู้มีสิทธิเลือกตั้งเห็นว่าการนับคะแนนในหน่วยเลือกตั้งไม่ถูกต้อง มีการขานคะแนนผิด (ไม่ได้ดำเนินการแก้ไข ให้เป็นตามกฎหมาย หรือระเบียบที่กำหนดไว้)ให้ทำการทักท้วงการลงคะแนนหรือการนับคะแนน ตามแบบ ส.ส.5/10 ต่อ กปน. ให้ กปน. ตรวจสอบคำทักท้วงและวินิจฉัยชี้ขาด โดยบันทึกคำทักท้วงและคำวินิจฉัยลงในรายงานเหตุการณ์ประจำที่เลือกตั้ง ตามแบบ ส.ส.5/6 เพราะผู้แทนพรรคการเมือง หรือผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถนำมาเป็นหลักฐานในการร้องเรียนให้มีการลงคะแนน หรือการนับคะแนนใหม่ได้ จึงต้องมีการบันทึกรายละเอียดชื่อสกุลของผู้ทักท้วง ประเด็นการทักท้วง และการวินิจฉัยชี้ขาด เพื่อประกอบการพิจารณาของ กกต.
ตามมาตรา 64 พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2564 และแก้ไขเพิ่มเติม "ในกรณีที่ผลการนับคะแนนออกเสียงปรากฏว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิออกเสียงไม่ตรงกับจำนวนบัตรออกเสียงที่ใช้ลงคะแนนออกเสียง หรือไม่ตรงกับคะแนนออกเสียงที่นั้นได้ ให้คณะกรรมการประจำหน่วย ดำเนินการตรวจสอบ ถ้าผลการตรวจสอบยังไม่ตรงกันหรือไม่สามารถตรวจสอบได้ ให้รายงานคณะกรรมการประจำเขต พร้อมเหตผล และนำส่งส่งหีบบัตรออกเสียงพร้อมวัสดอุปกรณ์ที่ใช้ในการออกเสียงแก่คณะกรรมการประจำเขต หรือผู้ซึ่งคณะกะกรรมการประจำเขตมอบหมาย
เมื่อคณะกรรมการประจำเขตได้รับรายงานตามวรรคหนึ่ง ให้รายงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อพิจารณาสังให้มีการนับคะแนนออกเสียงใหม่ หรือสังให้มีการออกเสียงใหม่ในหน่วยออกเสียงนั้น แต่ถ้าคณะกรรมการการเลือกตั้งเห็นว่าจำนวนผู้มาแสดงตนของหน่วยออกเสียงนั้นไม่เปลี่ยนแปลงผลการออกเสียง คณะกรรมการการเลือกตั้งจะไม่สั่งให้มีการนับคะแนนออกเสียงใหม่หรือไม่สั่งให้มีการออกเสียงใหม่ในหน่วยออกเสียงนั้นก็ได้"
เมื่อนับคะแนนออกเสียงประชามติเสร็จสิ้นแล้ว หากเกิดจำนวนบัตรออกเสียงที่เป็นบัตรดี รวมกับจำนวนบัตรออกเสียงที่เป็นบัตรเสีย ไม่ตรงกับจำนวนผู้มาแสดงตนใช้สิทธิออกเสียง ไม่สามารถนำบัตรออกเสียงประชามติมานับคะแนนใหม่ได้
ให้คณะกรรมการประจำหน่วยออกเสียง (กปส.) ดำเนินการตรวจสอบถ้าผลการนับบัตรออกเสียงที่ใช้ในการลงคะแนนยังไม่ตรงกับจำนวนผู้มาแสดงตนใช้สิทธิออกเสียง ให้ กปส.ตรวจสอบว่าเกิดจากเหตุใด โดยระบุเหตุผลที่จำนวนผู้มาแสดงตนใช้สิทธิออกเสียงไม่ตรงกับจำนวนบัตรออกเสียงที่ใช้ในการลงคะแนนออกเสียงลงในแบบรายงานผลการนับคะแนนออกเสียงประชามติ (อ.ส.4/7)
กปส. ดำเนินการรายงานพร้อมเหตุผลต่อ กกต.เขต เพื่อรายงานต่อ กกต. พิจารณาสั่งให้นับคะแนนออกเสียงใหม่ หรือออกเสียงใหม่
ระบุเหตุผลที่จำนวนผู้มาแสดงตนใช้สิทธิออกเสียงไม่ตรงกับจำนวนบัตรออกเสียงที่ใช้ในการลงคะแนนออกเสียงลงในแบบรายงานผลการนับคะแนนออกเสียงประชามติ (อ.ส.4/7) บันทึกไว้ในรายงานเหตุการณ์ประจำที่ออกเสียงประชามติ แบบ อ.ส.ส.4/2 (เพื่อเป็นหลักฐาน)
ในระหว่างการลงคะแนน หรือการนับคะแนนออกเสียงประชามติ ถ้ามีผู้มีสิทธิเลือกตั้งเห็นว่าการลงคะแนนหรือการนับคะแนนออกเสียงประชามติไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือระเบียบที่กำหนดไว้ ให้ทำการทักท้วงตามแบบ อ.ส.4/7 ต่อ กปส. ให้ กปส. ตรวจสอบคำทักท้วงและวินิจฉัยชี้ขาด โดยบันทึกคำทักท้วงและคำวินิจฉัยลงในรายงานเหตุการณ์ประจำที่ออกเสียงประชามติ (อ.ส.4/2) เพราะมีสิทธิ์เลือกตั้งสามารถนำมาเป็นหลักฐานในการร้องเรียบให้มีการลงคะแนน หรือการนับคะแนนออกเสียงประชามติใหม่ได้ จึงต้องมีการบันทึกรายละเอียดชื่อสกุลของผู้ทักท้วง ประเด็นการทักท้วง และการวินิจฉัยชี้ขาด เพื่อประกอบการพิจารณาของ กกต.