
SHORT CUT
เทคนิคผ่อนบ้าน แข่งกับดอกเบี้ย ยังไงให้ชนะ เงินออมแต่ละเดือน ควรแบ่งสัดส่วนเท่าใด - ทางเลือกใหม่โมเดล 'บ้านชาวไทย' เป็นเจ้าของบ้านได้ แบบไม่ต้องวางเงินก้อนใหญ่ เพื่อดาวน์
สำหรับคนทำงาน การมี 'บ้าน' สักหลังไม่ใช่เพียงแค่ความฝัน แต่มันคือหมุดหมายสำคัญของความมั่นคงในชีวิต อย่างไรก็ตาม ในสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน บ้านอาจกลายเป็น "วิกฤตทางการเงิน" ก้อนโตได้หากปราศจากการวางแผนที่รัดกุม
การซื้อบ้านให้ 'รอด' ไม่ได้เริ่มที่วันโอนกรรมสิทธิ์ แต่เริ่มตั้งแต่บาทแรกที่คุณเก็บ และนี่คือคู่มือฉบับสมบูรณ์สำหรับการเปลี่ยนสถานะจาก 'ลูกหนี้' ให้กลายเป็น 'เจ้าของบ้าน' อย่างแท้จริง
ดังนั้น ก่อนที่เราจะเริ่ม โปรเจ็คซื้อบ้าน , เราจำเป็นต้อง เตรียมตัว เตรียมความพร้อมอะไรหลายๆ อย่าง
ก่อนจะก้าวขาเข้าธนาคาร กฎเหล็กข้อแรกคือการประเมิน 'กำลังที่แท้จริง' สูตรคณิตศาสตร์เบื้องต้นที่ใช้กันทั่วโลกคือ รายได้ต่อเดือน x 60 = ราคาบ้านที่คุณเอื้อมถึง (เช่น เงินเดือน 50,000 บาท บ้านที่เหมาะสมคือราคาประมาณ 3 ล้านบาท)
แต่ชีวิตจริง เป็นเรื่องที่ซับซ้อน มีหลายปัจจัยให้ต้องคิดมากกว่านั้น ธนาคารมักกำหนดภาระหนี้ที่เหมาะสมไว้ไม่เกิน 30-40% ของรายได้ หากคุณมีหนี้รถหรือบัตรเครดิตพอกพูนอยู่ วงเงินกู้ย่อมลดลง การเคลียร์หนี้เก่าให้หมดจึงเป็นกุญแจดอกแรกที่ต้องไขให้ถูกต้องเสียก่อน
บททดสอบความพร้อม คำแนะนำที่ดีที่สุดจากผู้เชี่ยวชาญคือการ 'ซ้อมผ่อนลม' ลองหักเงิน 30-40% ของเงินเดือนเก็บเข้าบัญชีลับที่ห้ามถอน เป็นเวลา 6-12 เดือน หากคุณยังใช้ชีวิตได้ปกติ แสดงว่าคุณพร้อมแล้ว และเงินก้อนนี้จะกลายเป็นเงินดาวน์ชั้นดีในอนาคต
หลายคนตกม้าตายเพราะเตรียมแค่เงินดาวน์ แต่ลืม 'ค่าใช้จ่ายแฝง' ในวันโอนกรรมสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นค่าจดจำนอง ค่าส่วนกลาง หรือค่ามิเตอร์น้ำ-ไฟ
เป้าหมาย : เราควรมีเงินสดสำรองประมาณ 10-20% สำหรับเงินดาวน์ และเผื่ออีก 8-23% สำหรับค่าใช้จ่ายวันโอน
วินัยการเงิน: ใช้กฎ 50/30/20 (กล่าวคือ ในส่วนที่จำเป็น 50 / เงินส่วนตัว 30 / และเงินออม 20 ) โดยเราทุกคนที่คิดจะมีบ้าน ต้องกัน 20% ของรายได้เพื่อเป้าหมายนี้โดยเฉพาะ
เมื่อเรากู้ผ่านแล้ว สงครามการเงินและความอดทนที่แท้จริง เพิ่งเริ่มขึ้น การผ่อนตามเกณฑ์ขั้นต่ำธนาคารอาจทำให้คุณต้องผ่อนนานถึง 30 ปี แต่เทคนิคเหล่านี้จะช่วยให้คุณเป็นไท ปลดปล่อยตัวเองจากหนี้ เร็วขึ้นนับสิบปี:
เลือกยาวไว้ก่อน: กู้ให้ยาวที่สุด (30-35 ปี) เพื่อให้ค่างวดต่อเดือนต่ำ ช่วยรักษาสภาพคล่องเผื่อฉุกเฉิน หากมีเงินก้อนเหลือค่อยนำไป "โปะ"
พลังของการ 'โปะ': ช่วง 3 ปีแรกที่ดอกเบี้ยยังต่ำ คือนาทีทอง หากคุณเพิ่มเงินผ่อนจากยอดปกติเพียง 10-20% ทุกเดือน หรือนำโบนัสมาโปะ เงินส่วนนี้จะไปตัด 'เงินต้น' ล้วนๆ ส่งผลให้ดอกเบี้ยรวมลดลงมหาศาล
บริหารหนี้ (Refinance/Retention) : ทุกๆ 3 ปี เมื่อดอกเบี้ยโปรโมชันหมดลงและเริ่มลอยตัว คุณต้องเจรจาขอลดดอกเบี้ยกับธนาคารเดิม (Retention) หรือย้ายไปธนาคารใหม่ (Refinance) เพื่อกดภาระดอกเบี้ยให้ต่ำลงอยู่เสมอ
ชีวิตไม่มีอะไรแน่นอน หากวันหนึ่งคุณตกงานหรือหมุนเงินไม่ทัน กฎข้อสำคัญคือ 'ห้ามหนี' การเงียบหายจะนำไปสู่การยึดทรัพย์ ทางออกที่ดีที่สุดคือเดินเข้าไปคุยกับธนาคารเพื่อขอ ประนอมหนี้ ขอลดดอกเบี้ย หรือพักชำระหนี้ชั่วคราว สถาบันการเงินย่อมต้องการเงินคืนมากกว่าต้องการยึดบ้านของคุณ
ในยุคที่ราคาอสังหาริมทรัพย์พุ่งสวนทางกับรายได้ คำถามสำคัญคือคนรุ่นใหม่จะสร้างเนื้อสร้างตัวได้อย่างไร ให้ได้มีบ้านสักหลังเป็นของตัวเอง ? คำตอบอาจอยู่ที่โมเดลที่อยู่อาศัยรูปแบบใหม่อย่างโครงการ "บ้านชาวไทย" จากกลุ่มบริษัทบีทีเอส (BTS Group) ภายใต้การนำของ คีรี กาญจนพาสน์ ที่ฉีกกฎเดิมๆ ของวงการอสังหาฯ ด้วยแนวคิด 'เปลี่ยนค่าเช่าเป็นเงินผ่อน'
คำถามที่จะตามมาก็คือ ทำไมโมเดลนี้ถึงน่าสนใจ ? ปัญหาสุดคลาสสิกของคนเริ่มทำงาน (First Jobber) คือ ติดกับดักรายจ่าย 2 ทาง ผูกมัดตัวเองไว้ตลอดเวลา ต้องจ่ายค่าหอพักเดือนละหลายพันบาท ทำให้ไม่มีเงินเหลือเก็บไปดาวน์บ้าน โครงการ บ้านชาวไทย จึงเข้ามาแก้โจทย์ด้วยการ:
เปลี่ยนค่าเช่าเป็นสินทรัพย์: เงินค่าเช่ารายเดือนที่คุณจ่ายไปจะไม่สูญเปล่า แต่จะถูกนับเป็นเงินผ่อนชำระค่าบ้าน ทำให้ผู้เช่าเปลี่ยนสถานะเป็นเจ้าของได้ในอนาคต
ลดกำแพงเงินดาวน์: เข้าอยู่ได้ทันทีเมื่อสร้างเสร็จโดยไม่ต้องแบกภาระเงินก้อนโต เพราะบ้านชาวไทย ไม่จำเป็นต้องวางดาวน์
ความยืดหยุ่นสูง: หากอยู่แล้วรู้สึกไม่ตอบโจทย์ หรือคุณภาพไม่ตรงปก ผู้พักอาศัยมีสิทธิ์ "ถอย" หรือทบทวนการตัดสินใจได้โดยไม่มีภาระผูกพันเหมือนการกู้ซื้อปกติ
โครงการนำร่องในทำเลศักยภาพอย่าง ศรีนครินทร์ (ติดรถไฟฟ้าสายสีเหลือง), คูคต และธนาซิตี้ มุ่งเน้นไปที่กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่กำลังจ่ายค่าเช่าหอพักเดือนละ 5,000-8,000 บาท ให้มีโอกาสเปลี่ยนเงินก้อนนั้นมาเป็นบ้านของตัวเอง
ไม่ว่าคุณจะเลือกวิธีการกู้ซื้อแบบดั้งเดิม หรือสนใจโมเดลใหม่อย่างบ้านชาวไทย หัวใจสำคัญยังคงเป็น 'วินัย' และ 'ความรู้' บ้านควรเป็นสถานที่ที่ให้ความสุข ไม่ใช่กรงขังแห่งหนี้สิน ไปตลอดหลายสิบปี การวางแผนที่ดีตั้งแต่วันนี้ คือหลักประกันว่าคุณจะมีความสุขในบ้านหลังนั้นได้อย่างยั่งยืน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง