
SHORT CUT
แม้ว่าจะไม่มีหน้าร้านในไทยอย่างเป็นทางการแต่ 2 แบรนด์สัญชาติญี่ปุ่น Human Made และ GU ก็เรียกได้ว่าแมสในไทยพอสมควร แถมยังมีเรื่องราวของธุรกิจที่น่าสนใจอีกด้วย
ถ้าพูดถึงแบรนด์เสื้อผ้าจากญี่ปุ่นที่กำลังได้รับความนิยมในไทยตอนนี้คงหนีไม่พ้น “Human Made” สตรีทแวร์สุดฮิต และ GU เสื้อผ้าแนวไลฟ์สไตล์ราคามิตรภาพ ที่แม้ว่าตอนนี้ทั้งคู่ยังไม่มีหน้าร้านในไทยอย่างเป็นทางการแต่ก็ถือว่าเป็นแบรนด์ที่ถ้าใครไปญี่ปุ่นก็เลือกที่จะหิ้วกลับมาแถมยังมีร้านออนไลน์รับพรีออเดอร์กับอีกเพียบ ครั้งนี้เราจะพาไปทำความรู้จัก 2 แบรนด์สุดฮิตนี้กันว่ามีความเป็นมาอย่างไรและมีอะไรเป็นจุดเด่น
Human Made สตรีทแวร์ที่ก้าวเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์
จุดเริ่มต้นของ Human Made เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2010 โดยดีไซเนอร์และครีเอทีฟไดเรกเตอร์ระดับตำนานชาวญี่ปุ่นอย่าง NIGO หรือ Tomoaki Nagao ซึ่งเป็นเจ้าพ่อสตรีทแวร์ระดับตำนานและผู้ก่อตั้ง A Bathing Ape หรือ BAPE
แนวคิดหลักของ Human Made ก็คือ “The Future Is In The Past” หมายความว่า “อนาคตซ่อนอยู่ในอดีต” ทำให้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าหรือเครื่องประดับ ล้วนได้รับแรงบันดาลใจเริ่มต้นมาจากสินค้าวินเทจและสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ในหน้าประวัติศาสตร์แฟชั่น ด้วยความที่มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในกรุงโตเกียว ทำให้แบรนด์หยิบเอาพลังขับเคลื่อนที่ไม่มีวันหยุดนิ่งของเมืองหลวงมาผสมผสานกับแนวทางการทำงานฝีมือในแบบฉบับญี่ปุ่นที่เน้นความประณีต แต่ยังคงไว้ซึ่งคุณภาพ เพื่อนำเสนอรูปแบบความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ที่ช่วยหล่อหลอมและขับเคลื่อนวัฒนธรรมระดับโลก
การที่ NIGO ก่อตั้ง Human Made ขึ้นมานั้นก็เพราะว่าเขาอยากเริ่มต้นทำอะไรใหม่ๆ เพื่อแสดงถึงตัวตนอีกด้านหนึ่งของตัวเองที่แตกต่างออกไปจาก BAPE อย่างสิ้นเชิง และด้วยความที่เขาเป็นนักสะสมของที่ระลึกวัฒนธรรมป๊อปจำนวนมาก จึงส่งผลต่อสไตล์ของเขาอย่างชัดเจน การทำ Human Made เลยเป็นสิ่งที่แสดงออกถึงตัวตนเขาได้อย่างเต็มที่ภายใต้สโลแกน “Gears For Futuristic Teenagers” ซึ่งสะท้อนว่าตัวของ NIGO นั้นอยากที่จะโอบรับพลังความเป็นวัยรุ่นอยู่เสมอ
สำหรับปรัชญาการออกแบบของแบรนด์ก็คือ เน้นความมีสุนทรียะที่ใส่ได้จริงและเข้าถึงง่าย โดยผสมผสานวินเทจกับวัฒนธรรมสตรีทเข้าด้วยกัน มีแรงบันดาลใจหลักมาจากชุดทำงานแบบอเมริกันแบบลำลอง ใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน แต่ยังไม่ทิ้งงานฝีมือคุณภาพสูง และด้วยความที่ NIGO ให้ความสำคัญกับงานฝีมือมาก เขาจึงร่วมงานกับบริษัท Warehouse จากโอซาก้า ซึ่งมีชื่อเสียงด้านการผลิตเสื้อผ้าวินเทจและผ้าคุณภาพสูง ที่สำคัญเขายังไม่ต้องการออกแบบผลงานจากภาพถ่ายหรือสิ่งที่จับต้องไม่ได้ ทำให้งานออกแบบตั้งอยู่บนคอลเลกชันวัฒนธรรมป๊อปส่วนตัวของเขาเอง
สิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ที่คุ้นตาของ Human Made ก็คือโลโก้รูปหัวใจ และลวดลายสัตว์ต่างๆ ที่ดูขี้เล่นแต่แฝงไปด้วยความคลาสสิกแบบยุคกลางศตวรรษที่จะปรากฏอยู่บนสินค้าเสมอ
ในแง่ของอิทธิพลต่ออุตสาหกรรมแฟชั่นนั้น Human Made คือการนิยามใหม่ของความเรียบง่ายที่มีระดับ (Understated luxury) โดยใช้เนื้อผ้าที่ละเอียดอ่อน สีโทนพาสเทล และกราฟิกที่มีกลิ่นอายวินเทจ แบรนด์นี้ไม่ได้เน้นแค่กระแสตามแฟชั่น แต่เน้นแก่นแท้ของชิ้นงาน จนนำไปสู่โปรเจกต์คอลแลบระดับโลกมากมาย เช่น กับ Adidas และ Girls Don’t Cry ไปจนถึงการทำงานกับแบรนด์หรูอย่าง Louis Vuitton และได้ร่วมงานกับ Pharrell Williams
ต่อมาในช่วงปลายปี 2025 ก็เกิดปรากฏการณ์ที่ถือว่าสร้างแรงกระเพื่อมให้อุตสาหกรรมแฟชั่นญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก นั่นก็คือการที่ Human Made เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์โตเกียว (IPO) กลายเป็นแบรนด์สตรีทแวร์แบรนด์แรกที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และคาดว่าจะระดมทุนได้ประมาณ 115 ล้านดอลลาร์ ซึ่งการระดมทุนครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นกำลังพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ความสำเร็จของบริษัทสร้างขึ้นบนโมเดลธุรกิจที่มั่นคงและทำกำไรได้จริง โดยเน้นไปที่งานดีไซน์ที่สม่ำเสมอ ซึ่งแตกต่างจากแบรนด์ใต้ดินทั่วไปที่มักจะขายแค่กระแสแบบชั่วคราว นี่ถือเป็น IPO ครั้งใหญ่ของแบรนด์สตรีทแวร์ นับตั้งแต่การเข้าตลาดหุ้นของ Groupe Dynamite ในมอนทรีออลเมื่อปี 2024
GU แบรนด์ที่เน้นกลุ่ม Gen Z พร้อมเป้าหมายบุกตลาดโลก
อีกหนึ่งแบรนด์ที่ได้รับความนิยมในไทยไม่แพ้กันก็คือ “GU” หรือ จียู ซึ่งเป็นแบรนด์น้องของแบรนด์ญี่ปุ่นชื่อดัง Uniqlo ที่อยู่ภายใต้บริษัทแม่เดียวกันคือ Fast Retailing แต่จะมีความเป็นแฟชั่นมากกว่า เพราะแบรนด์ต้องการเจาะกลุ่ม Z เป็นหลัก ซึ่งก็ประสบความสำเร็จในญี่ปุ่นมาตั้งแต่ปี 2006 และตอนนี้กำลังเริ่มบุกตลาดสหรัฐฯ อย่างเต็มตัว
กลยุทธ์การขายของ GU ก็คือ เน้นสิ่งที่ใช่ ในราคาที่โดน โฟกัสที่สินค้าราคาจับต้องได้ง่ายและตามกระแส แต่ก็ไม่ได้วิ่งตาม Fast Fashion เหมือนกับเจ้าอื่นๆ ในตลาดที่เน้นขายแบบเยอะถล่มทลาย แต่ GU เลือกจะหยิบมาแค่ไม่กี่เทรนด์ที่กำลังเป็นกระแสในแต่ละซีซั่น แล้วทำให้ดีที่สุด ทำให้จำนวนไอเทมน้อยกว่าแบรนด์คู่แข่งถึง 10 เท่า และการที่ผลิตจำนวนน้อยแบบนี้ทำให้การจัดหาวัตถุดิบและการผลิตมีประสิทธิภาพสูงตามไปด้วย
ในปี 2022 GU เคยเปิดป๊อปอัพที่โซโหเพื่อทดสอบตลาดอเมริกัน และนำข้อมูลมาปรับปรุงแบรนด์ครั้งใหญ่ก่อนบุกตลาดจริง และข้อมูลที่ได้ก็คือ การปรับขนาดเสื้อผ้าให้เข้ากับสรีระคนอเมริกัน เพิ่มดีไซน์ที่ใส่ได้ทุกเพศตามความต้องการของคนรุ่นใหม่ และตั้งหน่วยงานเพื่อตามติดเทรนด์โลกโดยเฉพาะ เพื่อให้สินค้าออกมาสดใหม่อยู่เสมอ
“คนสมัยนี้ยุ่งเกินกว่าจะมานั่งคิดเรื่องแฟชั่นตลอดเวลา และมีงบจำกัดขึ้น” Osamu Yunoki ซีอีโอของ GU ระบุ นั่นหมายความว่าแบรนด์อาสาทำหน้าที่เลือกเทรนด์ที่คัดมาแล้วว่าสวย ใส่สบาย และราคาสบายกระเป๋านั่นเอง
สิ่งที่ทำให้ GU แตกต่างจากแบรนด์พี่อย่าง Uniqlo แม้จะอยู่ภายใต้บริษัทแม่เดียวกันก็คือ GU พุ่งเป้าไปที่กลุ่ม Gen Z และ Gen Alpha โดยหยิบเทรนด์ไวรัลจาก TikTok มาทำให้เป็นจริง เช่น กางเกงยีนทรง Barrel Leg, กระโปรงกางเกง และรองเท้าทรง Ballet Core แต่ถึงแม้ว่าจะตามเทรนด์แต่ก็ยังคุมโทนสีพื้นอย่าง ขาว ดำ น้ำตาล เหมือนแบรนด์พี่ เพื่อให้ง่ายต่อการแต่งตัว แต่ก็ยังอิงเทรนด์มากกว่าความคลาสสิก ที่สำคัญก็คือมีราคาย่อมเยากว่า โดยมีราคาสินค้าอยู่ที่ประมาณ 4.90 - 99.90 ดอลลาร์
หลังจากนี้มีแนวโน้มว่า GU จะขยายต่อเนื่อง จากรายงานของ Modern Retail ระบุว่า GU สร้างรายได้ 11% ให้ Fast Retailing ในช่วงกันยายน 2021 - สิงหาคม 2022 และในบทสัมภาษณ์กับ Nikkei ปี 2023 Osamu Yunoki ก็ได้เปิดเผยว่าบริษัทมีแผนเพิ่มยอดขายเป็นสองเท่าแตะ 4.08 พันล้านดอลลาร์ (6 แสนล้านเยน) ภายใน 5 ปี เพื่อให้แบรนด์ก้าวสู่แฟชั่นระดับโลกผ่านการขยายการขายในต่างประเทศ
แม้ว่าปัจจุบันนี้ทั้ง Human Made และ GU จะยังไม่มีหน้าร้านในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ แต่ด้วยความนิยมในหมู่ผู้ที่ชื่นชอบแฟชั่นก็อาจเป็นส่วนผลักดันเล็กๆ ที่ทำให้แบรนด์สัญชาติญี่ปุ่นเหล่านี้หันมาลงหลักปักฐานในไทยเหมือนกับก่อนหน้านี้ที่ BEAMS ร้านแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ชื่อดังจากญี่ปุ่นเข้ามาเปิดสาขาในไทยอย่างเป็นทางการถึง 2 สาขาเมื่อไม่นานมานี้