
SHORT CUT
ซูชิสายพานในไทยถือว่ายังมาแรงต่อเนื่อง มีทั้งผู้เล่นหน้าเก่าและหน้าใหม่ที่น่าจับตามอง ทั้งยังมีราคาที่ไม่ต่างกันมากนัก ทำให้น่าสนใจว่าจะมีทิศทางอย่างไรต่อไป
กระแสยังคงแรงอย่างต่อเนื่องสำหรับ 'ซูชิสายพาน' ที่แม้ว่าจะเข้าสู่ปี 2026 มาแล้วก็ตาม ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นหนึ่งในสมรภูมิที่มีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด มีแบรนด์ยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่นพากันมาเปิดสาขาและสร้างปรากฏการณ์การต่อคิวยาวเหยียดให้เราได้เห็นกันอยู่บ่อยๆ
ว่ากันว่าซูชิสายพาน หรือ Kaiten-sushi มีต้นกำเนิดมาจากอดีตทหารผ่านศึกจากสงครามโลกครั้งที่สองเมื่อปี ปี 1958 “Yoshiaki Shiraishi” เกิดขึ้นหลังจากที่เขาไปเยี่ยมชมโรงงานเบียร์และได้แรงบันดาลใจมาจากสายพานลำเลียงขวดและกระป๋องเบียร์ในโรงงาน จึงนำมาปรับใช้ในการเสิร์ฟซูชิ เพราะมองว่าเป็นการส่งอาหารไปให้ถึงมือลูกค้าได้รวดเร็วขึ้นโดยที่ไม่ต้องพึ่งพนักงานเสิร์ฟ
หลังจากที่ร้านของ Yoshiaki ได้ไปจัดแสดงในงาน Osaka World Expo ปี 1970 จนมาถึงช่วงปลายทศวรรษที่สิทธิบัตรซูชิสายพานของเขาหมดลงก็ทำให้เกิดร้านซูชิสายพานขึ้นเป็นจำนวนมากและยังได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบันจนกระทั่งเข้ามาสู่ประเทศไทย ด้วยความที่ค่อนข้างแปลกใหม่ มีเมนูให้เลือกหลากหลาย และมีราคาที่ไม่แพงจนเกินไป ทำให้ได้กลายเป็นที่นิยมในหมู่คนไทยได้ไม่ยาก
ทุกวันนี้ในไทยเองก็มีร้านซูชิสายพานจากญี่ปุ่นเข้ามาเปิดกิจการเป็นจำนวนมาก และยังคงได้รับความนิยมแม้จะผ่านมาแล้วเป็นปี ครั้งนี้เราจะพาไปดูว่าซูชิสายพานร้านไหนที่กำลังฮิตกันในประเทศไทย
ถือว่าคุ้นเคยกับคนไทยเป็นอย่างดีสำหรับ 'ซูชิโร่' ที่ปัจจุบันเปิดหน้าร้านในไทยไปแล้วหลายสาขาแต่ก็ยังคงมีคนมาต่อคิวกันแน่นอยู่ตลอด ที่จริงแล้วซูชิโร่ก่อตั้งขึ้นในญี่ปุ่นมากว่า 40 ปีแล้ว ตั้งแต่ปี ปี 1984 โดยบริษัท Akindo Sushiro ที่มาพร้อมวิสัยทัศน์ที่จะทำให้ซูชิเป็นอาหารที่ทุกคนเข้าถึงได้ เนื่องจากก่อนหน้านี้ในปี 1975 ซูชิยังถือเป็นอาหารหรูสำหรับโอกาสพิเศษ พวกเขาจึงเปิดร้านซูชิสายพานแห่งแรกของญี่ปุ่น
ภายใต้สโลแกน “ซูชิอร่อยสำหรับทุกคน ซูชิอร่อยที่เติมเต็มหัวใจ” เพื่อส่งมอบซูชิคุณภาพสูงพร้อมความสุขให้กับทุกคน รวมถึงยังคงได้สัมผัสทั้งรสชาติและวัฒนธรรมดั้งเดิมไปพร้อมกัน
นอกจากวัตถุดิบที่สดใหม่ได้คุณภาพแล้วจานซูชิทุกใบได้มีการติดตั้งระบบเทคโนโลยีที่ทันสมัยและ ชิป IC เพื่อตรวจวัดความสดของอาหารและติดตามเมนูที่ได้รับความนิยม ซึ่งช่วยให้ลดการสูญเสียอาหาร (Food Waste) โดยจะเน้นเสิร์ฟเมนูที่มีความต้องการสูงเป็นหลัก นอกจากนี้ ยังมีมาตรการรักษาความสะอาดอย่างเคร่งครัด ทั้งการล้างมือและการฆ่าเชื้ออุปกรณ์ต่างๆ เพื่อสุขอนามัยที่ดีที่สุด
สำหรับจุดเด่นของซูชิโร่ก็คือการเปลี่ยนเมนูโปรโมชันทุกเดือน สามารถสั่งอาหารเพิ่มเติมจากบนสายพานได้ด้วยแท็บเล็ตที่อยู่บนโต๊ะ และมีราคาอาหารที่จับต้องได้ไม่แพงมากทำให้เข้าผู้บริโภคได้หลากหลาย โดยราคาจะเริ่มต้นที่ 40, 60, 80 ไปจนถึง 120 บาท ตามสีจาน
ถือเป็นหนึ่งในร้านซูชิสายพานน้องใหม่ที่น่าจับตามองเพราะเพิ่งเข้ามาเปิดหน้าร้านในไทยเมื่อปลายปี 2024 ที่ผ่านมานี้เองสำหรับ 'คัตสึ มิโดริ' ร้านซูชิสายพานอันดับหนึ่งจากโตเกียว ซึ่งมีสาขาแรกในไทยอยู่ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ มีพื้นที่ถึง 700 ตารางเมตร สามารถรองรับลูกได้ 248 ที่นั่ง
ไฮไลต์ของ คัตสึ มิโดริ ก็คือทางร้านจะมีช่วงนาทีทองที่เชฟจะเลือกสร้างสรรค์เมนูขึ้นมาเพื่อขายในราคาพิเศษตามคอนเซปต์ “มุ่งมั่นให้ลูกค้าได้ลิ้มรสซูชิสดใหม่คุณภาพดีในราคาที่เหมาะสม พร้อมบริการที่ยอดเยี่ยมเพื่อสร้างความประทับใจ”
สำหรับราคาเมนูทั่วไปในร้านก็ถือว่าเป็นมิตรกับผู้บริโภคด้วยเช่นกัน โดยมีราคาอยู่ที่ 40 – 180 บาท นอกจากนี้ยังสามารถเลือกสั่งอาหารกลับบ้าน (Take – Away) ได้อีกด้วย นอกจากนี้ คัตสึ มิโดริ ยังมีอีกหนึ่งเมนูที่ได้รับความนิยมไม่แพ้ซูชิ นั่นก็คือของหวานอย่าง “เนโกะพุดดิ้ง” ที่เป็นพุดดิ้งรูปแมวเนื้อเด้งดึ๋งสุดน่ารักที่เรียกได้ว่าบางคนตั้งใจไปทานที่ร้านเพราะอยากสั่งเมนูนี้โดยเฉพาะเลยก็มี
อีกหนึ่งร้านซูชิสายพานที่เข้ามาเป็นผู้เล่นในไทยก็คือ “ฮามาซูชิ” ที่ขยายหน้าร้านในญี่ปุ่นไปแล้วกว่า 500 สาขา เป็นร้านที่อยู่ในเครือบริษัทใหญ่อย่าง Zensho Holdings เจ้าของธุรกิจร้านอาหารกว่า 20 แบรนด์ เช่น ร้านข้าวหน้าเนื้อ Sukiya, ร้านดงบุริ Nakau และ ร้านอาหารสไตล์เม็กซิโก-อเมริกัน El Torito เป็นต้น โดยข้อมูลจากปี 2025 ระบุว่าบริษัทมีมูลค่าอยู่ที่ 269,216 ล้านบาท เป็นบริษัทเชนร้านอาหารที่มีมูลค่ามากสุดในญี่ปุ่น
สำหรับจุดเด่นของฮามาซูชิไม่ได้มีแค่วัตถุดิบที่ส่งตรงจากแหล่งประมงคุณภาพเท่านั้น แต่ยังเน้นการเสิร์ฟที่รวดเร็วอีกด้วย โดยการใช้ระบบ Straight Lane ที่ส่งอาหารตรงถึงโต๊ะลูกค้าได้ภายใน 1 นาที นอกจากนี้ยังมีราคาที่ไม่แพงมากเพราะเริ่มต้นที่จานละ 40 บาท
ถือว่าเป็นร้านซูชิสายพานที่เหมือนกับว่าจะเป็นที่ชื่นชอบของเด็กๆ มากเป็นพิเศษสำหรับ “เก็นกิ ซูชิ” ที่มีรถไฟความเร็วสูงวิ่งมาเสิร์ฟอาหารที่ข้างโต๊ะเป็นจุดขายของร้าน
จุดเริ่มต้นของ เก็นกิ ซูชิ มาจากเชฟซูชิชาวญี่ปุ่นวัย 24 ปี ชื่อ Fumio Saito ที่ใฝ่ฝันจะสร้างร้านซูชิสมัยใหม่ที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ภายใต้แนวคิดซูชิสายพาน โดยในปี 1968 เขาได้พัฒนาแนวคิดนี้ขึ้นมา โดยผสานการเสิร์ฟซูชิแบบดั้งเดิมเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทำให้กลายเป็นแนวคิดที่ได้รับความนิยมในญี่ปุ่นอย่างรวดเร็ว จากความสำเร็จนี้ทำให้เขาได้เปิดสาขาในจังหวัดโทจิงิ แถบภูมิภาคคันโต และในเมืองอุตสึโนะมิยะ
ต่อมาในปี 1990 ก็ได้มีการก่อตั้งบริษัท Genki Sushi Co., Ltd. ขึ้น และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์โตเกียวในปี 1991 ด้วยความมุ่งมั่นด้านความสดใหม่ บริษัทจึงได้รับการสนับสนุนจากผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว จนสามารถขยายสาขาไปทั่วประเทศญี่ปุ่นได้สำเร็จและสามารถขยายตัวไปสู่นานาชาติได้สำเร็จ และสำหรับในประเทศไทยเมนูของ เก็นกิ ซูชิ ก็มีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 29 บาทต่อจาน
ถือเป็นแบรนด์ซูชิน้องใหม่จากเครือ Sushi Express ที่ยกระดับความพรีเมียม มีความทันสมัย และเพิ่มเมนูให้มีความหลากหลายมากขึ้นสำหรับ “ซูชิ พลัส” ที่มีทั้งแบบสายพานปกติและระบบสั่งผ่านมือถือเพื่อเสิร์ฟด้วยรถไฟชินคันเซ็น
ความตั้งใจของ ซูชิ พลัส ก็คือการก้าวสู่แบรนด์ซูชิฟาสต์ฟู้ดชั้นนำระดับโลก ที่ผสานความอร่อยของซูชิเข้ากับวิถีชีวิตที่เร่งรีบได้อย่างลงตัว แต่ยังคงไว้ซึ่งคุณภาพของเมนูอาหาร สำหรับราคาในไทยจะเริ่มต้นที่ 30 บาทต่อจาน
เรียกได้ว่าเป็นการแข่งขันกันที่น่าจับตามองไม่น้อยสำหรับซูชิสายพานในไทย ที่นอกจากจะมีผู้เล่นหน้าเดิมแล้วก็ยังคงมีผู้เล่นใหม่ๆ ให้ความสนใจเข้ามาตีตลาดด้วยเช่นกัน ทำให้หลังจากนี้คงต้องรอดูกันว่านอกจากจะมีแบรนด์ใหม่เข้ามาเปิดแล้ว แบรนด์ที่ยังอยู่ในตลาดจะงัดกลยุทธ์อะไรออกมาแข่งขันกันเพื่อมัดใจลูกค้าและคงความเป็นกระแสของร้านเอาไว้ให้ได้
อ้างอิงข้อมูล : Wongnai, Sushiro, Gourmet and Cuisine, Thai Franchise Center, Genki Sushi และ Sushi Plus