
SHORT CUT
ป.ป.ท. แฉขบวนการ "ต่างด้าวสีเทา" สวมสิทธิ์บัตรไทย 4 รูปแบบ ตั้งแต่สวมชื่อคนตายยันปลอมสูติบัตร กลายเป็นอาชญากรรมสมบูรณ์แบบที่ทำลายระบบความมั่นคงไทย
เปิดโปงขบวนการ สวมบัตรประชาชน ที่ล้ำสมัยที่สุด เมื่อกลุ่มทุนจีนสีเทา ใช้ช่องว่างกฎหมายเพื่อฟอกตัวตนในไทยจนกลายเป็น PerfectCrime
กรณีของ "หมิงเฉิน ซัน" ถูกยกให้เป็น Perfect Crime หรืออาชญากรรมที่สมบูรณ์แบบในแง่การฟอกตัวตน เขาไม่ได้แค่ปลอมบัตร แต่เป็นการใช้ช่องว่างทางกฎหมายสร้างตัวตนใหม่ขึ้นมา โดยการจดทะเบียนสมรสกับคนไทยเพื่อย้ายชื่อเข้าทะเบียนบ้าน (ทร.13) ในพื้นที่ห่างไกลอย่าง อ.เชียงดาว จนได้ "บัตรชมพู" ที่ออกโดยรัฐอย่างถูกต้อง ทำให้เขาสามารถเปิดบริษัท ทำธุรกรรมการเงิน และครอบครองทรัพย์สินมหาศาลได้โดยไม่ถูกสงสัย
พันตำรวจโท สิริพงษ์ ศรีตุลา รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เปิดโปง 4 รูปแบบ การสวมบัตรประชาชนไทย หรือบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย พร้อมระบุว่า กรณี “หมิงเฉิน” หนุ่มจีนที่สะสมอาวุธและระเบิด ถือเป็น perfect crime สร้างตัวตนใหม่เป็นคนไทยโดยสมบูรณ์
เป็นรูปแบบพื้นฐานที่พบบ่อย และระบาดอย่างหนักช่วงทศวรรษ 2550-2560 โดยขบวนการสวมบัตรจะหาข้อมูลเด็กที่เสียชีวิตตั้งแต่เล็ก แต่ไม่ได้แจ้งตาย หรือคนที่ไม่เคยทำบัตรประชาชนเลย รวมไปถึงกลุ่มผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งไม่สามารถไปติดต่อราชการใดๆ ได้ ทำให้บัตรไม่มีความเคลื่อนไหว แล้วนำชื่อเหล่านั้นไปขายให้กับนายหน้า เพื่อให้คนต่างด้าวสวมรอยแทน โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐที่เข้าถึงระบบฐานข้อมูลเป็นผู้สนับสนุน หรือบางกรณีก็เป็นตัวกลาง สั่งการได้ทั้งหมด ทั้งนายหน้า ทั้งฝ่ายต่างด้าวที่ต้องการมีบัตร
โดยการนำชื่อคนต่างด้าวเข้าไปอยู่ในทะเบียนบ้านเล่มเหลือง สำหรับผู้ไม่มีสัญชาติไทย แต่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง โดยใช้การอ้างสิทธิต่างๆ เช่น การสมรส หรือการอ้างเป็นบุคคลในพื้นที่ห่างไกล โดยเฉพาะในภาคเหนือ เช่น ที่เคยทลายขบวนการนี้ในปฏิบัติการ “สลายหมอกเชียงดาว” ที่ อำเภอเชียงดาว และอำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่
คนต่างด้าวโดยเฉพาะคนจีนที่ร่วมในขบวนการนี้ จะได้ “บัตรชมพู” ซึ่งสามารถใช้ทำธุรกรรมทางการเงินและเปิดบริษัทได้เสมือนคนไทย
เป็นการมองการณ์ไกลโดยการปลอมแปลงเอกสารการเกิดในโรงพยาบาล หรือที่ว่าการอำเภอ เพื่อให้เด็กได้รับสัญชาติไทยตั้งแต่ลืมตาดูโลก มีทั้งการใช้วิธีกรอกข้อมูลเท็จเข้าระบบของรัฐเพื่อให้ได้ใบสูติบัตรจริง แต่ข้อมูลเป็นเท็จ หรือไม่ก็ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ออกใบสูติบัตรขึ้นมาเลย ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ของเด็กคนนั้น
ถือเป็นรูปแบบที่ซับซ้อนที่สุด โดยบุคคลคนเดียวถือครองตัวตนหลายสัญชาติ เช่น กรณีของ นายหมิงเฉิน มีพาสปอร์ตจีน กัมพูชา โดมินิกัน และบัตรชมพูของไทย เพื่อใช้สลับกันในการทำธุรกรรม หรือเดินทางไปทั่วโลกเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ
กรณีนายหมิงเฉิน ซัน ถืออาชญากรรมที่สมบูรณ์แบบ หรือ Perfect Crime ในแง่ของการฟอกตัวตนเนื่องจากความแยบยลของกระบวนการ
เมื่อมีบัตรชมพูและที่อยู่เป็นหลักแหล่ง นายหมิงเฉิน จึงสามารถเปิดบัญชีธนาคาร ทำธุรกรรมการเงิน จดทะเบียนนิติบุคคล และครอบครองทรัพย์สินขนาดใหญ่ได้โดยไม่ตกเป็นบุคคลต้องสงสัย เพราะเอกสารที่ถือเป็น "เอกสารจริงที่ออกโดยราชการ แต่มีที่มาจากข้อมูลที่เท็จ" ซึ่งตรวจสอบได้ยากกว่าบัตรปลอมทั่วไป
รองเลขาธิการ ป.ป.ท. ชี้ว่า การแก้ปัญหานี้ ไม่ควรใช้วิธีไล่จับเป็นราย ๆ เพราะไม่สามารถจัดการปัญหาได้ แต่ต้องแก้ไขที่ต้นตอ คือปฏิรูประบบการสร้าง “ฐานข้อมูลกลาง” ที่เป็นข้อมูลส่วนบุคคลทั้งหมด เนื่องจากปัจจุบันแต่ละหน่วยงาน ทั้ง ตม. กรมการปกครอง โรงพยาบาล ธนาคาร ต่างคนต่างถือข้อมูลของตัวเอง ทำให้ไม่เห็นภาพรวม จึงต้องมีการเชื่อมโยงข้อมูลเข้าด้วยกันเพื่อให้ระบบสามารถแจ้งเตือนสถานะความเสี่ยงได้โดยอัตโนมัติ
ที่มา : เนชั่นทีวี