เปิด 4 กลโกง ขบวนการสวมบัตรประชาชน 'ต่างด้าวสีเทา' สวมสิทธิ์คนไทย

เปิด 4 กลโกง ขบวนการสวมบัตรประชาชน 'ต่างด้าวสีเทา' สวมสิทธิ์คนไทย

ป.ป.ท. แฉขบวนการ "ต่างด้าวสีเทา" สวมสิทธิ์บัตรไทย 4 รูปแบบ ตั้งแต่สวมชื่อคนตายยันปลอมสูติบัตร กลายเป็นอาชญากรรมสมบูรณ์แบบที่ทำลายระบบความมั่นคงไทย

SHORT CUT

  • ป.ป.ท. เปิดโปง 4 รูปแบบกลโกงที่ขบวนการต่างด้าวสีเทาใช้ในการสวมบัตรประชาชนเพื่อฟอกตัวตนในประเทศไทย
  • รูปแบบที่หนึ่งคือการสวมชื่อคนตายหรือบุคคลที่ไม่เคยทำบัตรประชาชน โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐให้ความร่วมมือ
  • รูปแบบที่สองคือการใช้ช่องว่างทางกฎหมาย เช่น การจดทะเบียนสมรสกับคนไทย เพื่อให้ได้ "บัตรชมพู" สำหรับทำธุรกรรมทางการเงิน
  • รูปแบบที่สามคือการปลอมสูติบัตรตั้งแต่แรกเกิด หรือที่เรียกว่า "แก๊งกุมารจีน" เพื่อให้เด็กได้รับสัญชาติไทย
  • รูปแบบที่สี่คือการทำอัตลักษณ์ซ้ำซ้อน โดยบุคคลเดียวถือครองหลายสัญชาติและพาสปอร์ตเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ ซึ่งกรณีของ "หมิงเฉิน ซัน" ถือเป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบ

ป.ป.ท. แฉขบวนการ "ต่างด้าวสีเทา" สวมสิทธิ์บัตรไทย 4 รูปแบบ ตั้งแต่สวมชื่อคนตายยันปลอมสูติบัตร กลายเป็นอาชญากรรมสมบูรณ์แบบที่ทำลายระบบความมั่นคงไทย

เปิดโปงขบวนการ สวมบัตรประชาชน ที่ล้ำสมัยที่สุด เมื่อกลุ่มทุนจีนสีเทา ใช้ช่องว่างกฎหมายเพื่อฟอกตัวตนในไทยจนกลายเป็น PerfectCrime 

กรณีของ "หมิงเฉิน ซัน" ถูกยกให้เป็น Perfect Crime หรืออาชญากรรมที่สมบูรณ์แบบในแง่การฟอกตัวตน เขาไม่ได้แค่ปลอมบัตร แต่เป็นการใช้ช่องว่างทางกฎหมายสร้างตัวตนใหม่ขึ้นมา โดยการจดทะเบียนสมรสกับคนไทยเพื่อย้ายชื่อเข้าทะเบียนบ้าน (ทร.13) ในพื้นที่ห่างไกลอย่าง อ.เชียงดาว จนได้ "บัตรชมพู" ที่ออกโดยรัฐอย่างถูกต้อง ทำให้เขาสามารถเปิดบริษัท ทำธุรกรรมการเงิน และครอบครองทรัพย์สินมหาศาลได้โดยไม่ถูกสงสัย

พันตำรวจโท สิริพงษ์ ศรีตุลา รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เปิดโปง 4 รูปแบบ การสวมบัตรประชาชนไทย หรือบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย พร้อมระบุว่า กรณี “หมิงเฉิน” หนุ่มจีนที่สะสมอาวุธและระเบิด ถือเป็น perfect crime สร้างตัวตนใหม่เป็นคนไทยโดยสมบูรณ์

วิธีการที่กลุ่ม "ต่างด้าวสีเทา" ใช้ฟอกตัวตนผ่านระบบทะเบียนราษฎร มี 4 รูปแบบหลัก

1. การสวมชื่อคนตาย 

เป็นรูปแบบพื้นฐานที่พบบ่อย และระบาดอย่างหนักช่วงทศวรรษ 2550-2560 โดยขบวนการสวมบัตรจะหาข้อมูลเด็กที่เสียชีวิตตั้งแต่เล็ก แต่ไม่ได้แจ้งตาย หรือคนที่ไม่เคยทำบัตรประชาชนเลย รวมไปถึงกลุ่มผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งไม่สามารถไปติดต่อราชการใดๆ ได้ ทำให้บัตรไม่มีความเคลื่อนไหว แล้วนำชื่อเหล่านั้นไปขายให้กับนายหน้า เพื่อให้คนต่างด้าวสวมรอยแทน โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐที่เข้าถึงระบบฐานข้อมูลเป็นผู้สนับสนุน หรือบางกรณีก็เป็นตัวกลาง สั่งการได้ทั้งหมด ทั้งนายหน้า ทั้งฝ่ายต่างด้าวที่ต้องการมีบัตร

2. การฉวยโอกาสใส่ชื่อในระบบ "บัตรชมพู" 

โดยการนำชื่อคนต่างด้าวเข้าไปอยู่ในทะเบียนบ้านเล่มเหลือง สำหรับผู้ไม่มีสัญชาติไทย แต่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง โดยใช้การอ้างสิทธิต่างๆ เช่น การสมรส หรือการอ้างเป็นบุคคลในพื้นที่ห่างไกล โดยเฉพาะในภาคเหนือ เช่น ที่เคยทลายขบวนการนี้ในปฏิบัติการ “สลายหมอกเชียงดาว” ที่ อำเภอเชียงดาว และอำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่

คนต่างด้าวโดยเฉพาะคนจีนที่ร่วมในขบวนการนี้ จะได้ “บัตรชมพู” ซึ่งสามารถใช้ทำธุรกรรมทางการเงินและเปิดบริษัทได้เสมือนคนไทย

 

3. ปลอมสูติบัตรตั้งแต่แรกเกิด ที่เรียกว่า 'แก๊งกุมารจีน' 

เป็นการมองการณ์ไกลโดยการปลอมแปลงเอกสารการเกิดในโรงพยาบาล หรือที่ว่าการอำเภอ เพื่อให้เด็กได้รับสัญชาติไทยตั้งแต่ลืมตาดูโลก มีทั้งการใช้วิธีกรอกข้อมูลเท็จเข้าระบบของรัฐเพื่อให้ได้ใบสูติบัตรจริง แต่ข้อมูลเป็นเท็จ หรือไม่ก็ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ออกใบสูติบัตรขึ้นมาเลย ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ของเด็กคนนั้น

4. ทำอัตลักษณ์ซ้ำซ้อน

ถือเป็นรูปแบบที่ซับซ้อนที่สุด โดยบุคคลคนเดียวถือครองตัวตนหลายสัญชาติ เช่น กรณีของ นายหมิงเฉิน มีพาสปอร์ตจีน กัมพูชา โดมินิกัน และบัตรชมพูของไทย เพื่อใช้สลับกันในการทำธุรกรรม หรือเดินทางไปทั่วโลกเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ 

กรณี 'หมิงเฉิน ซัน' ถือเป็น Perfect Crime

กรณีนายหมิงเฉิน ซัน ถืออาชญากรรมที่สมบูรณ์แบบ หรือ Perfect Crime ในแง่ของการฟอกตัวตนเนื่องจากความแยบยลของกระบวนการ 

  • การถือครองหลายสถานะ เพราะมีทั้งพาสปอร์ตจีน กัมพูชา สัญชาติโดมินิกัน และวีซ่าเกาหลี ซึ่งต้องลงทุนสูง
  • การใช้ช่องว่างทางกฎหมายไทย ด้วยการจดทะเบียนสมรสกับคนไทยเป็นใบเบิกทางในการย้ายเข้าทะเบียนบ้าน หรือ เอกสาร ทร.13 ที่ อ.เชียงดาว จนสามารถออก "บัตรชมพู" ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

เมื่อมีบัตรชมพูและที่อยู่เป็นหลักแหล่ง นายหมิงเฉิน จึงสามารถเปิดบัญชีธนาคาร ทำธุรกรรมการเงิน จดทะเบียนนิติบุคคล และครอบครองทรัพย์สินขนาดใหญ่ได้โดยไม่ตกเป็นบุคคลต้องสงสัย เพราะเอกสารที่ถือเป็น "เอกสารจริงที่ออกโดยราชการ แต่มีที่มาจากข้อมูลที่เท็จ" ซึ่งตรวจสอบได้ยากกว่าบัตรปลอมทั่วไป

รองเลขาธิการ ป.ป.ท. ชี้ว่า การแก้ปัญหานี้ ไม่ควรใช้วิธีไล่จับเป็นราย ๆ เพราะไม่สามารถจัดการปัญหาได้ แต่ต้องแก้ไขที่ต้นตอ คือปฏิรูประบบการสร้าง “ฐานข้อมูลกลาง” ที่เป็นข้อมูลส่วนบุคคลทั้งหมด เนื่องจากปัจจุบันแต่ละหน่วยงาน ทั้ง ตม. กรมการปกครอง โรงพยาบาล ธนาคาร ต่างคนต่างถือข้อมูลของตัวเอง ทำให้ไม่เห็นภาพรวม จึงต้องมีการเชื่อมโยงข้อมูลเข้าด้วยกันเพื่อให้ระบบสามารถแจ้งเตือนสถานะความเสี่ยงได้โดยอัตโนมัติ

ที่มา : เนชั่นทีวี

 

related