
SHORT CUT
สวท. จัดเวทีสาธารณะ “Turn on the Lights: ใส่ใจสุขภาพพนักงานบริการ” เรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกเอาผิดต่อการทำงานค้าบริการทางเพศ และเร่งกำหนดมาตรการสาธารณสุขที่คุ้มครองการเข้าถึงอนามัยการเจริญพันธุ์อย่างเป็นธรรม
กรุงเทพฯ, 21 กุมภาพันธ์ สมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทยฯ (สวท.) จัดเวทีสาธารณะ 'Turn on the Lights: ใส่ใจสุขภาพพนักงานบริการ' ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เรียกร้องให้รัฐบาลไทยยกเลิกการเอาผิดทางอาญาต่อการทำงานบริการทางเพศ และเร่งกำหนดมาตรการสาธารณสุขที่คุ้มครองและส่งเสริมสิทธิการเข้าถึงอนามัยการเจริญพันธุ์ของพนักงานบริการอย่างเป็นธรรมกรุงเทพฯ
'ดร.นันทกาญจน์ สูงสุมาลย์ วูดแฮม' ผู้อำนวยการ สวท. กล่าวว่า ประเทศไทยต้องพัฒนาระบบการดูแลสุขภาพสำหรับทุกคน ทุกอาชีพอย่างเท่าเทียม การกำหนดกรอบกฎหมายและการบริการสาธารณสุขที่ยึดหลักสิทธิมนุษยชน และการดูแลแบบยึดบุคคลเป็นศูนย์กลาง จะเป็นหลักประกันสำคัญที่จะช่วยคุ้มครองสุขภาวะทางเพศของพนักงานบริการ
ขณะที่ 'Dr. Nyan Linn' จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้นำเสนอผลวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่า การตีตราและการเลือกปฏิบัติ คือกำแพงสูงที่กั้นพนักงานบริการออกจากสิทธิที่พวกเขาควรได้
'จำรอง แพงหนองยาง' รองผู้อำนวยการมูลนิธิ SWING เผยตัวเลขที่น่าตกใจว่า แม้ไทยจะลงโทษงานบริการทางเพศทางอาญามานานกว่า 65 ปี แต่จำนวนพนักงานบริการกลับสูงถึงราว 2 ล้านคน ตอกย้ำภาพเหมารวมที่เป็นอันตราย และเปิดช่องให้เกิดการเลือกปฏิบัติและการละเมิดสิทธิมนุษยชน สะท้อนว่ากฎหมายไม่ได้ทำให้งานลดลง แต่กลับทำให้ผู้ทำงานเปราะบางขึ้น
พนักงานบริการจำนวนมากหลีกเลี่ยงการเข้ารับการรักษาพยาบาล เนื่องจากความกังวลต่อการตัดสินทางศีลธรรม การละเมิดความลับส่วนบุคคล และผลกระทบทางกฎหมาย และยังพบว่าในสถานประกอบการบันเทิงบางแห่ง มีการบังคับตรวจสุขภาพโดยขาดความสมัครใจ และหากตรวจพบโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ผู้ทำงานอาจถูกเลิกจ้างโดยไม่มีรายได้สำรองหรือการรักษาอย่างต่อเนื่อง
วารุณี ตั้งศิริ จากคลินิก สวท. ขอนแก่น เสริมข้อมูลจาก UNAIDS ว่าประเทศที่งานบริการผิดกฎหมาย จะมีอัตราการติดเชื้อเอชไอวีสูงกว่าประเทศที่ยอมรับถึง 10% โดยเฉพาะกลุ่มพนักงานข้ามชาติและ LGBTQ+ ที่โดนเลือกปฏิบัติซ้ำซ้อน จนกลายเป็นอุปสรรคต่อเป้าหมายสาธารณสุขระดับชาติ และเน้นย้ำว่าการเอาผิดทางอาญาสร้างอุปสรรคเชิงโครงสร้างต่อการป้องกัน การตรวจ และการรักษาสุขภาพ ซึ่งบั่นทอนเป้าหมายด้านสาธารณสุขในวงกว้าง
ผู้เข้าร่วมวงเสวนาได้ร่วมกันเรียกร้อง ให้รัฐบาลไทยปฏิรูปกฎหมายการค้าประเวณี โดยทำให้อาชีพบริการถูกกฎหมาย และวางกลไกคุ้มครองพนักงานบริการอย่างครอบคลุม เพื่อให้ปัญหาสุขภาพจากการประกอบอาชีพได้รับการยอมรับและแก้ไขอย่างเหมาะสม
เช่น หากพนักงานเกิดความเจ็บป่วยอันเนื่องมาจากการทำงาน กฎหมายที่เอื้อต่อสิทธิแรงงานก็ช่วยให้สามารถเข้าถึงการเยียวยา การชดเชย และการรักษาอย่างต่อเนื่อง แต่หากปราศจากการรับรองทางกฎหมายและการคุ้มครองแรงงาน พนักงานบริการจะขาดหลักประกันสุขภาพ ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาเชิงโครงสร้างที่ส่งผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจในวงกว้าง
'Fairy Abdulghani' ผู้ประสานงานในระดับภูมิภาค ของมูลนิธิเครือข่ายเอเชียแปซิฟิก เซอร์วิส เวิร์คเกอร์ (APNSW) กล่าวว่า การปฏิรูปกฎหมายและการกำจัดการตีตราที่ไม่ใช่เพียงประเด็นทางศีลธรรม หากแต่เป็นวาระสำคัญด้านสาธารณสุข แรงงาน และสิทธิมนุษยชน ที่จำเป็นต่อการคุ้มครองชีวิต สุขภาพ และศักดิ์ศรีของพนักงานบริการในสังคมไทย และภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
และยังมีการเรียกร้องให้ หน่วยงานรัฐนำแนวทาง การดูแลแบบยึดบุคคลเป็นศูนย์กลาง มาปรับใช้ในระบบบริการสาธารณสุข โดยแนวทางดังกล่าวตั้งอยู่บนหลักการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิในการกำหนดตนเอง และความต้องการเฉพาะของแต่ละบุคคล พร้อมทั้งเน้นความสมัครใจ การรักษาความลับ การให้ความยินยอมโดยได้รับข้อมูลครบถ้วน และการสื่อสารที่ไม่ตัดสิน ตลอดจนการออกแบบบริการสุขภาพให้สอดคล้องกับบริบทชีวิตจริงของผู้ทำงาน แทนที่จะกำกับควบคุมด้วยกรอบศีลธรรม
เช่น ลักษณะเวลาทำงานแบบ “เราตื่นเมื่อคนอื่นหลับ” เงื่อนไขที่ระบบบริการสุขภาพแบบเดิมมักมองข้าม จึงจำเป็นต้องมีรูปแบบการให้บริการที่ยืดหยุ่นและตอบสนองต่อบริบทจริงมากขึ้น รวมถึงการขยายการเข้าถึงอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การจัดคลินิกเฉพาะนอกเวลาราชการ และการปรับกลยุทธ์การลงพื้นที่เชิงรุกให้สอดคล้องกับช่วงเวลาและพื้นที่ชีวิตของผู้ทำงาน
งานปิดท้ายด้วยการจัดฉายภาพยนตร์เรื่อง Concetta ที่มีเนื้อหาสะท้อนภาพความสัมพันธ์ และการมองเห็นความเป็นมนุษย์ของพนักงานบริการ
“โลกใบนี้ไม่มีใคร ‘ขายตัว’ แต่เขาขาย Service และคนที่ขายบริการก็คือแรงงานประเภทหนึ่ง ทางการไทยจึงควรรับประกันสุขภาพทางเพศที่เป็นธรรมให้พนักงานบริการโดยทันที” ศาสตราจารย์ ดร.ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ ประธานมูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ (SWING) กล่าว