
SHORT CUT
สงครามทำพลังงานโลกป่วน ถ่านหินพุ่งแรง’ ต้นทุนไฟฟ้าขยับ จับตา! ต้นทุนพลังงานพุ่งต่อถ่านหินแตะ130 เหรียญสหรัฐ/ตัน เอกชนเปลี่ยนแผนผลิต-ลดค่าใช้จ่ายโลจิสติกส์
สงครามที่ปะทุขึ้นในอิหร่านและหลายพื้นที่ของตะวันออกกลาง กำลังส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วตลาดพลังงานโลก ราคาน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ รวมถึงเชื้อเพลิงสำคัญอย่าง 'ถ่านหิน' ต่างปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความกังวลด้านเสถียรภาพของอุปทานพลังงานโลก
แรงกดดันดังกล่าวไม่ได้หยุดอยู่แค่ในตลาดต่างประเทศ แต่เริ่มส่งผลมายังประเทศไทยอย่างชัดเจน โดยเฉพาะ “ต้นทุนการผลิตไฟฟ้า” ที่ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาพลังงานในตลาดโลก ล่าสุดผู้ประกอบการหลายภาคส่วนเริ่มเผชิญต้นทุนด้านพลังงานที่เพิ่มขึ้น ทั้งจากค่าเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า และต้นทุนถ่านหินที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรม
สถานการณ์นี้ทำให้ภาคธุรกิจไทยต้องเร่งปรับตัว ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการพลังงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น การลงทุนในเทคโนโลยีประหยัดพลังงาน หรือแม้แต่การหันไปใช้พลังงานทางเลือกมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดพลังงานโลก ที่ยังคงยากจะคาดเดาในช่วงเวลานี้
พามาดูปรับตัวของภาคเอกชน และสถานการณ์ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องว่าเป็นอย่างไรบ้าง ‘สินนท์ ว่องกุศลกิจ’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศที่ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางพลังงานทั่วโลก ประเด็นที่น่าจับตามองที่สุดในขณะนี้คือการ ลดลงของปริมาณอุปทาน (Supply) ในตลาดโลก โดยเฉพาะในพื้นที่ขัดแย้งซึ่งเป็นแหล่งส่งออกสำคัญกว่า 20% ส่งผลให้ราคาพลังงานหลักทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ (LNG) มีการขยับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
จากการตรวจสอบสถานการณ์ราคาเชื้อเพลิง พบว่าราคา ถ่านหิน มีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมายังเคลื่อนไหวอยู่ที่ประมาณ 100 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน แต่ในปัจจุบันราคาได้ พุ่งสูงขึ้นไปแตะระดับ 130 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตันแล้ว นอกจากนี้ ราคาพื้นฐานในสหรัฐฯ อย่าง Henry Hub บริเวณท่าเรือเท็กซัส ก็มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน ซึ่งจะส่งผลกระทบทางอ้อม (Indirect correlation) ต่อราคาพลังงานในภูมิภาคเอเชียและไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากความต้องการใช้พลังงานทดแทนในพื้นที่ที่มีปัญหาเริ่มมีมากขึ้น
ในส่วนของบ้านปูได้วางแผนการรับมือและยุทธศาสตร์การจัดการต้นทุนแม้จะมีความผันผวนด้านราคา แต่ในด้านการปฏิบัติงาน (Operation) ภาคส่วนพลังงานยังยืนยันความมั่นคง โดยระบุว่าการผลิตถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ และการผลิตไฟฟ้ายืนยันว่ายังมีความนิ่งและสามารถดำเนินการได้ตามแผนอย่างไรก็ตาม เพื่อรับมือกับต้นทุนที่สูงขึ้น ได้มีการวางแนวทางบริหารจัดการไว้ดังนี้
สำหรับผลประกอบการในปี 2568 บริษัทฯ รายงานรายได้จากการขายรวม 5,278 ล้านเหรียญสหรัฐ (*เทียบเท่า 173,423 ล้านบาท) กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) รวม 1,191 ล้านเหรียญสหรัฐ (*เทียบเท่า 39,108 ล้านบาท) และมีกำไรจากการดำเนินงาน 22.3 ล้านเหรียญสหรัฐ (*เทียบเท่า 752 ล้านบาท) แต่มีผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิภาษีที่เกี่ยวข้องจากเงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับเหรียญสหรัฐในระหว่างปี จำนวน 45.9 ล้านเหรียญสหรัฐ (*เทียบเท่า 1,509 ล้านบาท) ผลกระทบจากรายการอนุพันธ์ทางการเงิน รายการปรับปรุงและรายการที่ไม่เกิดขึ้นประจำ จึงรายงานผลขาดทุนสุทธิจำนวน 61.5 ล้านเหรียญสหรัฐ (*เทียบเท่า 2,025 ล้านบาท)