svasdssvasds

Gen Z จับตาสงครามอิหร่าน หวั่นประเด็นเกณฑ์ทหารกลับมา !

Gen Z จับตาสงครามอิหร่าน หวั่นประเด็นเกณฑ์ทหารกลับมา !

Gen Z จับตาความขัดแย้งสหรัฐฯ–อิหร่านอย่างใกล้ชิด โลกออนไลน์เต็มไปด้วยมีม WW3 และคำถามเรื่องการเกณฑ์ทหารจะกลับมาหรือไม่

SHORT CUT

  • เมื่อข่าวการโจมตีอิหร่านแพร่กระจาย คนรุ่นใหม่ในสหรัฐฯ จำนวนมากเริ่มตั้งคำถามทันทีว่าจะมีการเกณฑ์ทหารหรือไม่ แม้ปัจจุบันกองทัพสหรัฐฯ จะใช้ระบบทหารอาสาสมัคร แต่กฎหมายเกี่ยวกับระบบลงทะเบียนกำลังพลยังคงมีอยู่ ทำให้ประเด็นนี้ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง
  • บนแพลตฟอร์มอย่าง TikTok และ X คนรุ่นใหม่ทั้งตั้งคำถาม แชร์ข้อมูล และสร้างมีมเกี่ยวกับ “WW3” หรือการเกณฑ์ทหาร สะท้อนวิธีการรับมือกับเหตุการณ์โลกของคนรุ่นใหม่ที่ผสมทั้งอารมณ์ขัน ความกังวล และการแลกเปลี่ยนข้อมูล
  • ผลสำรวจพบว่า คนอเมริกันอายุน้อยมองอิหร่านเป็นศัตรูน้อยกว่าคนรุ่นเก่า ส่วนหนึ่งเพราะไม่ได้เติบโตมากับเหตุการณ์วิกฤตตัวประกันในปี 1979 จึงทำให้ทัศนคติและระดับความกังวลต่ออิหร่านแตกต่างกันตามช่วงวัย

Gen Z จับตาความขัดแย้งสหรัฐฯ–อิหร่านอย่างใกล้ชิด โลกออนไลน์เต็มไปด้วยมีม WW3 และคำถามเรื่องการเกณฑ์ทหารจะกลับมาหรือไม่

เมื่อข่าวการโจมตีทางทหารของสหรัฐฯ ต่ออิหร่านเริ่มแพร่กระจายไปตามสำนักข่าวและโซเชียลมีเดีย ปฏิกิริยาของคนอเมริกันรุ่นใหม่ก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว บนโลกออนไลน์ยังเต็มไปด้วยความสับสน คำถามจำนวนมาก และมีมตลกที่ถูกแชร์ต่อกันอย่างรวดเร็ว ภายในเวลาไม่นาน แพลตฟอร์มอย่าง X, Instagram และ TikTok ก็เต็มไปด้วยโพสต์ที่ถามคำถามเดียวกันซ้ำ ๆ ว่า “นี่หมายความว่าจะมีการเกณฑ์ทหารหรือเปล่า”

สำหรับคนรุ่น Generation Z จำนวนมาก แนวคิดเรื่องการถูกเกณฑ์ไปทำสงครามดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัว ราวกับเป็นบทหนึ่งในหนังสือประวัติศาสตร์มากกว่าจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบัน สหรัฐฯไม่ได้ใช้ระบบเกณฑ์ทหารมาตั้งแต่ช่วงสงครามเวียดนามในต้นทศวรรษ 1970 และตั้งแต่นั้นมากองทัพก็ใช้ระบบทหารอาสาสมัครเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม โครงสร้างของระบบเกณฑ์ทหารในทางกฎหมายยังคงมีอยู่

GEN Z เล่นมีมเกี่ยวกับ ‘เกณฑ์ทหาร’ และ ‘WW3’

ในสหรัฐฯ มีระบบที่เรียกว่า Selective Service System ซึ่งกำหนดให้ชายชาวอเมริกันส่วนใหญ่ รวมถึงผู้อพยพที่มีอายุระหว่าง 18 ถึง 25 ปี ต้องลงทะเบียนกับรัฐบาล การลงทะเบียนนี้ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะถูกเรียกตัวไปเป็นทหารทันที แต่ชื่อของพวกเขาจะถูกบันทึกไว้ในฐานข้อมูล หากในอนาคตรัฐบาลจำเป็นต้องกลับมาใช้การเกณฑ์ทหารในภาวะฉุกเฉินระดับประเทศ

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีการประกาศใช้การเกณฑ์ทหารแต่อย่างใด หากจะมีการนำระบบนี้กลับมาใช้จริง จะต้องได้รับการอนุมัติจากทั้งสภาคองเกรสและประธานาธิบดี ซึ่งในอดีตมักเกิดขึ้นเฉพาะในช่วงสงครามขนาดใหญ่ที่ต้องการกำลังพลจำนวนมากเกินกว่าที่กองทัพอาสาสมัครจะรองรับได้ 

ถึงแม้สถานการณ์จะยังเป็นเพียงสมมุติฐาน แต่ประเด็นเรื่องการเกณฑ์ทหารกลับกลายเป็นกระแสใหญ่บนโลกออนไลน์อย่างรวดเร็ว บน TikTok มีผู้ใช้จำนวนมากทำคลิปแนวล้อเลียนสถานการณ์ เช่น การแสดงสเก็ตช์ว่าตัวเองอาจถูกเรียกตัวไปเป็นทหารก่อนที่จะสอบปลายภาคเสร็จ ขณะที่บางคนเลือกทำวิดีโออธิบายข้อมูลจริงเกี่ยวกับระบบ Selective Service เพื่อให้คนรุ่นเดียวกันเข้าใจว่ามันทำงานอย่างไร 

Gen Z จับตาสงครามอิหร่าน หวั่นประเด็นเกณฑ์ทหารกลับมา !

บนแพลตฟอร์ม X แฮชแท็กอย่าง ‘WW3’ กลายเป็นหนึ่งในคำที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในช่วงที่ผ่านมา ฟีดเต็มไปด้วยทั้งการถกเถียงทางการเมืองที่จริงจัง และมุกตลกประชดประชันแบบอินเทอร์เน็ตสไตล์ เช่น ผู้ใช้บางคนโพสต์แซวตัวเองว่า “เล่น Call of Duty มาหลายพันชั่วโมง สรุปนี่คือการฝึกทหารล่วงหน้าสินะ” 

การถกเถียงนี้สะท้อนให้เห็นช่องว่างระหว่างรุ่นอย่างชัดเจน คนอเมริกันรุ่นที่เติบโตมาในยุคสงครามเย็นหรือยุคเวียดนามมักมองว่าการรับใช้ชาติเป็นหน้าที่ที่ทุกคนต้องพร้อมทำ แต่คนรุ่นใหม่มักตั้งคำถามต่อการตัดสินใจของรัฐบาล และพร้อมแสดงความเห็นเหล่านั้นอย่างเปิดเผยบนโซเชียลมีเดีย

Gen Z จับตาสงครามอิหร่าน หวั่นประเด็นเกณฑ์ทหารกลับมา !

คนรุ่นใหม่สหรัฐฯ ไม่ได้มองอิหร่านเป็นศัตรูเหมือนคนรุ่นก่อน

อีกเรื่องที่น่าสนใจ ก่อนการโจมตีอิหร่านจะเกิดขึ้น ผลสำรวจจาก Associated Press-NORC Center for Public Affairs Research ที่เพยแพร่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ระบุว่า ประมาณครึ่งหนึ่งของชาวอเมริกันมีความกังวลในระดับ ‘มาก’ หรือ ‘มากที่สุด’ ว่าโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านอาจเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อสหรัฐฯ ขณะที่ราว 3 ใน 10 ระบุว่ากังวลในระดับปานกลาง และมีเพียงประมาณ 2 ใน 10 เท่านั้นที่บอกว่ากังวลเพียงเล็กน้อยหรือแทบไม่กังวลเลย 

อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจยังสะท้อนให้เห็นช่องว่างระหว่างช่วงวัยอย่างชัดเจน แม้คนอเมริกันโดยรวมจะมีทัศนคติค่อนข้างลบต่ออิหร่าน แต่ความรู้สึกดังกล่าวมักเข้มข้นกว่ามากในหมู่คนรุ่นที่มีอายุมากกว่า ขณะที่คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มวัยหนุ่มสาว กลับแสดงความกังวลต่อประเด็นนี้น้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด 

แม้ว่าชาวอเมริกันโดยรวมประมาณ 6 ใน 10 คน จะมองว่าอิหร่านเป็น ‘ศัตรู’ ของสหรัฐฯ แต่เมื่อมองลึกลงไปตามช่วงอายุ จะเห็นความแตกต่างค่อนข้างชัด โดยในกลุ่มคนอเมริกันที่อายุต่ำกว่า 45 ปี มีเพียงประมาณ ครึ่งหนึ่ง เท่านั้นที่มองว่าอิหร่านเป็นศัตรูของสหรัฐฯ ขณะที่ในกลุ่มคนอายุ 45 ปีขึ้นไป ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นเป็นราว 7 ใน 10 คน ตามข้อมูลจาก Associated Press 

ความแตกต่างระหว่างรุ่นยังสะท้อนให้เห็นในระดับความกังวลต่อโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านด้วย โดยมีเพียงประมาณ หนึ่งในสามของคนอเมริกันอายุต่ำกว่า 45 ปี ที่บอกว่าพวกเขากังวลอย่างมาก ขณะที่ในกลุ่มคนอายุมากกว่า มีถึงประมาณ 6 ใน 10 คน ที่รู้สึกกังวลในระดับสูง จึงเกิดคำถามที่น่าสนใจว่า ทำไมมุมมองของคนอเมริกันต่างรุ่นต่อประเด็นนี้ถึงแตกต่างกันมากขนาดนี้. 

ประเด็นนี้ ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าวิกฤตการณ์ตัวประกันอิหร่านในช่วงปลายทศวรรษ 1970 กลายเป็นข่าวใหญ่ในสหรัฐฯ อยู่เป็นเวลานาน ถึงขั้นมีการทำรายการข่าวทางโทรทัศน์ออกอากาศทุกคืนเพื่อติดตามสถานการณ์ ซึ่งต่อมากลายเป็นรายการ ABC Nightline เหตุการณ์ครั้งนั้นฝังลึกอยู่ในความทรงจำของชาวอเมริกันจำนวนมาก และทำให้ภาพลักษณ์ของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านถูกมองว่าเป็นศัตรูของสหรัฐฯ อย่างถาวร อีกทั้งในความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศหลังจากนั้น ก็แทบไม่มีเหตุการณ์ใดที่สร้างผลกระทบทางความรู้สึกต่อสังคมอเมริกันได้มากเท่ากับวิกฤตตัวประกันครั้งนั้น 

เด็กอเมริกันที่เติบโตขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 1970 ถึงต้นทศวรรษ 1980 จึงมักจดจำอิหร่านในฐานะคู่ปรับสำคัญ คล้ายกับภาพของสหภาพโซเวียตในยุคสงครามเย็น อย่างไรก็ตาม สำหรับคนอเมริกันที่เกิดในช่วงทศวรรษต่อมา หลายคนไม่ได้เติบโตมากับข่าววิกฤตตัวประกันครั้งนั้น จึงไม่ได้มีประสบการณ์หรือความทรงจำร่วมที่หล่อหลอมมุมมองต่ออิหร่านแบบเดียวกับคนรุ่นก่อน.

อย่างไรก็ตาม เมื่อความขัดแย้งเกิดขึ้น กระแสการพูดคุยบนโลกออนไลน์สะท้อนให้เห็นว่า เหตุการณ์ระดับโลกสามารถกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวของคนรุ่นใหม่ได้อย่างรวดเร็ว สำหรับคนรุ่น Gen Z สงครามไม่ใช่เพียงประเด็นที่ถูกถกเถียงกันในกรุงวอชิงตันเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นหัวข้อที่ถูกพูดถึงในแชตกลุ่ม ถูกทำเป็นมีมบน TikTok และกลายเป็นประเด็นถกเถียงในคอมเมนต์ตามโซเชียลมีเดียทั่วอินเทอร์เน็ต

ไม่ว่าสถานการณ์ความขัดแย้งจะบานปลายต่อไปหรือค่อย ๆ เลือนหายจากหน้าข่าว สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ คนรุ่น Gen Z ไม่ได้เพียงแค่นั่งดูประวัติศาสตร์เกิดขึ้นเท่านั้น แต่กำลังตอบสนองต่อมันแบบเรียลไทม์ ผ่านโพสต์ ความคิดเห็น และบทสนทนาบนโลกออนไลน์ที่เกิดขึ้นทุกวัน 

ที่มา : the nicholls worth และ Responsible Statecraft 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง  

related