
SHORT CUT
ยักษ์น้ำมันซาอุฯ เตือนวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ภูมิภาค หากช่องแคบฮอร์มุซยังปิดตาย กระทบเศรษฐกิจโลกพุ่งเป้าทุกอุตสาหกรรม
มีรายงานจากสำนักข่าวรอยเตอร์ส เปิดเผยว่า “อารัมโก” (Aramco) บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของซาอุดีอาระเบีย และเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก ออกโรงเตือนถึงสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางว่า หากการขนส่งผ่าน “ช่องแคบฮอร์มุซ” ยังคงถูกปิดกั้นหรือหยุดชะงักต่อไป จะส่งผลกระทบร้ายแรงอย่างมหาศาลต่อตลาดพลังงานและเศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อามิน นัสเซอร์ ซีอีโอของอารัมโก ระบุว่า วิกฤตครั้งนี้ถือเป็นครั้ง “ใหญ่ที่สุด” เท่าที่อุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซในภูมิภาคเคยเผชิญมา โดยปัจจุบันการขนส่งน้ำมันผ่านเส้นทางยุทธศาสตร์นี้ถูกขัดขวางอย่างหนัก ซึ่งตามปกติแล้ว ประมาณ 20% ของปริมาณน้ำมันทั่วโลกต้องเดินทางผ่านช่องแคบนี้ในทุกๆ วัน
ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นมีชนวนเหตุสำคัญจากการที่ กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ประกาศกร้าวว่า หากสหรัฐและอิสราเอลยังไม่หยุดการโจมตี อิหร่านจะไม่ยอมให้น้ำมันจากตะวันออกกลางถูกส่งออกแม้แต่หยดเดียว ขณะที่ ประธานาธิบดีทรัมป์ ก็ได้ตอบโต้ด้วยการขู่ว่าจะโจมตีอิหร่านหนักยิ่งขึ้นหากมีการปิดกั้นการส่งออกน้ำมัน
วิกฤตนี้ไม่ได้กระทบแค่ราคาน้ำมันหน้าปั๊ม แต่นัสเซอร์เตือนว่ามันจะลุกลามไปยังอุตสาหกรรมอื่นๆ ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นการบิน การเกษตร ยานยนต์ และธุรกิจประกันภัย โดยเฉพาะในภาวะที่ปริมาณน้ำมันสำรองของโลกอยู่ในระดับต่ำที่สุดในรอบ 5 ปี ยิ่งทำให้สถานการณ์เปราะบางมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ซาอุดีอาระเบียได้พยายามแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการใช้ ท่อส่งน้ำมัน East-West Pipeline เพื่อส่งน้ำมันดิบไปยังท่าเรือ Yanbu ที่ทะเลแดงแทน เพื่อหลีกเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งปัจจุบันมีการใช้งานเกือบเต็มกำลังผลิตที่ 7 ล้านบาร์เรลต่อวัน
แม้ราคาน้ำมันดิบ Brent จะเคยพุ่งสูงเกือบ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลก่อนจะปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ราว 92 ดอลลาร์ หลังจากมีความหวังว่าสงครามอาจยุติลงในไม่ช้า แต่ตราบใดที่ความไม่แน่นอนในช่องแคบฮอร์มุซยังไม่คลี่คลาย โลกก็ยังคงต้องเผชิญกับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์พลังงาน
ที่มา : reuters