
SHORT CUT
‘พิธีเปิดรัฐสภาโดยพระมหากษัตริย์’ ธรรมเนียมเก่าแก่ของรัฐสภาอังกฤษและรัฐสภาไทย” ที่ศักดิ์สิทธิ์มาหลายทศวรรษ
ในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สถาบันพระมหากษัตริย์ยังยังคงมีบทบาทเชิงพิธีการที่สำคัญต่อระบบการเมือง หนึ่งในธรรมเนียมที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับฝ่ายนิติบัญญัติคือ พิธีเปิดประชุมรัฐสภาโดยพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นพิธีที่ประกาศการเริ่มต้นสมัยประชุมของรัฐสภาอย่างเป็นทางการ
พิธีกรรมนี้ยังคงปรากฏให้เห็นใน พระราชพิธีเปิดประชุมรัฐสภาของอังกฤษ ซึ่งสะท้อนแนวคิดดั้งเดิมของระบอบรัฐธรรมนูญที่มองว่า อำนาจในการปกครองประเทศมีรากฐานเชื่อมโยงกับสถาบันพระมหากษัตริย์ อย่างไรก็ตาม ภายใต้ระบบรัฐธรรมนูญ ประมุขของรัฐจะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในเชิงพิธีการและสัญลักษณ์เป็นหลัก โดยมิได้ทรงตัดสินพระราชหฤทัยหรือใช้อำนาจดุลพินิจในการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งหน้าที่ดังกล่าวเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลและสถาบันทางการเมืองที่ทำหน้าที่บริหารประเทศตามระบอบประชาธิปไตย
ระบบรัฐสภาของไทยเองก็ได้รับแรงบันดาลใจจากแบบแผนรัฐสภาของอังกฤษเช่นกัน โดยเฉพาะแนวคิดของระบอบประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญที่กำหนดให้พระมหากษัตริย์ทรงดำรงตำแหน่งประมุขของรัฐ ภายใต้โครงสร้างดังกล่าว ประเทศไทยจึงมี พระราชพิธีเปิดประชุมรัฐสภา ซึ่งพระมหากษัตริย์เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพระราชพิธีเพื่อเปิดสมัยประชุมรัฐสภาอย่างเป็นทางการ
ในบทความนี้ผู้เขียนจึงขอพาผู้อ่านทุกท่านย้อนกลับไปสำรวจ ต้นกำเนิดและพัฒนาการของพระราชพิธีเปิดประชุมรัฐสภา ซึ่งถือเป็นหนึ่งในธรรมเนียมสำคัญของระบอบรัฐธรรมนูญ ทั้งในสหราชอาณาจักรและประเทศไทย พิธีการดังกล่าวมิได้เป็นเพียงขั้นตอนเชิงพิธีการของการเมืองเท่านั้น แต่ยังสะท้อนประวัติศาสตร์ ความต่อเนื่องของสถาบัน และแนวคิดเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์กับรัฐสภาที่สืบทอดมาเป็นเวลายาวนาน
oถือเป็นพิธีการสำคัญที่ประกาศการเริ่มต้นสมัยประชุมรัฐสภาใหม่ของสหราชอาณาจักร พิธีนี้เป็นช่วงเวลาที่องค์ประกอบทั้งสามของระบบรัฐสภามาบรรจบกัน ได้แก่ สภาสามัญชน (House of Commons), สภาขุนนาง (House of Lords) และ องค์พระมหากษัตริย์
รูปแบบของพิธีแทบไม่เปลี่ยนแปลงมาหลายศตวรรษ โดยเริ่มจาก ขบวนเสด็จของพระมหากษัตริย์ไปยังพระราชวังเวสต์มินสเตอร์ จากนั้นสมาชิกทั้งสองสภาจะมารวมตัวกันในห้องประชุมของสภาขุนนาง และพิธีจะจบลงด้วยการอ่าน พระราชดำรัสจากบัลลังก์ (Speech from the Throne) ซึ่งเป็นการประกาศนโยบายของรัฐบาลสำหรับสมัยประชุมใหม่
ตั้งแต่สมัย พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 เป็นต้นมา โดยแทบไม่มีข้อยกเว้น พระมหากษัตริย์จะเป็นผู้กล่าวพระราชดำรัสนี้ด้วยพระองค์เอง
รากฐานของพิธีนี้มีประวัติย้อนกลับไปเกือบ 900 ปีถึงยุคของพระเจ้าวิลเลียมที่ 1 เมื่อกษัตริย์จะทรงประชุมหารือกิจการบ้านเมืองกับชนชั้นนำของอาณาจักร ต่อมาในยุคกลาง การเปิดประชุมรัฐสภามีรูปแบบชัดเจนมากขึ้น โดยกษัตริย์จะประทับอยู่ในพิธี แต่ผู้กล่าวสุนทรพจน์มักเป็น Lord Chancellor ซึ่งจะอธิบายสถานการณ์ของอาณาจักรและเหตุผลที่มีการเรียกประชุมรัฐสภา
ธรรมเนียมเริ่มเปลี่ยนไปในสมัยพระเจ้าเจมส์ที่ 1 ซึ่งทรงกล่าวสุนทรพจน์ด้วยพระองค์เองบ่อยขึ้น และในสมัยพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 หลังการฟื้นฟูราชบัลลังก์ในศตวรรษที่ 17 ก็ได้เกิดแบบแผนใหม่ คือพระมหากษัตริย์จะเป็นผู้กล่าวพระราชดำรัสในพิธีเปิดรัฐสภาด้วยพระองค์เอง ซึ่งกลายเป็นธรรมเนียมหลักนับแต่นั้นมา
ในยุคปัจจุบัน พระราชดำรัสเปิดรัฐสภาถูกเขียนโดยรัฐบาล เพื่อประกาศวาระนโยบายและกฎหมายที่จะเสนอในสมัยประชุมใหม่ แม้จะอ่านโดยพระมหากษัตริย์ แต่เนื้อหาสะท้อนแผนการทำงานของฝ่ายบริหาร อย่างไรก็ตาม ในบางกรณีพระมหากษัตริย์ก็ใช้โอกาสนี้กล่าวถึงเรื่องส่วนพระองค์ เช่น การไว้อาลัยต่อพระราชบิดาที่เพิ่งสิ้นพระชนม์ ซึ่งเกิดขึ้นในพระราชดำรัสครั้งแรกของพระเจ้าจอร์จที่ 5 และสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2
ตามปกติ พิธีเริ่มต้นด้วยขบวนเสด็จของพระมหากษัตริย์จากพระราชวังบักกิงแฮมไปยังพระราชวังเวสต์มินสเตอร์ ทรงสวมเครื่องราชอิสริยาภรณ์และเครื่องราชกกุธภัณฑ์ ก่อนเสด็จเข้าสู่ห้องประชุมสภาขุนนางซึ่งเป็นสถานที่ประกอบพิธี จากนั้นเจ้าหน้าที่ของสภาขุนนางที่เรียกว่า ‘Black Rod’ จะถูกส่งไปเชิญสมาชิกสภาสามัญชนให้มาฟังพระราชดำรัส
โดยตามธรรมเนียมประตูสภาสามัญชนจะถูกปิดใส่หน้า Black Rod ก่อน เพื่อแสดงถึงความเป็นอิสระของสภาจากพระมหากษัตริย์ ก่อนที่เขาจะเคาะประตูสามครั้งเพื่อขอเข้าไปเชิญสมาชิกสภา
เมื่อสมาชิกสภาทั้งหมดมารวมตัวกันในห้องประชุมสภาขุนนาง พระมหากษัตริย์จะทรงอ่าน ‘พระราชดำรัสจากบัลลังก์’ (King’s Speech หรือ Queen’s Speech) ซึ่งแม้จะอ่านโดยพระมหากษัตริย์ แต่เนื้อหานั้นจัดทำโดยรัฐบาล เพื่อประกาศนโยบายและร่างกฎหมายที่รัฐบาลตั้งใจจะผลักดันในสมัยประชุมใหม่ หลังจากพระมหากษัตริย์เสด็จกลับ รัฐสภาทั้งสองสภาจะเริ่มอภิปรายเนื้อหาของพระราชดำรัส และเริ่มต้นกระบวนการทำงานทางนิติบัญญัติของสมัยประชุมใหม่อย่างเป็นทางการ
สำหรับพิธีเปิดรัฐสภาอังกฤษในวันที่ 7 พฤศจิกายน ค.ศ. 2023 พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงอ่านพระราชดำรัสซึ่งถูกเขียนโดยรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีริชี ซูนัค โดยมีใจความว่า “ผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 และสงครามในยูเครน ได้ก่อให้เกิดความท้าทายระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญต่อสหราชอาณาจักร” และ “ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลของข้าพเจ้าจึงให้ความสำคัญกับการตัดสินใจในระยะยาวที่แม้จะยากลำบาก แต่จำเป็น เพื่อขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวไปสู่อนาคตที่ดียิ่งขึ้น”
พระราชดำรัสเปิดรัฐสภาครั้งนั้นสะท้อนทิศทางนโยบายของรัฐบาลอังกฤษในช่วงเวลานั้น โดยเน้นการรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจจากผลกระทบของโควิด-19 และสงครามยูเครน รวมถึงการลดค่าครองชีพและเงินเฟ้อ ซึ่งกำลังเป็นปัญหาสำคัญของสหราชอาณาจักรในขณะนั้น
หัวใจของพิธีเปิดสภาไทยนั้นคล้ายกับของอังกฤษตรงที่ พระราชดำรัสของพระพระมหากษัตริย์เปรียบเหมือนแสงนำทางให้ ผู้แทนราษฎรน้อมนำไปปฏิบัติปฏิบัติตลอดวาระที่ดำรงตำแหน่งเพื่อทำประโยชน์ให้ประเทศชาติและประชาชน
รัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาเป็นพิธีการสำคัญในระบบการเมืองของประเทศไทยที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พิธีดังกล่าวมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ว่าเป็นการประกาศอย่างเป็นทางการให้ประชาชนรับทราบว่ารัฐสภากำลังจะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ โดยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาเข้าทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชนในการบริหารและกำหนดนโยบายของประเทศ ในพิธีนี้พระมหากษัตริย์จะเสด็จพระราชดำเนินมาเป็นองค์ประธานและมีพระราชดำรัสเปิดประชุมรัฐสภา หรืออาจทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้แทนพระองค์มาปฏิบัติหน้าที่แทนก็ได้
จุดเริ่มต้นของรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาไทยมีรากฐานย้อนกลับไปในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เมื่อพระองค์ทรงจัดตั้ง ‘สภากรรมการองคมนตรี’ ขึ้นเพื่อช่วยแบ่งเบาพระราชภาระในการบริหารราชการแผ่นดิน การประชุมครั้งแรกของสภาดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2470 โดยมีการอัญเชิญพระราชดำรัสของพระมหากษัตริย์มาอ่านเปิดการประชุม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดการปรึกษาหารือร่วมกันในการบริหารประเทศที่เริ่มพัฒนาขึ้นในช่วงปลายยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์
ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ประเทศไทยได้เข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา และมีการจัดพิธีเปิดประชุมรัฐสภาอย่างเป็นทางการครั้งแรกในวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2476 ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม โดยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินมาเป็นองค์ประธาน นับเป็นจุดเริ่มต้นของธรรมเนียมรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาไทยที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน
นอกจากนั้นในมาตรา 122 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ยังระบุอีกด้วยว่า “พระมหากษัตริย์ทรงเรียกประชุมรัฐสภา ทรงเปิดและทรงปิดประชุม พระมหากษัตริย์จะเสด็จพระราชดำเนินมาทรงทำรัฐพิธีเปิดประชุมสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งแรกด้วยพระองค์เอง หรือจะโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระรัชทายาทซึ่งทรงบรรลุนิติภาวะแล้วหรือผู้ใดผู้หนึ่งเป็นผู้แทนพระองค์ มาทำรัฐพิธีก็ได้”
สำหรับพิธีเปิดประชุมรัฐสภาครั้งล่าสุดในวันที่ 3 กรกฎาคมปี 2023 พระราชดำรัสในหลวง ร.10 ส่วนหนึ่งมีใจความว่า
“ประเทศชาติจะมีความเจริญเพียงไร ย่อมขึ้นอยู่กับสติปัญญา ความสามารถ และความสุจริต บริสุทธิ์ ของท่านที่จะปฏิบัติหน้าที่ทั้งปวง โดยยึดถือประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน เป็นสิ่งที่มีความสำคัญสูงสุด หากทุกท่าน ได้สำนึกตระหนักเช่นนี้อยู่เสมอ ก็จะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้สำเร็จลุล่วง”
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในพิธีเปิดประชุมสภา เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคมปี 2023
อย่างไรก็ตาม สำหรับพิธีเปิดประชุมสภาครั้งใหม่ จะจัดขึ้นในวันที่ 14 มีนาคม 2569 ณ ห้องโถงพิธี อาคารรัฐสภา (สัปปายะสภาสถาน) โดยมีพระมหากษัตริย์เสด็จพระราชดำเนินมาทรงประกอบรัฐพิธี ท่ามกลางผู้เข้าร่วมจากทุกสถาบันสำคัญของรัฐ เช่น นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี ประธานองค์กรตุลาการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา รวมถึงคณะทูตานุทูต เพื่อเริ่มต้นการทำงานของรัฐสภาอย่างเป็นทางการดั่งเช่นทุกครั้ง
จะเห็นได้ว่า พระราชพิธีเปิดประชุมรัฐสภา เป็นธรรมเนียมที่สะท้อนความสัมพันธ์อันลึกซึ้งระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับระบอบรัฐสภา ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ แม้พระมหากษัตริย์มิได้ทรงมีบทบาทในการบริหารราชการแผ่นดินโดยตรง หากแต่ทรงทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมเชิงสัญลักษณ์ของรัฐและความต่อเนื่องของสถาบันการเมือง
ที่มา : พิพิธภัณฑ์รัฐสภา, lordslibrary, foxnew
ข่าวที่เกี่ยวข้อง